บทที่ 8 ขีดจำกัดที่ใกล้เอื้อมถึง
คืนนั้นคานท์เลือกนอนบนโซฟาในห้องทำงานอีกครั้ง
เขาไม่ได้เข้าไปในห้องของนที แม้จะรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้ล็อกประตู เขานอนหงายจ้องเพดานในความมืด มือวางพาดบนหน้าผาก ฟังเสียงหัวใจตัวเองที่ยังเต้นไม่เป็นจังหวะปกติตั้งแต่ตอนเจออาร์ทตอนเย็น
“ฉันทำได้… วันนี้ฉันยังทำได้”
เขาพึมพำกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่ยิ่งบอก เสียงในหัวก็ยิ่งกระซิบกลับมาว่า
“แล้วพรุ่งนี้ล่ะ? มะรืนล่ะ? อีกกี่ครั้งที่นายจะกลั้นไว้ได้?”
คานท์พลิกตัวตะแคงหันหน้าเข้าหากำแพง
ภาพตอนเด็กย้อนกลับมาอีกครั้งโดยไม่ได้รับเชิญ
ภาพตัวเองยืนรอหน้าบ้านจนฟ้ามืด
ภาพประตูที่ไม่เคยเปิด
ภาพความว่างเปล่าที่เคยกลืนกินเขาจนแทบหายใจไม่ออก
เขากลัว
กลัวจนถึงขนาดที่บางครั้งอยากจะลุกขึ้นไปเปิดประตูห้องนที แล้วกอดอีกฝ่ายไว้แน่น ๆ เพียงเพื่อยืนยันว่านทียังอยู่ตรงนั้น
แต่เขาก็ยังกลั้นไว้ได้
อย่างน้อยก็คืนนี้
เช้าวันรุ่งขึ้น คานท์ตื่นด้วยอาการปวดหัวเล็กน้อย เขาทำอาหารเช้าตามปกติ แล้วนั่งรอที่โต๊ะอาหาร
เมื่อนทีลงมา ทั้งคู่ทักทายกันด้วยน้ำเสียงเบา ๆ เหมือนทุกเช้าที่ผ่านมา
แต่สายตาของคานท์วันนี้ดูเหนื่อยล้าและมืดมัวกว่าปกติชัดเจน
เขายังพยายาม
แต่รอยร้าวบนความพยายามนั้นเริ่มลึกขึ้นทุกที
นทีสังเกตเห็นความผิดปกติของคานท์ตั้งแต่ตอนนั่งลงที่โต๊ะอาหาร
สายตาของอีกฝ่ายมืดมัวและดูเหนื่อยล้าผิดปกติ แม้จะพยายามทำท่าทางเรียบ ๆ ก็ตาม
“คานท์…” นทีเอ่ยขึ้นเบา ๆ “เมื่อคืนนอนหลับไหม?”
คานท์ชะงักมือที่กำลังตักไข่
“หลับบ้าง” เขาตอบสั้น ๆ “ไม่เป็นไร”
นทีไม่พูดอะไรต่อ แต่ก็ยังมองเขาอย่างกังวล
ความเงียบปกคลุมโต๊ะอาหารไปอีกพักใหญ่
ในที่สุดคานท์ก็วางส้อมลง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้คงที่
“วันนี้ฉันยังไปส่งนายเหมือนเดิม” เขาบอก “แต่… ถ้า นายอยากกลับเองบ้าง ฉันก็ไม่บังคับ”
คำพูดนั้นหลุดออกมาอย่างระมัดระวัง
นทีเงยหน้าขึ้น
“นาย… โอเคจริง ๆ เหรอ?”
