บทที่ 9 วันที่ความพยายามเริ่มพังทลาย

คืนนั้นคานท์นอนไม่หลับอีกครั้ง

เขาเอนตัวลงบนโซฟาในห้องทำงาน ห่มผ้าบาง ๆ ที่ดึงมาจากตู้ แล้วจ้องเพดานในความมืดมิด มือข้างหนึ่งวางพาดบนหน้าผาก อีกข้างวางคว่ำบนอก

หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะ

“ฉันทนไม่ไหว…”

คำพูดที่เขาบอกนทีเมื่อสักครู่ยังวนเวียนอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เขาไม่ได้โกหก

เขาทนจริง ๆ ไม่ไหวแล้ว

เพียงแค่ยอมไม่ขึ้นไปรอหน้าห้องเพียงไม่กี่ชั่วโมง

เพียงแค่ปล่อยให้นทีอยู่นอกสายตาเพียงชั่วขณะ

ความว่างเปล่าก็พุ่งเข้ามากัดกินเขาจนแทบหายใจไม่ออก

คานท์พลิกตัวตะแคงหันหน้าเข้าหากำแพง

ภาพตอนเด็กย้อนกลับมาอีกครั้งโดยไม่ได้รับเชิญ

ภาพตัวเองยืนรอหน้าบ้านจนฟ้ามืด

ภาพประตูที่ไม่เคยเปิด

ภาพความเงียบที่เคยกลืนกินเขาจนแทบหายใจไม่ออก

เขากลัว

กลัวจนถึงขนาดที่อยากจะลุกขึ้นไปเปิดประตูห้องนที แล้วกอดอีกฝ่ายไว้แน่น ๆ เพียงเพื่อยืนยันว่านทียังอยู่ตรงนั้น

ยังไม่หายไป

ยังไม่ทิ้งเขาเหมือนคนอื่น ๆ

แต่เขาก็ยังกลั้นไว้ได้

อย่างน้อยก็คืนนี้

เช้าวันรุ่งขึ้น คานท์ตื่นด้วยอาการปวดหัวและตาคล้ำชัดเจน เขาทำอาหารเช้าตามปกติ แต่มือสั่นเล็กน้อยขณะตักไข่ลงจาน

เมื่อนทีลงมา ทั้งคู่ทักทายกันด้วยน้ำเสียงเบา ๆ

แต่สายตาของคานท์วันนี้ดูมืดมัวและเหนื่อยล้ากว่าทุกวันก่อนหน้า

เขายังพยายาม

แต่รอยร้าวบนความพยายามนั้น

เริ่มลึกจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแล้ว

นทีนั่งลงตรงข้ามคานท์ที่โต๊ะอาหาร แล้วสังเกตเห็นความผิดปกติของอีกฝ่ายทันที

ตาคล้ำชัดเจน มือที่ถือส้อมสั่นเล็กน้อย และสายตาที่มืดมัวจนแทบไม่เหลือประกาย

“คานท์…” นทีเอ่ยขึ้นเบา ๆ “เมื่อคืนนอนไม่หลับอีกเหรอ?”

คานท์ชะงักมือที่กำลังตักไข่

“นิดหน่อย” เขาตอบสั้น ๆ แล้วพยายามยิ้มบาง ๆ ให้ “ไม่เป็นไร”

นทีไม่เชื่อ

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะวางส้อมลง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่จริงจัง

“นายบอกเมื่อคืนว่าทนไม่ไหว… ฉันไม่ได้โกรธ แต่นายต้องบอกฉันตรง ๆ ว่าต้องการอะไร”

คานท์เงยหน้าขึ้นช้า ๆ

ดวงตาของเขามองนทีอยู่นาน จนความเงียบเริ่มหนักหน่วง

ในที่สุดเขาก็ถอนหายใจยาวออกมา

“ฉัน… อยากเห็นนาย” เขาพูดเสียงแหบ “อยากรู้ว่านายยังอยู่ตรงนี้ ยังไม่หายไป”

นิ้วมือของเขาบนโต๊ะเกร็งเล็กน้อย

“ฉันรู้ว่ามันไม่สมเหตุสมผล ฉันรู้ว่านายไม่ได้ทิ้งฉัน… แต่ความกลัวมันไม่ยอมฟังเหตุผล”

คานท์ก้มหน้าลงเล็กน้อย

“วันนี้ฉันจะยังไปส่งนายเหมือนเดิม แต่ฉัน… อาจจะขึ้นไปรอหน้าห้องบ้าง ถ้าฉันทนไม่ไหว”

เขายกสายตาขึ้นสบตานทีอีกครั้ง

“ได้ไหม?”

