บทที่ 7 ความพยายามที่ยังสั่นคลอน
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากบทสนทนาบนโซฟา คานท์ตื่นก่อนตามปกติ
เขานอนอยู่บนโซฟาในห้องทำงานตลอดทั้งคืน โดยไม่ยอมกลับไปนอนห้องเดียวกับนทีตามที่สัญญาไว้กับตัวเอง ร่างกายเมื่อยล้า แต่จิตใจกลับยังคงกระสับกระส่ายไม่หาย
เมื่อเดินออกมาที่โถงชั้นสอง เขาพบว่าประตูห้องนอนของนทียังปิดอยู่
คานท์ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน มือกำขอบประตูเบา ๆ แต่ไม่ได้เคาะ
“ฉันต้องให้พื้นที่…”
เขาเตือนตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แม้ทุกเซลล์ในร่างกายจะอยากเปิดประตูเข้าไปยืนดูว่านทียังนอนหลับอยู่หรือไม่
ในที่สุดเขาเลือกเดินลงไปชั้นล่าง แล้วเริ่มทำอาหารเช้าอย่างเงียบ ๆ
ไข่ดาวสองฟอง ขนมปังปิ้ง และกาแฟร้อนถูกเตรียมไว้บนโต๊ะ
ไม่นานนทีก็ลงมาจากห้องนอน ผมยังยุ่งเล็กน้อยจากอาการเพิ่งตื่น สวมเสื้อตัวเดิมที่คานท์ให้ไว้เมื่อวาน
“เช้า…” นทีทักเสียงเบา
“เช้า” คานท์ตอบ “นั่งกินได้เลย ฉันทำไว้แล้ว”
ทั้งคู่นั่งลงตรงข้ามกัน
ความเงียบในเช้าวันนั้นไม่ได้ตึงเครียดเท่าเมื่อก่อน แต่ก็ยังไม่ถึงกับสบายใจเต็มที่
คานท์เหลือบมองนทีเป็นระยะ ๆ แล้วรีบละสายตาออกทุกครั้งที่รู้สึกว่าตัวเองจ้องนานเกินไป
เขากำลังพยายาม
แต่ทุกครั้งที่พยายาม เขาก็ยิ่งตระหนักถึงความยากลำบากของการควบคุมความกลัวที่ฝังรากลึกมานานหลายปี
นทีกินอาหารเช้าอย่างช้า ๆ ภายใต้สายตาที่คานท์พยายามไม่ให้ชัดเกินไป
ทุกครั้งที่คานท์รู้สึกว่าตัวเองกำลังจ้องนานเกินไป เขาก็จะรีบก้มหน้าลงมองจานอาหาร หรือยกแก้วกาแฟขึ้นจิบแทน
“วันนี้… นายมีเรียนกี่โมง?” คานท์ถามเสียงเรียบ
“เช้าโมงครึ่ง วิชาสถิติ” นทีตอบ
คานท์พยักหน้า
“ฉันไปส่ง” เขาพูด “แล้วจะไปรับตอนเย็นเหมือนเดิม… ถ้า นายโอเค”
ประโยคสุดท้ายถูกเพิ่มเข้ามาอย่างระมัดระวัง
นทีเงยหน้าขึ้นมองเขาครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าเบา ๆ
“ได้”
คำตอบสั้น ๆ นั้นทำให้คานท์รู้สึกโล่งใจเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่หายกังวลทั้งหมด
หลังจากกินข้าวเสร็จ ทั้งคู่ต่างไปเตรียมตัว
คานท์ยืนรออยู่ที่โถงชั้นล่าง มือสอดอยู่ในกระเป๋ากางเกง เขาจงใจไม่เดินตามนทีขึ้นไปชั้นบน และไม่เข้าไปยุ่งในขณะที่นทีแต่งตัว
เมื่อนทีลงมาพร้อมกระเป๋าเรียน คานท์มองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างรวดเร็ว แล้วรีบละสายตา
“ไปกัน” เขาพูด
ระหว่างเดินออกไปที่รถ คานท์ยังคงรักษาระยะห่างเล็กน้อย เขาไม่ได้จับข้อมือหรือเอื้อมมือไปแตะหลังนทีเหมือนเคย
แต่ในใจเขากลับรู้สึกถึงความว่างเปล่าที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทุกครั้งที่ไม่ได้สัมผัส
“ฉันทำได้…”
เขาบอกกับตัวเองซ้ำ ๆ
“วันนี้ฉันต้องทำได้”
แม้เสียงในหัวอีกด้านจะกระซิบกลับมาอย่างเงียบเชียบว่า
“แล้วนานแค่ไหนที่นายจะทนแบบนี้ได้?”