คานท์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างช้า ๆ
“ฉันไม่โอเคทั้งหมด” เขายอมรับตรง ๆ “แต่ฉันก็ยังอยากพยายาม”
เขาเงยหน้าขึ้นสบตานที
“ฉันกลัวว่าถ้าฉันเริ่มปล่อยมือมากเกินไป ฉันจะรับมือกับความว่างเปล่าไม่ไหว… แต่ฉันก็กลัวเหมือนกันว่าถ้ายังจับแน่นแบบเดิม นายจะทนไม่ไหวจริง ๆ”
นิ้วมือของเขาบนโต๊ะเกร็งเล็กน้อย
“ดังนั้นวันนี้… ฉันจะพยายามไม่ตามไปรอหน้าห้องตลอดเวลา ฉันจะไปรับตอนเลิกเรียนอย่างเดียว”
นทีมองเขาอยู่นาน
แล้วค่อย ๆ พยักหน้า
“ได้… ขอบคุณที่บอก”
คานท์พยักหน้าตอบเบา ๆ
แม้คำพูดเมื่อสักครู่จะฟังดูเหมือนความก้าวหน้า
แต่ในใจเขากลับรู้สึกถึงความหวาดหวั่นที่เพิ่มขึ้นทุกที
เพราะการยอมถอยเพียงก้าวเดียว
กลับทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนขอบเหวมากกว่าเดิม
รถแล่นไปมหาวิทยาลัยท่ามกลางแสงเช้าที่ค่อนข้างสว่าง
คานท์ขับรถเงียบกว่าทุกวัน มือทั้งสองข้างวางบนพวงมาลัยอย่างเกร็ง เขาไม่ได้พูดอะไรเลยตลอดทาง และนทีก็เลือกที่จะไม่ถามอะไรเพิ่ม
เมื่อถึงลานจอดรถ คานท์ดับเครื่อง แล้วหันมามองนที
“ฉันไปส่งถึงหน้าตึกก็พอ” เขาพูดเสียงต่ำ “ตามที่บอกไว้… ฉันจะไม่ขึ้นไปรอหน้าห้อง”
นทีพยักหน้า
“ได้”
ทั้งคู่ลงจากรถ เดินไปด้วยกันจนถึงหน้าตึกเรียน
คานท์หยุดตรงนั้น
“เลิกแล้วรอที่นี่ก็ได้ หรือจะไปที่อื่นก่อนก็บอกฉัน” เขาพูด “ฉันจะมาตามเวลา”
นทีเงยหน้าขึ้นมองเขาครู่หนึ่ง
“คานท์… นายแน่ใจนะว่าโอเค?”
คานท์พยายามยิ้มบาง ๆ ให้ แม้รอยยิ้มจะแข็งทื่อ
“ฉันลองดู” เขาตอบ “ไปเรียนได้”
นทีลังเลอยู่อีกนิด ก่อนจะพยักหน้าแล้วเดินเข้าตึกไป
คานท์ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นจนกว่าเงาร่างของนทีจะหายไปหลังประตูกระจก
แล้วเขาจึงค่อย ๆ หันหลังเดินกลับไปที่รถ
เมื่อนั่งลงบนเบาะคนขับอีกครั้ง ความเงียบภายในรถก็ดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
คานท์เอนหลังพิงพนัก มือทั้งสองวางบนพวงมาลัย แล้วหลับตาลง
“ฉันปล่อยเขาไปแล้ว…”
เขาพึมพำกับตัวเอง
เพียงแค่ไม่ขึ้นไปรอหน้าห้อง
เพียงแค่ยอมให้มีเวลาสองถึงสามชั่วโมงที่ไม่ได้เห็นนที
ความว่างเปล่าก็เริ่มก่อตัวขึ้นในอกทันที
คานท์ลืมตาขึ้น แล้วจ้องไปที่หน้าตึกเรียนที่นทียังอยู่ข้างใน
นิ้วมือกำพวงมาลัยแน่น
“ทนได้… ฉันต้องทนได้”
แม้เสียงในหัวจะกระซิบกลับมาอย่างชัดเจนว่า
“นายจะทนได้อีกนานแค่ไหนกัน?”