คำถามนั้นเต็มไปด้วยความลังเลและความหวังเล็ก ๆ

นทีเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วค่อย ๆ พยักหน้า

“ได้… แต่ถ้านายรู้สึกแย่เกินไป ให้บอกฉันด้วย”

คานท์พยักหน้าตอบเบา ๆ

แม้คำตอบนั้นจะช่วยคลายความกดดันในอกได้บ้าง

แต่เขาก็รู้ดีว่า

วันนี้…

ความพยายามของเขาอาจจะพังทลายลงจริง ๆ

รถแล่นไปมหาวิทยาลัยท่ามกลางแสงเช้าที่ค่อนข้างสว่าง

คานท์ขับรถเงียบตลอดทาง มือทั้งสองข้างวางบนพวงมาลัยแน่นกว่าปกติ เขาไม่ได้พูดอะไรเลย และนทีก็เลือกที่จะไม่ถามอะไรเพิ่ม

เมื่อถึงลานจอดรถ คานท์ดับเครื่อง แล้วหันมามองนที

“ฉันไปส่งถึงหน้าห้อง” เขาพูดเสียงต่ำ “วันนี้… ฉันอาจจะอยู่รอนานหน่อย”

นทีพยักหน้า

“ได้”

ทั้งคู่ลงจากรถ แล้วเดินเข้าตึกด้วยกัน

คราวนี้คานท์ไม่ได้รักษาระยะห่างเหมือนสองสามวันที่ผ่านมา เขาเดินใกล้ชิดกับนทีมากขึ้น มือข้างหนึ่งสอดอยู่ในกระเป๋ากางเกง อีกข้างเกือบจะเอื้อมไปจับข้อมือของอีกฝ่ายหลายครั้ง แต่ก็ยังกลั้นไว้ได้

เมื่อถึงหน้าห้องเรียน คานท์หยุด

“เข้าไปได้” เขาพูด “ฉันจะรอตรงนี้”

นทีเงยหน้าขึ้นมองเขาครู่หนึ่ง

“คานท์… นายไม่ต้องยืนรอตลอดก็ได้”

คานท์พยายามยิ้มบาง ๆ ให้ แม้รอยยิ้มจะแข็งทื่อ

“ฉันรู้” เขาตอบ “แต่ฉันอยากอยู่ตรงนี้”

นทีลังเลอยู่อีกนิด ก่อนจะพยักหน้าแล้วเดินเข้าห้องไป

คานท์ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นจนกว่าประตูจะปิดสนิท

แล้วเขาจึงค่อย ๆ ถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา

มือที่อยู่ในกระเป๋ายังคงกำแน่น

เขายังกลั้นไว้ได้จนถึงตอนนี้

แต่ความกลัวที่กัดกินอยู่ในอก

เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ทุกทีที่เวลาผ่านไป

คานท์ยืนพิงกำแพงตรงข้ามประตูห้องเรียนเหมือนทุกครั้ง

แต่คราวนี้เขายืนนิ่งและจ้องประตูตลอดเวลา มือทั้งสองข้างสอดอยู่ในกระเป๋ากางเกงแน่นจนข้อนิ้วขาว เขาไม่ได้กวาดสายตาไปรอบ ๆ โถงทางเดินอีกต่อไป

ทุกอย่างรอบตัวดูจางหายไป

มีแต่ประตูบานนั้น

และเสียงหัวใจตัวเองที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ

“นายกำลังทำอะไรอยู่ข้างใน…”

“กำลังคุยกับใคร…”

“ยิ้มให้ใครอยู่หรือเปล่า…”

ความคิดพุ่งเข้ามาไม่หยุด

คานท์กัดฟันแน่น พยายามหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อกลั้นแรงกระตุ้นที่อยากเดินเข้าไปเปิดประตูแล้วดึงนทีออกมาทันที

เวลาผ่านไปช้ากว่าที่คิด

จนกระทั่งเสียงหัวเราะกลุ่มหนึ่งดังขึ้นจากทางเดินด้านขวา

คานท์หันไปมองโดยอัตโนมัติ

และแล้วเขาก็เห็นอาร์ทกำลังเดินคุยกับเพื่อนอีกคน มุ่งหน้ามาทางโถงนี้พอดี

ร่างของคานท์แข็งทื่อขึ้นทันที

มือที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงกำแน่นจนเล็บแทงฝ่ามือ

“อีกแล้ว…”

