บทที่ 5 วันที่ทุกคนต้องได้เห็นรอยของฉัน

คานท์พานทีเดินเข้าสู่ตึกเรียนด้วยฝีเท้าที่มั่นคงเหมือนทุกเช้า มือที่จับข้อมือยังคงแน่นหนาไม่ยอมปล่อย รอยแดงบนลำคอของนทีปรากฏชัดเจนภายใต้แสงไฟในโถงทางเดิน

นักศึกษาหลายคนหันมามอง

บางคนกระซิบกระซาบเบา ๆ

บางคนจ้องไปที่รอยแดงโดยตรง

คานท์ไม่ได้สนใจสายตาเหล่านั้นแม้แต่น้อย เขายังคงเดินนำนทีไปจนถึงหน้าห้องเรียนชั่วโมงแรก แล้วหยุด

“เข้าไปได้” เขาพูดเสียงต่ำ “ฉันรอตรงนี้”

นทีเงยหน้าขึ้นมองเขาครู่หนึ่ง รอยแดงบนลำคอยังชัดเจนเมื่อลมพัดปกเสื้อเปิดออก เขายังไม่ทันจะตอบอะไรก็ได้ยินเสียงคุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลัง

“นที!”

อาร์ทเดินเข้ามาใกล้ด้วยสีหน้ากังวล ดวงตากวาดไปที่ลำคอของนทีทันทีที่เห็นรอยแดงที่เข้มกว่าเดิม

“นาย... คอเป็นอะไรมากกว่าเมื่อวานอีกแล้ว”

นทีชะงัก มือยกขึ้นปิดรอยโดยอัตโนมัติ แต่คานท์จับข้อมือนั้นไว้ก่อนที่จะทำสำเร็จ

“อย่าปิด” คานท์พูดเสียงเรียบ แต่เย็นชา

อาร์ทหันมามองคานท์ด้วยสายตาที่เริ่มแข็งกระด้าง

“นายทำอะไรกับนที” อาร์ทถามตรง ๆ “รอยพวกนี้...”

คานท์ยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก ยิ้มที่ไม่ถึงตา

“ฉันทำ” เขาตอบสั้น ๆ “แล้วไง”

บรรยากาศรอบตัวทั้งสามคนเย็นลงทันที นักศึกษาที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ บางคนหันมามองด้วยความประหลาดใจ

นทีตัวสั่นเล็กน้อย ดวงตาเหลือบมองไปมาระหว่างคานท์กับอาร์ท

คานท์ยังคงจับข้อมือของนทีไว้แน่น แล้วก้าวเข้าไปใกล้อาร์ทอีกก้าวหนึ่ง

“นทีเป็นของฉัน” เขาพูดเสียงต่ำแต่ชัดเจน “รอยพวกนี้คือเครื่องหมาย ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องมอง”

อาร์ทกำมือแน่น ใบหน้าเริ่มเคร่งเครียด

“นที...” เขาหันไปทางนที “นายโอเคกับแบบนี้จริง ๆ เหรอ”

นทีเปิดปากจะพูด แต่คานท์กดข้อมือเบา ๆ เป็นสัญญาณ

“เขาโอเค” คานท์ตอบแทน “เข้าห้องได้แล้ว นที”

นทีมองอาร์ทอย่างลำบากใจ ก่อนจะค่อย ๆ พยักหน้าแล้วเดินเข้าห้องเรียนไปอย่างเชื่องช้า

คานท์ยืนมองหลังนทีจนลับเข้าไปในห้อง แล้วหันกลับมามองอาร์ทอีกครั้ง

ยิ้มบาง ๆ ยังคงค้างอยู่ที่มุมปาก

“อย่าเข้าใกล้นทีมากเกินไป” เขากระซิบเสียงเย็น “ฉันไม่ชอบ”

อาร์ทยืนนิ่งอยู่กับที่หลังจากคานท์พูดจบ สายตาแข็งกระด้างจ้องกลับไปที่อีกฝ่ายเป็นเวลานาน

“นาย...” อาร์ทพูดเสียงต่ำ “นายกำลังทำร้ายนทีอยู่รู้ไหม”

คานท์หัวเราะคิกเบา ๆ เสียงหัวเราะนั้นสั้นและเย็นชา

“ทำร้าย?” เขาเอียงศีรษะเล็กน้อย “ฉันกำลังรักเขานะ”