รถแล่นออกจากบ้านไปยังมหาวิทยาลัยท่ามกลางแสงเช้าที่ยังไม่ค่อยสว่างนัก
คานท์ขับรถด้วยความเร็วคงที่ มือทั้งสองข้างวางบนพวงมาลัยอย่างมุ่งมั่น เขาไม่ได้เปิดวิทยุ และไม่ได้พูดอะไรเลยตลอดทาง
นทีนั่งเงียบอยู่ข้าง ๆ เหมือนกัน
บางครั้งเขาก็เหลือบมองคานท์จากด้านข้าง เห็นเส้นคิ้วที่ขมวดเล็กน้อย และเห็นมือที่กุมพวงมาลัยแน่นกว่าปกติเล็กน้อย
ชัดเจนว่าคานท์กำลังกลั้นอะไรบางอย่างอยู่
เมื่อรถจอดที่ลานจอดด้านข้างตึกเรียน คานท์ดับเครื่อง แล้วหันมามองนที
“ฉันไปส่งถึงหน้าห้อง” เขาพูดเสียงต่ำ “แล้วจะมารอตอนเลิก”
นทีพยักหน้า
ทั้งคู่ลงจากรถแล้วเดินเข้าตึกด้วยกัน
คราวนี้คานท์เลือกเดินห่างจากนทีประมาณหนึ่งก้าวครึ่ง มือทั้งสองข้างยังคงสอดอยู่ในกระเป๋าตลอดเวลา ราวกับกำลังล็อกตัวเองไว้ไม่ให้เอื้อมออกไป
เมื่อถึงหน้าห้องเรียน คานท์หยุด
“เข้าไปได้” เขาพูด “เลิกแล้วรอตรงนี้… ถ้าไม่สะดวกก็บอกฉันได้”
นทีเงยหน้าขึ้นมองเขาครู่หนึ่ง
“คานท์…”
“อะไร?”
“นาย… ไม่เป็นไรใช่ไหม?”
คานท์ชะงักเล็กน้อยกับคำถามนั้น
เขาพยายามยิ้มบาง ๆ ให้ แม้รอยยิ้มจะไม่ค่อยเป็นธรรมชาตินัก
“ฉันพยายามอยู่” เขาตอบตรง ๆ “ไปเรียนได้”
นทีพยักหน้าอีกครั้ง แล้วค่อย ๆ เดินเข้าห้องเรียน
คานท์ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นจนกว่าประตูจะปิดสนิท
แล้วเขาจึงค่อย ๆ ถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา
มือที่อยู่ในกระเป๋ายังคงกำแน่น
เขายังทำได้ดีจนถึงตอนนี้
แต่เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ความพยายามนี้จะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน
คานท์ยืนพิงกำแพงตรงข้ามประตูห้องเรียนเหมือนทุกครั้ง
แต่คราวนี้เขายืนห่างออกไปมากกว่าเดิมเล็กน้อย และจงใจไม่จ้องประตูตลอดเวลา เขาพยายามกวาดสายตาไปรอบ ๆ โถงทางเดินบ้าง มองนักศึกษาที่เดินผ่านไปมาบ้าง เพื่อไม่ให้ตัวเองจดจ่ออยู่กับห้องของนทีมากเกินไป
อย่างไรก็ตาม ความคิดในหัวกลับไม่ยอมหยุดทำงาน
“อีกกี่ชั่วโมง…”
“นายกำลังคุยกับใครอยู่ข้างในหรือเปล่า…”
“ถ้าอาร์ทอยู่ในห้องเดียวกันอีก…”
คานท์ยกมือขึ้นกดขมับเบา ๆ
เขาเกลียดตัวเองที่คิดแบบนี้
เกลียดที่แม้จะพยายามขนาดไหน ความกลัวก็ยังคงวนเวียนอยู่ไม่หาย
เวลาผ่านไปช้ากว่าที่คิด
จนกระทั่งเสียงหัวเราะกลุ่มหนึ่งดังขึ้นจากทางเดินด้านซ้าย
คานท์หันไปมองโดยอัตโนมัติ
และแล้วเขาก็เห็นอาร์ทกำลังเดินคุยกับเพื่อนอีกสองคน มุ่งหน้ามาทางโถงนี้พอดี
ร่างของคานท์แข็งทื่อขึ้นทันที
มือที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงกำแน่นจนเล็บแทงฝ่ามือ
“ไม่ไหวอีกแล้ว…”
เสียงในหัวดังขึ้น
เขาพยายามหายใจเข้าลึก ๆ หลายรอบ เตือนตัวเองว่าอย่าเดินเข้าไป อย่าทำอะไรที่ทำให้สถานการณ์แย่ลง
อาร์ทยังไม่ทันเห็นเขา