เสียงในหัวดังขึ้น

เขาพยายามหายใจเข้าลึก ๆ หลายรอบ เตือนตัวเองว่าอย่าเดินเข้าไป อย่าทำอะไรที่ทำให้สถานการณ์แย่ลง

แต่อาร์ทยังไม่ทันเห็นเขา

และคานท์ก็รู้ดีว่าอีกไม่กี่ก้าว

ทั้งคู่จะต้องเผชิญหน้ากันอีกครั้ง

ความพยายามที่เขาก่อสร้างมาตลอดหลายวัน

กำลังจะถูกทดสอบอีกครั้ง… และคราวนี้เขาไม่แน่ใจว่าจะยังกลั้นไว้ได้หรือไม่

อาร์ทและเพื่อนเดินมาจนถึงระยะที่สายตาสบกันกับคานท์

ทั้งคู่ชะงักไปพร้อมกันเพียงเสี้ยววินาที

อาร์ทเป็นฝ่ายพยักหน้าให้ก่อนอย่างเย็นชา ขณะที่เพื่อนของเขาเงียบและมองไปมาระหว่างทั้งสองคนด้วยความสงสัย

คานท์ไม่ได้พยักหน้าตอบ

เขาเพียงแค่ยืนนิ่ง สายตาจ้องไปที่อาร์ทโดยตรง แต่ไม่ได้ก้าวเข้าไปใกล้

ในใจของเขากำลังเกิดสงครามอย่างรุนแรง

ส่วนหนึ่งอยากจะเดินเข้าไปขวางทาง แล้วบอกให้อาร์ทห่างจากนที

แต่อีกส่วนหนึ่งที่เหนื่อยล้าจากการพยายามมาทั้งเช้ากลับกระซิบว่า

“อย่า… ถ้านายทำอีกครั้ง นายจะเสียทุกอย่างที่เพิ่งสร้างขึ้น”

คานท์กัดฟันแน่นจนขากรรไกรเกร็ง

อาร์ทดูเหมือนจะลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินตรงมาหา

“คานท์” เขาเรียกชื่อนั้นเสียงราบเรียบ “นทียังอยู่ในห้องใช่ไหม?”

“ใช่” คานท์ตอบสั้น ๆ

“ฉันมีโน้ตวิชาสถิติจะให้เขาอีกชุด” อาร์ทยื่นซองเอกสารเล็ก ๆ ออกมา “ช่วยส่งต่อได้ไหม? หรือฉันเข้าไปเองก็ได้”

คานท์มองซองเอกสารนั้น แล้วมองกลับไปที่ใบหน้าของอาร์ท

นิ้วมือในกระเป๋ากางเกงกำแน่นขึ้นอีก

“วางไว้ได้” ในที่สุดเขาก็พูดเสียงต่ำ “ฉันจะส่งให้”

อาร์ทชะงักเล็กน้อยกับคำตอบนั้น ราวกับไม่ได้คาดคิดว่าคานท์จะยอมรับโดยไม่สร้างเรื่อง

เขามองคานท์อีกครั้ง แล้วค่อย ๆ ยื่นซองเอกสารให้

“ขอบคุณ”

คานท์รับซองมาโดยไม่พูดอะไรเพิ่ม

อาร์ทยืนอยู่ต่ออีกครู่ เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เลือกหันหลังเดินจากไปพร้อมเพื่อน

คานท์ยืนนิ่งอยู่กับที่ มองตามหลังอาร์ทจนลับตา

มือที่ถือซองเอกสารสั่นเล็กน้อย

เขาทำได้

เขายังกลั้นไว้ได้

แต่เหงื่อที่ซึมออกที่ฝ่ามือและเสียงหัวใจที่เต้นดังอยู่ในหู

บอกเขาอย่างชัดเจนว่า ความพยายามในวันนี้ใกล้ถึงขีดจำกัดแล้วจริง ๆ

หลังจากอาร์ทเดินจากไป คานท์ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่อีกนาน

เขามองซองเอกสารในมืออย่างว่างเปล่า แล้วค่อย ๆ กำมันไว้แน่นจนขอบกระดาษยับเล็กน้อย

“ฉันทำได้…”

เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ

แต่เสียงนั้นฟังดูอ่อนแรงและไม่ค่อยมั่นใจนัก

เวลาผ่านไปอีกเกือบสี่สิบนาทีกว่าประตูห้องเรียนจะเปิดออก

นักศึกษาเริ่มเดินออกมาเป็นกลุ่ม ๆ คานท์เงยหน้าขึ้นทันทีที่เห็นนที

นทีเดินออกมาพร้อมกระเป๋า สายตาค้นหาคานท์ตามปกติ เมื่อพบกันแล้วเขาก็เดินตรงมาหา

“เลิกแล้ว” นทีพูดเสียงเบา

คานท์พยักหน้า แล้วยื่นซองเอกสารให้อย่างเงียบ ๆ

“อาร์ทฝากไว้”

นทีชะงักเล็กน้อยตอนรับซอง

“เขา… มาหาที่นี่อีกเหรอ?”

“ใช่” คานท์ตอบสั้น ๆ น้ำเสียงราบเรียบผิดปกติ

นทีมองใบหน้าของคานท์อย่างละเอียด แล้วสังเกตเห็นถึงความตึงเครียดที่ยังค้างอยู่ชัดเจน

“คานท์…”

“ไปกัน” คานท์ตัดบทอย่างแผ่วเบา “ฉันเหนื่อย”

คำว่า “เหนื่อย” ที่หลุดออกมานั้นไม่ได้หมายถึงร่างกายเพียงอย่างเดียว

นทีไม่ได้ถามต่อ

ทั้งคู่เดินออกจากตึกไปยังลานจอดรถด้วยกัน ความเงียบระหว่างทางครั้งนี้หนักกว่าตอนเช้า

คานท์เดินนำห่างไปเล็กน้อย มือทั้งสองข้างกลับไปสอดอยู่ในกระเป๋าอีกครั้ง

เขาไม่ได้หันมามองนทีแม้แต่ครั้งเดียวตลอดทาง

เพราะเขากลัวว่าถ้าหันไปแล้ว

สายตาของตัวเองจะบอกทุกอย่างที่เขากำลังพยายามกลั้นไว้

ว่าความพยายามของวันนี้

ใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้วจริง ๆ

รถแล่นกลับบ้านท่ามกลางแสงเย็นที่เริ่มมืดลง

คานท์ขับรถเงียบตลอดทาง มือทั้งสองข้างกุมพวงมาลัยแน่น เขาไม่ได้เปิดวิทยุ และไม่ได้พูดอะไรแม้แต่คำเดียว

นทีนั่งอยู่ข้าง ๆ โดยสัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่ชัดเจนขึ้นทุกที

เมื่อถึงบ้านและจอดรถในโรงรถแล้ว คานท์ดับเครื่อง แต่ยังไม่ยอมลงจากรถทันที

เขานั่งนิ่งอยู่นานจนความเงียบเริ่มหนักหน่วง

“คานท์…” นทีเรียกชื่อนั้นเบา ๆ

คานท์ถอนหายใจยาวออกมา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้าและแหบแห้ง

“ฉันเกือบไม่ไหวอีกแล้ว”

คำพูดนั้นดังขึ้นอย่างแผ่วเบา แต่ชัดเจน

“ตอนที่อาร์ทเดินเข้ามา ฉันเกือบเดินไปขวางเขา เกือบพูดจาไม่ดีอีกครั้ง”

เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ แล้วยกมือขึ้นเช็ดใบหน้า

“ฉันพยายามแล้วจริง ๆ นที” เขากล่าวต่อ “แต่ทุกครั้งที่เห็นเขามาใกล้ นาย… ความกลัวมันพุ่งขึ้นมาจนฉันแทบกลั้นไม่อยู่”

คานท์หันมามองนที

ดวงตาของเขามืดมัวและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่ไม่ได้ปิดบังอีกต่อไป

“ฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า… ฉันจะทนแบบนี้ได้อีกนานแค่ไหน”

นทีเงียบไปครู่ใหญ่

ในที่สุดเขาก็เอ่ยขึ้นเสียงเบา

“งั้น… เราค่อย ๆ คุยกันทีละวันก็ได้”

คานท์มองเขาอยู่นาน แล้วพยักหน้าช้า ๆ

แม้คำตอบนั้นจะไม่ได้ช่วยให้ความกลัวหายไป

แต่อย่างน้อยในค่ำคืนนี้

ทั้งคู่ยังเลือกที่จะลงจากรถด้วยกัน

แล้วย่างก้าวเข้าบ้านหลังเดิม

ท่ามกลางรอยร้าวที่กำลังลึกขึ้นทุกที

จบตอนที่ 9

บทก่อนหน้า
บทถัดไป