“รักแบบนี้เหรอ” อาร์ทชี้ไปที่ประตูห้องเรียนที่นทีเพิ่งเดินเข้าไป “รอยพวกนั้นเต็มคอ แล้วบังคับไม่ให้ปิด ทำเหมือนนทีเป็นสมบัติส่วนตัว”

คานท์ยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก ยิ้มที่ไม่ถึงตา

“เพราะเขาเป็นสมบัติส่วนตัวของฉัน” เขาตอบตรง ๆ “ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องยุ่ง”

อาร์ทกำมือแน่นจนข้อนิ้วขาว ใบหน้าเริ่มแดงด้วยความโกรธและความกังวล

“ฉันจะไม่ปล่อยให้นายทำแบบนี้กับนทีต่อไป”

คานท์มองเขานานครู่ แล้วก้าวเข้าไปใกล้จนเหลือระยะเพียงเล็กน้อย ลดเสียงลงจนมีเพียงสองคนที่ได้ยิน

“ลองสิ” เขากระซิบเสียงเย็น “ถ้าแกเข้าใกล้นทีอีก ฉันจะทำให้แกต้องเสียใจ”

สายตาของคานท์มืดมัวและเต็มไปด้วยภัยคุกคามอย่างเปิดเผย อาร์ทชะงักเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะหุบปากแน่นแล้วหันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

คานท์ยืนมองหลังอาร์ทจนลับมุมโถง แล้วยิ้มบาง ๆ อีกครั้ง

เขาสอดมือลงในกระเป๋ากางเกง หันหลังพิงกำแพงตรงข้ามประตูห้องเรียน แล้วเริ่มรอ

สายตาจ้องไปที่บานประตูโดยไม่ละ

ข้างในห้องมีเสียงอาจารย์เริ่มสอนดังลอดออกมา คานท์ไม่ได้สนใจเนื้อหาแม้แต่น้อย เขานึกถึงรอยแดงบนลำคอของนที

นึกถึงคำพูดที่เพิ่งขู่กับอาร์ท

นึกถึงภาพที่นทีพยักหน้าแล้วเดินเข้าห้องไปอย่างว่าง่าย

นิ้วมือในกระเป๋ากำแน่น

“ดี...” เขากระซิบกับตัวเองเบา ๆ

“วันนี้ทุกคนเริ่มเห็นแล้ว”

เขาจะไม่ยอมให้นทีพ้นสายตา

และจะไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้อีกต่อไป

คานท์ยืนพิงกำแพงตรงข้ามประตูห้องเรียนมานานกว่าสี่สิบนาทีแล้ว

แสงแดดช่วงเช้าส่องผ่านหน้าต่างโถง ทำให้เงาของเขาทอดยาวไปบนพื้น เขาสอดมือลงในกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้าง ลำตัวตรง สายตาจ้องไปที่บานประตูโดยไม่ละแม้แต่น้อย

นักศึกษาที่เดินผ่านไปมาหลายคนหันมามองเขา บางคนกระซิบกระซาบเบา ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อสักครู่ที่เกิดขึ้นกับอาร์ท แต่คานท์ไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย

เขาสนใจเพียงแค่ว่านทีกำลังนั่งอยู่ตรงไหนของห้อง

และรอยแดงบนลำคอยังปรากฏชัดเจนอยู่หรือไม่

นิ้วมือในกระเป๋ากำแน่นเป็นพัก ๆ

เขานึกถึงคำพูดที่เพิ่งขู่กับอาร์ท

นึกถึงภาพที่นทียกมือขึ้นจะปิดรอยแต่ถูกเขาห้ามไว้

นึกถึงความรู้สึกเมื่อได้ยินอาร์ทถามว่า “นายโอเคกับแบบนี้จริง ๆ เหรอ”

ความหึงและความครอบครองคุกรุ่นขึ้นมาอีกครั้ง

“เขาโอเค...” คานท์กระซิบกับตัวเองเบา ๆ “เพราะเขาเป็นของฉัน”

เวลาผ่านไปช้า

จนกระทั่งได้ยินเสียงเก้าอี้ถูไถและเสียงพูดคุยดังขึ้นจากภายในห้อง ชั่วโมงเรียนใกล้จบ

