บทที่ 6 รอยร้าวที่เริ่มปรากฏ

สองวันหลังจากที่นทีตกลงกลับมาอยู่บ้านคานท์อีกครั้ง บรรยากาศระหว่างทั้งคู่ดูสงบลงภายนอก

คานท์ยังคงไปส่งและไปรับนทีจากมหาวิทยาลัยทุกวัน แต่คราวนี้เขาพยายามไม่จับข้อมือแรง ๆ และไม่พูดจาข่มขู่เหมือนช่วงแรก เขายังคงยืนรอหน้าห้องเรียน แต่เลือกยืนห่างออกไปเล็กน้อย และไม่เข้าไปแทรกเมื่อมีเพื่อนของนทีเดินคุยด้วย

อย่างไรก็ตาม ความสงบนั้นเป็นเพียงเปลือกนอก

ในใจของคานท์ยังคงเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย ทุกครั้งที่เห็นนทียิ้มให้ใครแม้เพียงเล็กน้อย เขาก็รู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกำลังบีบหัวใจตัวเองอีกครั้ง เขาพยายามหายใจเข้าลึก ๆ และเตือนตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “ฉันต้องพยายาม” แต่ยิ่งพยายาม เขายิ่งรู้สึกถึงความเปราะบางของตัวเองชัดขึ้น

ส่วนนทีเองก็เริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของคานท์

เขาเห็นถึงความพยายาม แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงสายตาที่คอยจับจ้องอยู่ตลอดเวลา ความอึดอัดไม่ได้หายไปทั้งหมด เพียงแต่ถูกกดไว้ใต้ความใจอ่อนและการไม่อยากทำร้ายความรู้สึกของอีกฝ่าย

จนกระทั่งบ่ายวันนั้น

ขณะที่นทีกำลังเดินออกจากห้องเรียนภาษาอังกฤษ อาร์ทเดินเข้ามาหาโดยตรง

“นที คุยกับฉันหน่อยได้ไหม?” เสียงของอาร์ทจริงจังกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

นทีชะงัก เหลือบมองไปยังทิศทางที่คานท์ยืนรออยู่ห่างออกไป

คานท์กำลังมองมาทางนี้พอดี

สายตาของเขามืดลงทันทีที่เห็นอาร์ทยืนคุยกับนที

นทีลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าให้อาร์ท

ทั้งคู่เดินไปยืนคุยกันใต้ต้นไม้ข้างตึก ห่างจากจุดที่คานท์ยืนรอพอสมควร

“ฉันเป็นห่วงนาย” อาร์ทเปิดบทสนทนาโดยตรง “ช่วงนี้ทุกคนเริ่มพูดถึงรอยที่คอนายกันหมดแล้ว และฉันก็เห็นว่านายดูเครียดขึ้นทุกวัน”

นทีหลบสายตา นิ้วมือกำสายกระเป๋าเบา ๆ

“ฉัน… จัดการได้”

“จัดการได้เหรอ?” อาร์ทลดเสียงลง “นายถูกควบคุมขนาดนั้นแล้วยังบอกว่าจัดการได้ อีกอย่าง คานท์คนนั้น… ฉันไม่คิดว่าเขาจะปล่อยให้นายมีอิสระจริง ๆ นะ”

นทีเงียบไป

อาร์ทถอนหายใจยาว

“ถ้าวันหนึ่งนายอยากคุย หรืออยากให้ฉันช่วยอะไร บอกฉันได้เสมอ ฉันไม่ได้ต้องการให้นายต้องมาเลือกข้าง… แค่ไม่อยากเห็นนายค่อย ๆ หายไปในความสัมพันธ์แบบนี้”

ฝั่งตรงข้าม คานท์ยืนนิ่งอยู่กับที่

มือทั้งสองข้างสอดอยู่ในกระเป๋ากางเกงแน่นจนข้อนิ้วขาว เขามองภาพนทีกับอาร์ทคุยกันโดยไม่ละสายตา ความพยายามที่เขาก่อสร้างมาตลอดสองวันที่ผ่านมาเริ่มสั่นคลอนอย่างรวดเร็ว

ในหัวของเขามีเสียงกระซิบซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“เห็นไหม… เขายังคงหันไปหาคนอื่น”

“ถ้านายผ่อนมือมากเกินไป นายจะเสียเขาอีกครั้ง”

“เหมือนทุกครั้งในอดีต”

คานท์กัดฟันแน่น พยายามหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อกลั้นแรงกระตุ้นที่อยากเดินเข้าไปดึงนทีออกมาทันที