แต่คานท์รู้ดีว่าอีกไม่กี่ก้าว ทั้งคู่จะต้องเผชิญหน้ากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และเขาก็ไม่แน่ใจอีกต่อไปว่า
ครั้งนี้ตัวเองจะยังกลั้นความหึงและความกลัวไว้ได้เหมือนช่วงเช้าหรือไม่
อาร์ทและเพื่อนเดินมาจนถึงระยะที่สายตาสบกันกับคานท์
ทั้งคู่ชะงักไปพร้อมกันเพียงเสี้ยววินาที
อาร์ทเป็นฝ่ายพยักหน้าให้ก่อนอย่างเย็นชา ขณะที่เพื่อนของเขาเงียบและมองไปมาระหว่างทั้งสองคนด้วยความสงสัย
คานท์ไม่ได้พยักหน้าตอบ
เขาเพียงแค่ยืนนิ่ง สายตาจ้องไปที่อาร์ทโดยตรง แต่ไม่ได้ก้าวเข้าไปใกล้
ในใจของเขากำลังเกิดสงครามอย่างรุนแรง
ส่วนหนึ่งอยากจะเดินเข้าไปขวางทาง แล้วบอกให้อาร์ทห่างจากนที
แต่อีกส่วนหนึ่งที่เหนื่อยล้าจากการพยายามมาทั้งเช้ากลับกระซิบว่า
“อย่า… ถ้านายทำอีกครั้ง นายจะเสียทุกอย่างที่เพิ่งสร้างขึ้น”
คานท์กัดฟันแน่นจนขากรรไกรเกร็ง
อาร์ทดูเหมือนจะลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินตรงมาหา
“คานท์” เขาเรียกชื่อนั้นเสียงราบเรียบ “นทีอยู่ในห้องใช่ไหม?”
“ใช่” คานท์ตอบสั้น ๆ
“ฉันมีโน้ตวิชาสถิติจะให้เขา” อาร์ทยื่นซองเอกสารเล็ก ๆ ออกมา “ช่วยส่งต่อได้ไหม? หรือฉันเข้าไปเองก็ได้”
คานท์มองซองเอกสารนั้น แล้วมองกลับไปที่ใบหน้าของอาร์ท
นิ้วมือในกระเป๋ากางเกงกำแน่นขึ้นอีก
“วางไว้ได้” ในที่สุดเขาก็พูดเสียงต่ำ “ฉันจะส่งให้”
อาร์ทชะงักเล็กน้อยกับคำตอบนั้น ราวกับไม่ได้คาดคิดว่าคานท์จะยอมรับโดยไม่สร้างเรื่อง
เขามองคานท์อีกครั้ง แล้วค่อย ๆ ยื่นซองเอกสารให้
“ขอบคุณ”
คานท์รับซองมาโดยไม่พูดอะไรเพิ่ม
อาร์ทยืนอยู่ต่ออีกครู่ เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เลือกหันหลังเดินจากไปพร้อมเพื่อน
คานท์ยืนนิ่งอยู่กับที่ มองตามหลังอาร์ทจนลับตา
มือที่ถือซองเอกสารสั่นเล็กน้อย
เขาทำได้
เขายังกลั้นไว้ได้
แต่เหงื่อที่ซึมออกที่ฝ่ามือและเสียงหัวใจที่เต้นดังอยู่ในหู
บอกเขาอย่างชัดเจนว่า ความพยายามในวันนี้ใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว
หลังจากอาร์ทเดินจากไป คานท์ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่อีกนาน
เขามองซองเอกสารในมืออย่างว่างเปล่า แล้วค่อย ๆ กำมันไว้แน่นจนขอบกระดาษยับเล็กน้อย
“ฉันทำได้…”
เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
แต่เสียงนั้นฟังดูอ่อนแรงและไม่ค่อยมั่นใจนัก
เวลาผ่านไปอีกเกือบสี่สิบนาทีกว่าประตูห้องเรียนจะเปิดออก
นักศึกษาเริ่มเดินออกมาเป็นกลุ่ม ๆ คานท์เงยหน้าขึ้นทันทีที่เห็นนที
นทีเดินออกมาพร้อมกระเป๋า สายตาค้นหาคานท์ตามปกติ เมื่อพบกันแล้วเขาก็เดินตรงมาหา
“เลิกแล้ว” นทีพูดเสียงเบา
คานท์พยักหน้า แล้วยื่นซองเอกสารให้อย่างเงียบ ๆ
“อาร์ทฝากไว้”
นทีชะงักเล็กน้อยตอนรับซอง
“เขา… มาหาที่นี่เหรอ?”