คานท์ถอนมือออกจากกระเป๋า ยืนตัวตรงขึ้น

ประตูเปิดออก นักศึกษาเริ่มเดินออกมาเป็นกลุ่ม

สายตาของคานท์กวาดหาเงาร่างของนทีทันที

จนเห็นนทีเดินออกมาเป็นคนท้าย ๆ อีกครั้ง รอยแดงบนลำคอยังชัดเจนภายใต้แสงไฟในโถง

คราวนี้ไม่มีอาร์ทเดินอยู่ข้าง ๆ

แต่มีเพื่อนสาวคนหนึ่งเดินคุยกับนทีอยู่เล็กน้อย

คานท์ขมวดคิ้ว

เขาก้าวเดินไปข้างหน้าทันที

เมื่อมาถึงระยะที่ใกล้พอ เขายื่นมือไปจับข้อมือของนทีไว้อย่างไม่ลังเล ดึงเข้ามาชิดตัวเองโดยไม่สนใจสายตาคนรอบข้าง

“เลิกแล้ว” คานท์พูดเสียงเรียบ

นทีชะงักเล็กน้อยจากแรงดึง

“คานท์...”

คานท์ก้มลงพูดข้างหูเบา ๆ

“ไปกัน”

เขานำนทีเดินออกจากหน้าห้องโดยไม่รอให้ใครถามอะไรเพิ่ม ฝีเท้าหนักและมั่นคง

รอยแดงบนลำคอของนทียังคงปรากฏชัดเจนให้ทุกคนที่มองตามได้เห็น

คานท์พานทีเดินลงบันไดตึกเรียนโดยไม่พูดอะไรเลยตลอดทาง มือที่จับข้อมือยังคงแน่นหนาเหมือนเดิม นักศึกษาที่เดินสวนทางหลายคนหันมามองทั้งคู่ โดยเฉพาะไปที่รอยแดงบนลำคอของนทีที่ปรากฏชัดเจน

เมื่อออกจากตึกไปถึงลานด้านหน้า ลมเช้าพัดผ่าน ทำให้ปกเสื้อของนทีเปิดออกอีกเล็กน้อย รอยแดงยิ่งเด่นชัดขึ้นภายใต้แสงแดด

คานท์หยุดเดินกะทันหัน แล้วหันมามองนที

“เมื่อกี้นายคุยกับเพื่อนสาว” เขาพูดเสียงต่ำ

นทีชะงักเล็กน้อย

“ก็... เขาถามว่าฉันโอเคไหม เรื่องรอยที่คอ”

คานท์จ้องใบหน้าของนทีอยู่นานครู่ ดวงตามืดลงเล็กน้อย

“แล้ววนายตอบว่าอะไร”

“ฉันบอกว่า... ไม่เป็นไร”

คานท์ขมวดคิ้ว

“ไม่เป็นไร อีกแล้ว” เขาพูดซ้ำคำนั้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ฉันบอกแล้วนะว่าถ้าใครถาม นายต้องบอกว่าเป็นรอยที่ฉันทำให้”

นิ้วมือที่จับข้อมือกำแน่นขึ้น

“บอกมาสิ ตอนนี้”

นทีเงยหน้าขึ้นสบตา แก้มเริ่มมีสีแดงจาง ๆ

“...เป็นรอยที่คานท์ทำให้”

คานท์ยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก ยิ้มที่ไม่ถึงตาแต่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ

“ดี...”

เขาก้มลงพูดข้างหูของนทีเบา ๆ แต่หนักแน่น

“ครั้งหน้าอย่าตอบแค่ว่าไม่เป็นไร อีก บอกตรง ๆ ว่าฉันเป็นคนทำ แล้วฉันเป็นคนของนาย”

นทีพยักหน้าเบา ๆ

“...รู้แล้ว”

คานท์มองเขาต่ออีกสักพัก แล้วค่อย ๆ ผ่อนแรงมือลง แต่ก็ยังไม่ปล่อยทั้งหมด

“ไปกินข้าวเที่ยงกัน” เขาพูด “แล้วบ่ายฉันจะไปส่งนายอีก”

เขาพานทีเดินต่อไปยังลานจอดรถโดยไม่พูดอะไรเพิ่ม

รอยแดงบนลำคอยังคงปรากฏชัดเจนให้ทุกคนที่มองตามได้เห็น

และคานท์ก็ยิ้มอย่างพอใจในใจ

วันนี้...