เขาบอกตัวเองว่าต้องอดทน

ต้องให้พื้นที่

ต้องไม่ทำแบบเดิม

แต่ยิ่งเห็นอาร์ทยืนอยู่ใกล้ ๆ นที ความกลัวก็ยิ่งทวีคูณจนแทบกลั้นไม่อยู่

นทีเงียบไปหลังฟังคำพูดของอาร์ท

เขารู้ดีว่าอาร์ทพูดด้วยความหวังดี แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่รู้จะตอบอย่างไรโดยไม่ทำให้ใครเจ็บปวด

“ฉัน… ขอบคุณที่ห่วง” ในที่สุดนทีก็พูดเสียงเบา “แต่ตอนนี้ฉันอยากจัดการเองก่อน”

อาร์ทมองเขานานครู่ แล้วถอนหายใจ

“ได้… ฉันไม่บังคับ แต่ถ้าเปลี่ยนใจเมื่อไหร่ มาหาฉันได้เสมอ”

เขายกมือขึ้นแตะไหล่ของนทีเบา ๆ เป็นการให้กำลังใจ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป

ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง คานท์ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป

เขาเดินตรงเข้ามาหาด้วยฝีเท้าที่หนักและรวดเร็ว หยุดอยู่ตรงหน้าของนทีเพียงไม่กี่ก้าว

สายตาของเขามืดมัวและเต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่ทั้งโกรธและหวาดกลัว

“คุยอะไรกัน?” คานท์ถามเสียงต่ำ

นทีชะงักเล็กน้อย

“อาร์ท… เขาเป็นห่วงฉัน”

คานท์เงียบไปครู่หนึ่ง ขากรรไกรเกร็งแน่น

ในใจเขากำลังต่อสู้กับตัวเองอย่างหนัก

ส่วนหนึ่งอยากจะดึงนทีเข้ามากอดแล้วพากลับบ้านทันที

แต่อีกส่วนหนึ่งที่พยายามควบคุมตัวเองกลับเตือนว่า

“อย่าทำแบบเดิม… ถ้านายทำอีก นายจะผลักเขาออกไปจริง ๆ”

คานท์กำมือแน่นอยู่ในกระเป๋า

“เขาแตะไหล่นาย” เขาพูดช้า ๆ น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย

“ฉันเห็น”

นทีเงยหน้าขึ้นมองเขา

“คานท์… เขาแค่—”

“ฉันรู้” คานท์ตัดบทอย่างแผ่วเบา “ฉันรู้ว่าเขาแค่เป็นห่วง… แต่ฉันก็ยังรู้สึกไม่ดี”

เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย ราวกับกำลังกลั้นอะไรบางอย่างไว้

“พาฉันกลับบ้านได้ไหม?” เขาขอร้องเสียงเบา “ฉัน… อยากกลับ”

คำพูดนั้นไม่ได้เป็นคำสั่งเหมือนเมื่อก่อน

มันฟังดูเหมือนคนที่กำลังจะสูญเสียการควบคุม และพยายามเกาะอะไรบางอย่างไว้ไม่ให้ตัวเองหลุดไปมากกว่านี้

นทีมองใบหน้าของคานท์อยู่นาน

เขาเห็นถึงความพยายามที่คานท์กำลังกลั้นไว้ เห็นถึงสายตาที่มืดมัวแต่ไม่ได้เต็มไปด้วยความโกรธรุนแรงเหมือนครั้งก่อน ๆ และเห็นถึงความสั่นคลอนที่ซ่อนอยู่ใต้ท่าทางที่ดูนิ่ง

“ได้…” ในที่สุดนทีก็ตอบเสียงเบา “กลับกัน”

คานท์พยักหน้าช้า ๆ ราวกับโล่งใจที่แทบจะกลั้นไม่อยู่

ทั้งคู่เดินไปยังลานจอดรถด้วยกันโดยไม่มีใครพูดอะไรเพิ่ม ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ยังคงมีอยู่เล็กน้อย คานท์ไม่ได้จับข้อมือนทีเหมือนเคย แต่สายตาของเขากลับไม่เคยละจากอีกฝ่ายแม้แต่น้อย

เมื่อขึ้นรถแล้ว ความเงียบก็ปกคลุมอีกครั้ง

คานท์ขับรถด้วยความเร็วคงที่ มือทั้งสองข้างกุมพวงมาลัยแน่น เขาไม่ได้เปิดเพลง และไม่ได้พูดอะไรตลอดทาง

ในใจของเขายังคงวนเวียนอยู่กับภาพเมื่อสักครู่

ภาพที่อาร์ทแตะไหล่ของนที

ภาพที่นทียืนคุยกับอาร์ทอย่างจริงจัง

ภาพที่ตัวเองยืนมองจากระยะไกลอย่างไร้พลัง

“ฉันเกือบเดินเข้าไปแล้ว…”