“ใช่” คานท์ตอบสั้น ๆ น้ำเสียงราบเรียบผิดปกติ
นทีมองใบหน้าของคานท์อย่างละเอียด แล้วสังเกตเห็นถึงความตึงเครียดที่ยังค้างอยู่ชัดเจน
“คานท์…”
“ไปกัน” คานท์ตัดบทอย่างแผ่วเบา “ฉันเหนื่อย”
คำว่า “เหนื่อย” ที่หลุดออกมานั้นไม่ได้หมายถึงร่างกายเพียงอย่างเดียว
นทีไม่ได้ถามต่อ
ทั้งคู่เดินออกจากตึกไปยังลานจอดรถด้วยกัน ความเงียบระหว่างทางครั้งนี้หนักกว่าตอนเช้า
คานท์เดินนำห่างไปเล็กน้อย มือทั้งสองข้างกลับไปสอดอยู่ในกระเป๋าอีกครั้ง
เขาไม่ได้หันมามองนทีแม้แต่ครั้งเดียวตลอดทาง
เพราะเขากลัวว่าถ้าหันไปแล้ว
สายตาของตัวเองจะบอกทุกอย่างที่เขากำลังพยายามกลั้นไว้
ว่าความพยายามของวันนี้
ใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้วจริง ๆ
รถแล่นกลับบ้านท่ามกลางแสงเย็นที่ยืดยาว
คานท์ขับรถโดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว มือทั้งสองข้างกุมพวงมาลัยแน่นตลอดทาง เขาไม่ได้เปิดเพลง และไม่ได้เหลือบมองนทีแม้แต่ครั้งเดียว
นทีซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ สัมผัสได้ถึงความผิดปกติชัดเจน
ความเงียบครั้งนี้ไม่ได้เป็นความเงียบจากการพยายามรักษาระยะห่างอีกต่อไป แต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความตึงเครียดที่ถูกกดไว้จนเกือบเต็ม
เมื่อรถจอดในโรงรถ คานท์ดับเครื่อง แล้วถอดเข็มขัดนิรภัยอย่างช้า ๆ
“ลงได้” เขาพูดเสียงแหบ
นทีลงจากรถตาม แล้วเดินตามคานท์เข้าบ้าน
ภายในบ้านยังคงเงียบสงบ คานท์วางกุญแจไว้บนโต๊ะโถง แล้วหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง
“คานท์…” นทีเรียกชื่อนั้นเบา ๆ
คานท์ไม่ได้หันหลังกลับทันที
เขาถอนหายใจยาวออกมา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้าอย่างชัดเจน
“วันนี้… ฉันเกือบไม่ไหว”
นทีชะงัก
“ตอนที่อาร์ทเดินเข้ามา ฉันเกือบเดินไปขวางเขา” คานท์กล่าวต่อ “เกือบพูดจาไม่ดีอีกครั้ง”
เขาหันมามองนทีในที่สุด
ดวงตาของเขามืดมัวและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่ไม่ได้ปิดบังอีกต่อไป
“ฉันพยายามแล้วจริง ๆ” เขาพูดเสียงเบา “แต่ฉันก็ยังกลัว… และความกลัวมันยังไม่ยอมหายไปง่าย ๆ”
คานท์ยกมือขึ้นเช็ดใบหน้าตัวเองอย่างอ่อนแรง
“ขอเวลาฉันอีกหน่อยได้ไหม?”
คำถามนั้นดังขึ้นอย่างแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยความจริงใจและความเปราะบาง
นทีเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ พยักหน้า
“ได้… แต่ นายก็ต้องพักด้วย”
คานท์มองเขานานครู่ แล้วพยักหน้าช้า ๆ ตอบ
ทั้งคู่ต่างยืนอยู่ในโถงทางเดินโดยยังมีระยะห่างระหว่างกัน
ความพยายามของวันนี้ยังไม่พังทลายลงทั้งหมด
แต่รอยร้าวที่เริ่มปรากฏขึ้นบนความพยายามนั้น
ก็ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากถูกทดสอบเพียงครั้งเดียว
จบตอนที่ 7