ทุกคนเริ่มรู้แล้วว่านทีเป็นของใคร

คานท์พานทีไปร้านอาหารเดิมที่เคยไปเมื่อวาน โต๊ะมุมในที่เงียบสงบถูกเลือกอีกครั้ง เขาสั่งอาหารโดยไม่ถามนทีเหมือนทุกครั้ง แล้วมานั่งตรงข้ามจ้องมองรอยแดงบนลำคออย่างไม่ละสายตา

นทีกินข้าวอย่างช้า ๆ ภายใต้สายตานั้น ทุกครั้งที่เงยหน้าขึ้นจะพบว่าคานท์กำลังจ้องรอยบนลำคอของเขาอยู่เสมอ

“เมื่อกี้ที่หน้าห้อง...” คานท์เอ่ยขึ้นหลังจากเงียบไปพักใหญ่ “อาร์ทพูดอะไรอีกไหมก่อนที่ฉันจะไป”

นทีชะงักเล็กน้อย

“ไม่มี... เขาแค่ถามว่าฉันโอเคไหม”

คานท์พยักหน้าช้า ๆ นิ้วมือเคาะโต๊ะเบา ๆ

“ฉันขู่เขาไปแล้ว” เขาพูดเรียบ ๆ “ถ้าเขายังเข้าใกล้นายอีก ฉันจะไม่ปล่อยไว้”

นทีวางช้อนลง

“คานท์... ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ อาร์ทเป็นแค่—”

“เพื่อน” คานท์พูดตัดบท น้ำเสียงเย็นชา “ฉันรู้ แต่นายก็ยิ้มให้เขา คุยกับเขา แล้วเขาก็มองรอยของฉันด้วยสายตาแบบนั้น”

เขายื่นมือไปจับข้อมือของนทีที่วางอยู่บนโต๊ะ นิ้วหัวแม่มือลูบไปบนหลังมือเบา ๆ

“ฉันไม่ชอบ” เขากระซิบ “ดังนั้นนายอย่าคุยกับเขานานเกินไปอีก ถ้าเขาเข้ามาใกล้ ให้เดินหนีมาหาฉันทันที”

นทีเงยหน้าขึ้นสบตา แล้วพยักหน้าเบา ๆ

“...รู้แล้ว”

คานท์ยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก

“ดี”

เขานั่งมองนทีกินต่ออย่างเงียบ ๆ จนจานว่าง แล้วเรียกเก็บเงินทันที

เมื่อออกจากร้าน คานท์ยังคงจับข้อมือของนทีไว้เหมือนเดิม พาเดินกลับไปยังรถ

ก่อนขึ้นรถ เขาหยุดนทีไว้ตรงประตูผู้โดยสาร แล้วก้มลงพูดข้างหูเบา ๆ

“บ่ายนี้อย่าปิดรอย” เขากระซิบ “ฉันอยากให้ทุกคนเห็นต่อ”

นทีพยักหน้า

คานท์จูบที่รอยแดงบนลำคอเบา ๆ หนึ่งครั้ง ก่อนจะเปิดประตูให้นทีขึ้นรถ

สายตาของเขายังคงเต็มไปด้วยความครอบครองที่ไม่เคยลดลงแม้แต่น้อย

รถแล่นกลับเข้าสู่บริเวณมหาวิทยาลัยในช่วงบ่าย แดดแรงขึ้นกว่าตอนเช้า นักศึกษาเดินขวักไขว่ไปมาตามทางเท้า

คานท์จอดรถใกล้ตึกเรียนของนที แล้วดับเครื่องโดยไม่รีบร้อน เขานั่งนิ่งอยู่อีกครู่ก่อนจะหันมามองนที

“ถึงแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ “ห้องอยู่ชั้นสองใช่ไหม”

นทีพยักหน้า

“ใช่...”

คานท์ถอดเข็มขัดนิรภัย แล้วโน้มตัวเข้ามาใกล้โดยไม่บอกกล่าว มือข้างหนึ่งจับท้ายทอยของนทีไว้เบา ๆ แล้วก้มจูบที่ริมฝีปากอย่างช้า ๆ แต่แน่นหนา

เมื่อริมฝีปากแยกจากกัน เขายังคงประคองใบหน้าของนทีไว้

“รอยที่คอ...” เขากระซิบ “ยังห้ามปิดเหมือนเดิม”

นทีหลบสายตา แก้มเริ่มมีสีแดงจาง ๆ

“...รู้แล้ว”