คานท์ขับรถออกจากมหาวิทยาลัยไปไม่ไกลนัก แล้วจอดรถที่ลานจอดของห้างสรรพสินค้าใกล้ ๆ
เขาไม่ได้ตั้งใจจะซื้ออะไร เพียงแค่อยากหาที่ที่เงียบกว่าการนั่งรออยู่ในรถเปล่า ๆ
เมื่อนั่งลงที่ร้านกาแฟชั้นสอง เขาสั่งอเมริกาโน่ร้อนหนึ่งแก้ว แล้ววางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะโดยหันหน้าจอขึ้น
เวลาผ่านไปทีละนาทีอย่างเชื่องช้า
คานท์พยายามอ่านข่าวบนโทรศัพท์ แต่สายตากลับอ่านไม่รู้เรื่อง เขาพยายามฟังเพลงผ่านหูฟัง แต่ก็ถอดออกภายในไม่กี่นาที
ทุกอย่างดูจืดชืดและไร้ความหมาย
ในหัวของเขามีแต่ภาพนที
ภาพนทีที่กำลังนั่งอยู่ในห้องเรียน
ภาพนทีที่อาจจะกำลังคุยกับเพื่อน
ภาพนทีที่อาจจะยิ้มให้ใครบางคนโดยที่เขาไม่ได้เห็น
คานท์ยกมือขึ้นกดขมับ
“หยุดคิด…”
เขาบอกกับตัวเอง
แต่ยิ่งห้าม ความคิดก็ยิ่งพุ่งเข้ามาไม่หยุด
เขานึกถึงคำพูดของตัวเองเมื่อเช้าที่บอกว่าจะไม่ขึ้นไปรอหน้าห้อง
นึกถึงสายตาของนทีที่ดูโล่งใจเล็กน้อย
นึกถึงความรู้สึกว่างเปล่าที่กำลังกัดกินเขาอยู่ในตอนนี้
คานท์จับแก้วกาแฟแน่นจนนิ้วขาว
“แค่สองสามชั่วโมง…”
“ฉันทนได้”
เขาทวนคำนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่ทุกครั้งที่มองนาฬิกาบนโทรศัพท์ ความกดดันในอกกลับยิ่งเพิ่มขึ้น
เขาเริ่มสงสัยตัวเอง
ว่าการยอมถอยครั้งนี้
เป็นสิ่งที่ถูกต้องจริง ๆ
หรือเป็นเพียงการผลักตัวเองให้เข้าใกล้จุดที่พังทลายเร็วขึ้นเท่านั้น
เวลาผ่านไปอีกเกือบชั่วโมง
คานท์นั่งนิ่งอยู่ที่ร้านกาแฟจนแก้วอเมริกาโน่เย็นไปหมดแล้ว เขาไม่ได้จิบเพิ่มแม้แต่ครั้งเดียว
นิ้วมือของเขาแตะขอบโทรศัพท์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับกำลังลังเลว่าจะหยิบขึ้นมาโทรหา นทีหรือไม่
“อย่า…”
เขาบอกกับตัวเอง
“นายบอกแล้วว่าจะไปรับตอนเลิกเรียน”
แต่ร่างกายกลับไม่ยอมฟัง
คานท์ลุกขึ้นจากเก้าอี้กะทันหัน จ่ายเงิน แล้วเดินออกจากร้านด้วยฝีเท้าที่เร่งรีบ เขากลับไปที่รถ แล้วสตาร์ทเครื่องโดยแทบไม่ได้คิด
รถแล่นกลับไปทางมหาวิทยาลัย
ระหว่างทาง คานท์กุมพวงมาลัยแน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน เขาพยายามหายใจเข้าลึก ๆ หลายรอบเพื่อกลั้นแรงกระตุ้นที่อยากขับรถเร็วขึ้น
“ฉันแค่… ไปรอตั้งแต่เนิ่น ๆ”
“ฉันไม่ได้ขึ้นไปหน้าห้อง”
“ฉันยังทำตามที่พูดไว้”
เขาหาเหตุผลให้ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่ในใจลึก ๆ เขาก็รู้ดีว่า นี่คือสัญญาณ
สัญญาณที่บอกว่าความพยายามของเขากำลังจะถึงขีดจำกัด
เมื่อรถจอดที่ลานจอดมหาวิทยาลัยอีกครั้ง คานท์ไม่ได้ลงจากรถทันที
เขานั่งนิ่งอยู่ในรถ มองไปที่หน้าตึกเรียนจากระยะไกล มือทั้งสองวางบนพวงมาลัย แล้วก้มหน้าลง
“ฉันทนได้อีกนิดเดียว…”
เขาพึมพำเสียงแหบ
“แค่นิดเดียว…”
แม้ตัวเขาเองจะไม่แน่ใจอีกต่อไปแล้วว่า
คำว่า “นิดเดียว” นั้น
ยังมีความหมายเหลืออยู่จริงหรือไม่
คานท์นั่งอยู่ในรถต่อไปอีกเกือบสี่สิบนาที
เขาไม่ได้เปิดแอร์แรง และไม่ได้เปิดเพลง เพียงแค่นั่งมองหน้าตึกเรียนจากระยะไกล มือทั้งสองวางบนพวงมาลัยอย่างเกร็งตลอดเวลา
ทุกครั้งที่มีนักศึกษาเดินออกจากตึก เขาจะเงยหน้าขึ้นทันที แล้วลดสายตาลงเมื่อพบว่าไม่ใช่นที
ความกระวนกระวายในอกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
“อีกไม่กี่นาที…”
“อีกไม่กี่นาทีก็เลิกแล้ว”
เขาบอกกับตัวเอง
แต่ร่างกายกลับตอบสนองด้วยเหงื่อที่ซึมที่ฝ่ามือและเสียงหัวใจที่ดังขึ้นทุกที
ในที่สุดเมื่อถึงเวลาเลิกเรียนจริง ๆ นักศึกษาเริ่มทยอยเดินออกจากตึกเป็นกลุ่ม
คานท์เปิดประตูลงจากรถทันที
เขาเดินไปยืนรอที่จุดนัดหมายหน้าตึกตามที่บอกไว้กับนที โดยพยายามทำท่าทางให้ดูปกติที่สุด
ไม่กี่นาทีต่อมานทีก็เดินออกมา
เมื่อเห็นคานท์ยืนรออยู่ก่อนเวลา นทีก็ชะงักเล็กน้อย
“คานท์? นาย… มาเร็วกว่าที่บอกไว้”
คานท์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้คงที่
“ฉัน… ทำอะไรอยู่ใกล้ ๆ” เขาพูด “เลยแวะมารอก่อน”
นทีมองเขาอย่างละเอียด เห็นถึงความตึงเครียดที่ยังค้างอยู่ในสายตาและท่าทาง
“นายกลับมารอตั้งแต่เมื่อไหร่?”