เขาคิดกับตัวเอง

“เกือบดึงนายออกมา เกือบพูดจาไม่ดีอีกครั้ง”

คานท์กัดฟันแน่น

เขาภูมิใจกับตัวเองเล็กน้อยที่ยังกลั้นไว้ได้

แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกกลัว

กลัวว่าความพยายามนี้จะอยู่ได้ไม่นาน

กลัวว่าสักวันหนึ่งเขาจะระเบิดออกมาอีกครั้ง

แล้วทำให้นทีตัดสินใจหนีจากเขาจริง ๆ

นิ้วมือที่กุมพวงมาลัยขยับเล็กน้อย

“ฉันต้องทนให้ได้…”

เขากระซิบกับตัวเองเบา ๆ จนแทบไม่ได้ยิน

“อย่างน้อยก็วันนี้”

นทีซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ สัมผัสได้ถึงความตึงเครียดที่แผ่กระจายอยู่ในรถ เขายังไม่กล้าพูดอะไรออกไป เพียงแค่นั่งเงียบและมองออกไปนอกหน้าต่าง

ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่าความสงบในตอนนี้

เป็นเพียงความสงบชั่วคราวที่รอวันที่จะแตกออกอีกครั้ง

รถจอดลงในโรงรถของบ้านคานท์อย่างช้า ๆ

เมื่อดับเครื่องแล้ว ทั้งคู่ต่างนั่งนิ่งอยู่ในรถอีกพักใหญ่โดยไม่มีใครเปิดประตูลงทันที

คานท์เป็นฝ่ายถอนหายใจออกมาก่อน

“ลงกันเถอะ” เขาพูดเสียงต่ำ

นทีพยักหน้า แล้วทั้งคู่ก็ลงจากรถ

ภายในบ้านเงียบสงบเหมือนทุกครั้ง คานท์เปิดไฟเพียงไม่กี่ดวง แสงสีอุ่นส่องยาวไปตามทางเดินแต่ก็ไม่สามารถขับไล่ความอึดอัดที่ตามติดมาจากมหาวิทยาลัยได้หมด

“นายอยากอาบน้ำก่อนไหม?” คานท์ถามโดยไม่หันมามอง

“…ได้”

นทีเดินขึ้นไปชั้นสองอย่างเงียบ ๆ

คานท์ยืนอยู่ที่โถงชั้นล่าง มองตามหลังนทีจนกระทั่งเงาร่างนั้นหายไปหลังมุมบันได แล้วเขาจึงค่อย ๆ นั่งลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่น

เขานั่งก้มหน้า มือทั้งสองข้างประสานกันแน่น

“ฉันทำได้ดีขึ้นแล้ว… ใช่ไหม?”

เขาถามตัวเองเบา ๆ

วันนี้เขาไม่ได้ดึงนทีออกจากวงสนทนาด้วยแรง

ไม่ได้พูดจาข่มขู่อาร์ท

ไม่ได้จับข้อมือนทีจนเป็นรอย

แต่ทำไมหัวใจของเขายังคงเต้นแรงและเจ็บปวดอยู่ขนาดนี้

คานท์ยกมือขึ้นกดที่อกตัวเองเบา ๆ

“เพราะฉันยังกลัวอยู่…”

คำตอบนั้นชัดเจนจนทำให้เขายิ้มขม ๆ ให้กับตัวเอง

เขายังคงกลัว

กลัวว่าการผ่อนมือครั้งนี้จะทำให้นทีค่อย ๆ ห่างออกไป

กลัวว่าอาร์ทจะค่อย ๆ กลายเป็นที่พึ่งของนทีแทนเขา

กลัวว่าสักวันหนึ่งนทีจะตื่นขึ้นมาแล้วตัดสินใจว่าไม่ไหวอีกต่อไป

และสิ่งที่เขากลัวที่สุดก็คือ

ตัวเองอาจจะไม่สามารถทนกับความว่างเปล่านั้นได้อีกครั้ง

ไม่นานนทีก็ลงมาจากชั้นบน

ผมยังชื้นเล็กน้อยจากน้ำอาบ เขาสวมเสื้อยืดสีขาวธรรมดาที่คานท์เตรียมไว้ให้ ดูสบายกว่าตอนที่ยังอยู่ในชุดนักศึกษา

เมื่อเห็นคานท์นั่งก้มหน้าอยู่บนโซฟา นทีก็ชะงักอยู่ตรงบันไดครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ เดินเข้าไป