คานท์ยิ้มบาง ๆ แล้วปล่อยมือ เปิดประตูลงจากรถก่อน เดินวนมาเปิดประตูให้นที

“ฉันส่งถึงหน้าห้อง” เขาบอก

นทีลงจากรถตาม ถูกคานท์จับข้อมือไว้อีกครั้ง แล้วพาเดินเข้าสู่ตึกเรียน ฝีเท้าของคานท์หนักและมั่นคง นักศึกษาที่เดินสวนทางหลายคนหันมามองทั้งคู่ โดยเฉพาะไปที่รอยแดงบนลำคอของนทีที่ปรากฏชัดเจน

บางคนกระซิบกระซาบเบา ๆ

บางคนจ้องเขม็ง

คานท์ไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย

เมื่อถึงหน้าห้องเรียน เขายืนขวางระหว่างนทีกับคนอื่นเล็กน้อย มือยังไม่ยอมปล่อยข้อมือ

“เข้าไปได้” เขาพูดเสียงต่ำ “ฉันรอตรงนี้”

นทีเงยหน้าขึ้นมองเขาครู่หนึ่ง แล้วค่อย ๆ พยักหน้า ชักมือออกจากกำมือของคานท์อย่างช้า ๆ แล้วเดินเข้าห้องไป

คานท์ยืนมองหลังนทีจนลับเข้าไปในห้อง แล้วหันหลังพิงกำแพงตรงข้ามประตูอีกครั้ง สอดมือลงในกระเป๋ากางเกง

เขายืนรอ

สายตาจ้องไปที่บานประตูโดยไม่ละ

รอยแดงบนลำคอของนทียังคงอยู่ในความคิดของเขา

และเขาก็พร้อมที่จะจัดการกับใครก็ตามที่กล้าเข้าใกล้อีกครั้ง

คานท์ยืนพิงกำแพงตรงข้ามประตูห้องเรียนมานานกว่าหนึ่งชั่วโมง

แสงแดดช่วงบ่ายค่อย ๆ เอียง ทำให้เงาของเขาทอดยาวไปบนพื้นโถง เขาสอดมือลงในกระเป๋ากางเกง ลำตัวตรง สายตาจ้องไปที่บานประตูโดยไม่ละแม้แต่น้อย

นักศึกษาที่เดินผ่านไปมาหลายคนหันมามองเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางคนกระซิบถึงเหตุการณ์ตอนเช้าที่เกิดขึ้นกับอาร์ท แต่คานท์ไม่ได้สนใจ

เขาสนใจเพียงแค่ว่ารอยแดงบนลำคอของนทียังชัดอยู่หรือไม่

และใครจะกล้าเข้าใกล้อีกหรือเปล่า

เวลาผ่านไปช้า

จนกระทั่งได้ยินเสียงเก้าอี้ถูไถและเสียงพูดคุยดังขึ้นจากภายในห้อง ชั่วโมงเรียนใกล้จบ

คานท์ถอนมือออกจากกระเป๋า ยืนตัวตรงขึ้น

ประตูเปิดออก นักศึกษาเริ่มเดินออกมาเป็นกลุ่ม

สายตาของคานท์กวาดหาเงาร่างของนทีทันที

จนเห็นนทีเดินออกมา รอยแดงบนลำคอยังปรากฏชัดเจนภายใต้แสงไฟ

คราวนี้ไม่มีใครเดินคุยกับนทีอยู่ข้าง ๆ

คานท์ยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก

เขาก้าวเดินไปข้างหน้าทันที

เมื่อมาถึงระยะที่ใกล้พอ เขายื่นมือไปจับข้อมือของนทีไว้อย่างไม่ลังเล ดึงเข้ามาชิดตัวเองโดยไม่สนใจสายตาคนรอบข้าง

“เลิกแล้ว” คานท์พูดเสียงเรียบ

นทีชะงักเล็กน้อยจากแรงดึง

“คานท์...”

คานท์ก้มลงพูดข้างหูเบา ๆ

“ไปกัน วันนี้ฉันพานายกลับบ้านเลย”

เขานำนทีเดินออกจากหน้าห้องโดยไม่รอให้ใครถามอะไรเพิ่ม ฝีเท้าหนักและมั่นคง

รอยแดงบนลำคอของนทียังคงปรากฏชัดเจนให้ทุกคนที่มองตามได้เห็น

และคานท์ก็ยิ้มอย่างพอใจในใจ

วันนี้...

ทุกคนได้เห็นแล้วว่านทีเป็นของใคร

และเขาจะทำให้พวกเขายังคงเห็นต่อไปทุกวัน

จบตอนที่ 5

บทก่อนหน้า
บทถัดไป