คำถามนั้นตรงเกินไปจนคานท์หลบสายตา
“ไม่นาน” เขาตอบสั้น ๆ
นทีไม่ได้ถามต่อ
แต่ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่า คำตอบนั้นไม่ได้ทั้งหมดเป็นความจริง
คานท์หันหลังเดินนำกลับไปที่รถโดยไม่พูดอะไรเพิ่ม
ฝีเท้าของเขาหนักกว่าปกติเล็กน้อย
เพราะเขารู้ดีในใจว่า
วันนี้…
ความพยายามของเขาเริ่มพังทลายลงแล้วจริง ๆ
รถแล่นกลับบ้านท่ามกลางแสงเย็นที่เริ่มมืดลง
คานท์ขับรถเงียบตลอดทาง มือทั้งสองข้างกุมพวงมาลัยแน่น เขาไม่ได้เปิดวิทยุ และไม่ได้พูดอะไรแม้แต่คำเดียว
นทีนั่งอยู่ข้าง ๆ โดยสัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่ชัดเจนขึ้นทุกที
เมื่อถึงบ้านและจอดรถในโรงรถแล้ว คานท์ดับเครื่อง แต่ยังไม่ยอมลงจากรถทันที
เขานั่งนิ่งอยู่นานจนความเงียบเริ่มหนักหน่วง
“คานท์…” นทีเรียกชื่อนั้นเบา ๆ
คานท์ถอนหายใจยาวออกมา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้าและแหบแห้ง
“ฉันทนไม่ไหว”
คำพูดนั้นดังขึ้นอย่างแผ่วเบา แต่ชัดเจน
“ฉันบอกตัวเองตั้งแต่เช้าว่าจะไม่ขึ้นไปรอหน้าห้อง ฉันบอกตัวเองว่าจะไปรับตอนเลิกเรียนอย่างเดียว… แต่ฉันก็ยังกลับไปนั่งรอตั้งแต่เนิ่น ๆ”
เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ แล้วยกมือขึ้นเช็ดใบหน้า
“ฉันพยายามแล้วจริง ๆ นที” เขากล่าวต่อ “แต่ทุกครั้งที่นายไม่อยู่ในสายตา ฉันรู้สึกเหมือนกำลังจะหายใจไม่ออก”
คานท์หันมามองนที
ดวงตาของเขามืดมัวและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่ไม่ได้ปิดบังอีกต่อไป
“ฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า… ฉันจะทนแบบนี้ได้อีกนานแค่ไหน”
นทีเงียบไปครู่ใหญ่
ในที่สุดเขาก็เอ่ยขึ้นเสียงเบา
“งั้น… เราค่อย ๆ คุยกันทีละวันก็ได้”
คานท์มองเขาอยู่นาน แล้วพยักหน้าช้า ๆ
แม้คำตอบนั้นจะไม่ได้ช่วยให้ความกลัวหายไป
แต่อย่างน้อยในค่ำคืนนี้
ทั้งคู่ยังเลือกที่จะลงจากรถด้วยกัน
แล้วย่างก้าวเข้าบ้านหลังเดิม
ท่ามกลางรอยร้าวที่กำลังลึกขึ้นทุกที
จบตอนที่ 8