“คานท์…” เขาเรียกเสียงเบา

คานท์เงยหน้าขึ้น

ดวงตาของเขายังคงมืดมัว แต่แฝงความเหนื่อยล้าที่ชัดเจนกว่าตอนอยู่ที่มหาวิทยาลัย

“นั่งสิ” คานท์พูดเสียงเรียบ แล้วขยับตัวให้มีที่ว่างบนโซฟา

นทีนั่งลงห่างจากเขาเล็กน้อย

ความเงียบปกคลุมไปอีกพักใหญ่

ในที่สุดคานท์ก็เป็นฝ่ายเปิดปากก่อน

“เมื่อกี้… ฉันเกือบควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่” เขาพูดช้า ๆ “ตอนที่เห็นอาร์ทแตะไหล่นาย ฉันอยากเดินเข้าไปดึงนายออกมามาก”

นทีเงียบฟัง

“แต่ฉันก็รู้” คานท์กล่าวต่อ “ว่าถ้าฉันทำแบบนั้นอีก นายจะยิ่งอึดอัด”

เขาก้มมองมือตัวเอง

“ฉันพยายามแล้ววันนี้… พยายามไม่ทำแบบเดิม”

เสียงของเขาเบาและแหบเล็กน้อย

“แต่ฉันก็ยังกลัว”

นทีหันมามองเขา

“กลัวอะไร?”

คานท์เงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังรวบรวมความกล้า

“กลัวว่าถ้านายเริ่มมีคนอื่นให้คุยด้วยมากขึ้น… นายจะค่อย ๆ ไม่ต้องการฉันอีก” เขาตอบตรง ๆ “กลัวว่าสักวันหนึ่งนายจะบอกว่าทนไม่ไหว แล้วเดินออกไปจากชีวิตฉัน”

เขาหัวเราะคิกเบา ๆ อย่างขมขื่น

“ฉันรู้ว่าตัวเองคิดมากไป รู้ว่าตัวเองเห็นแก่ตัว… แต่ฉันก็หยุดคิดแบบนี้ไม่ได้”

คานท์เงยหน้าขึ้นสบตาของนที

“ฉันทำให้ นายหนักใจใช่ไหม?”

คำถามนั้นดังขึ้นอย่างแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยความเปราะบางที่แทบจะจับต้องได้

นทีเงียบไปหลังฟังคำถามของคานท์

เขาไม่ได้ตอบทันที แต่เพียงแค่มองใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างช้า ๆ ราวกับกำลังมองให้เห็นถึงทุกอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทางนิ่ง ๆ นั้น

“หนักใจ…” ในที่สุดนทีก็พูดเสียงเบา “ก็จริงอยู่บ้าง”

คานท์นิ่งไป

“แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันอยากหนีจากนายในตอนนี้” นทีกล่าวต่อ “ฉันแค่… ยังปรับตัวไม่ทันกับทุกอย่างที่เกิดขึ้น”

เขาถอนหายใจแผ่ว ๆ

“ฉันเข้าใจว่านายกลัว ฉันก็เห็นถึงความพยายามของนายในช่วงนี้เหมือนกัน แต่บางครั้งสายตาของนายก็ยังทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลา”

คานท์ก้มหน้าลง นิ้วมือกำแน่นบนตัก

“ฉันรู้” เขาตอบเสียงแหบ “ฉันก็พยายามบอกตัวเองอยู่ทุกวันว่าต้องหยุด… แต่ยิ่งพยายาม ฉันก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะสูญเสียนาย”

นทีเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ยื่นมือไปแตะหลังมือของคานท์เบา ๆ

“ฉันยังอยู่ตรงนี้” เขาพูดช้า ๆ “แต่นายก็ต้องให้พื้นที่ฉันด้วย… ไม่งั้นสักวันหนึ่งฉันอาจจะหายใจไม่ออกจริง ๆ”

คานท์เงยหน้าขึ้น

ดวงตาของเขาสบกับนที เต็มไปด้วยทั้งความโล่งใจและความกลัวที่ยังไม่หายไป

“ฉันจะพยายามอีก” เขาพูดเสียงต่ำ “จริง ๆ ครั้งนี้”

นทีพยักหน้าเบา ๆ

ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่าคำว่า “พยายาม” ในตอนนี้

ยังคงเปราะบางและไม่แน่นอน

แต่อย่างน้อยในคืนนี้

พวกเขายังเลือกที่จะนั่งอยู่ด้วยกันบนโซฟาตัวเดียวกัน

ท่ามกลางความเงียบที่ไม่ได้สวยงามนัก

แต่ก็ยังไม่แตกสลายลงไปทั้งหมด

จบตอนที่ 6

บทก่อนหน้า
บทถัดไป