บทที่ 2 ภรรยาหมอธุ1
เสียงเจี๊ยวจ๊าวของผู้ป่วยเด็กในวันนี้ คึกคักกว่าช่วงเวลาปกติหลายเท่านัก เนื่องจากว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ทั้งบุคลากร ทั้งคนไข้และผู้ปกครอง กำลังสนุกสนานกับการเตรียมงานคริสต์มาส ซึ่งใกล้เข้ามาในอีกไม่กี่วันข้างหน้า และถูกจัดให้อยู่บริเวณห้องโถงเล็ก ๆ ในวอร์ดเด็กของโรงพยาบาล มีกิจกรรมให้ทำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวาดรูประบายสีแลกรางวัล สิทธิ์สอยดาวคนละหนึ่งสิทธิ์ ช่วยกันตกแต่งต้นคริสต์มาส ฯลฯ
แต่ท่ามกลางเด็กตัวเล็กตัวน้อยที่กำลังนั่งวาดรูประบายสี กลับมีเด็กโค่งรูปร่างสูงใหญ่อยู่หนึ่งคนรวมกลุ่มด้วย แต่เสื้อผ้าหน้าผมของเด็กคนนั้นแตกต่างจากเพื่อนนิดหน่อย คือในขณะที่คนอื่นอยู่ในชุดคนไข้ แต่อีกคนที่ว่ากลับอยู่ในชุดคุณหมอเต็มรูปแบบ
“โดราเอมอนก็ต้องสีฟ้าสิกอหญ้า ไม่เคยดูหรือไง” เด็กชายคนหนึ่งโวยวายขึ้น เมื่อมองไปยังรูปภาพของเพื่อนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แล้วเห็นว่าเด็กหญิงกำลังระบายสีการ์ตูนชื่อดังเป็นสีชมพู
“ก็เราไม่ชอบสีฟ้านี่”
“แต่โดราเอมอนมันสีฟ้า ข้างในตรงนี้เป็นสีขาว ไม่ใช่สีเหลืองนะ”
“ก็เราชอบสีชมพูกับสีเหลืองนี่... ของหมอธุยังเป็นสีเขียวเลย ทำไมเอเดนว่าแต่เราคนเดียวล่ะ” เด็กหญิงกอหญ้าเบะปากเหมือนจะร้องไห้ ซึ่งคงร้องไปแล้วถ้าไม่เห็นว่า ‘หมอธุ’ ก็ระบายสีไม่เหมือนกับโดราเอมอนตัวจริง “ไม่สวยด้วย ของเราสวยกว่า”
ความเงียบสงบไม่เคยมีอยู่จริงฉันใด ความบาดหมางก็มีอยู่ตลอดเวลาฉันนั้น... พบธรรมถึงกลับถอนหายใจออกมา เพราะจู่ ๆ ก็ถูกพาดพิงจากเพื่อนสาววัยห้าขวบที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่เพียงเท่านั้นยังวิจารณ์ภาพศิลปะอันสวยงามของเขาว่าไม่สวยอีก แปลกตรงไหนกะอีแค่โดราเอมอนสีเขียวน่ะ
“ทำของตัวเองไป ไม่ต้องไปยุ่งกับคนอื่น”
ชายหนุ่มหันไปบอกเอเดนที่วุ่นวายกับคนอื่นไม่เข้าเรื่อง ก่อนจะหันไปยิ้มให้กับแม่หนูกอหญ้า จากนั้นก็เอื้อมมือไปปรับสายน้ำเกลือให้เมื่อเห็นว่าหยดเร็วเกินไป กำลังจะก้มหน้าก้มตาระบายสีต่อ ทว่ามือถือที่กรีดเสียงร้องออกมากลับทำให้ทุกอย่างหยุดชะงัก
พอเห็นว่าเป็นเบอร์ของเพื่อนสนิทก็กดรับ “ว่า”
“มาที่ห้องตรวจ 6 หน่อยสิ”
ห้องตรวจ? ไปทำไม... พบธรรมเป็นกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจเด็ก เวลานี้ไม่น่าจะมีธุระกับสูตินรีแพทย์หรอกมั้ง “มีอะไร”
“มาเถอะน่า” พูดจบปลายสายก็ตัดไปทันที
ทิ้งให้คุณหมอหนุ่มทำหน้างง... ก็ยังนึกไม่ออกว่าทำไมถึงต้องไปที่นั่น แต่ก็ไม่คิดจะปฏิเสธ เมื่อยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมามองแล้วยังมีเวลาเหลืออยู่นิดหน่อย ก็ควรไปดูให้เห็นกับตาว่าเกิดอะไรขึ้นแถวนั้น แต่ก่อนที่จะไปก็ไม่ลืมที่จะหันไปบอกเพื่อนวัยรุ่นที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
“เอเดน จินตนาการของคนเรามันมีไม่จำกัดหรอกนะ ไม่ว่าจะสีไหนก็สวยทั้งนั้นแหละ ถ้าเป็นสีที่เราชอบ เหมือนอย่างที่กอหญ้าชอบสีชมพู ส่วนหมอก็ชอบสีเขียวไง...”
เอเดนมองไปที่กระดาษของคนนั้นที คนนี้ที “งั้นของกอหญ้าก็สวย”
“ใช่”
“แต่ของหมอธุไม่สวยเลย แบบนี้คุณแม่เรียกว่าเลอะเทอะนะคับ”
ไอ้เด็กนี่... พบธรรมแทบอยากจะเอื้อมมือไปขยำกระดาษของตัวเองทิ้ง เพราะมันเป็นหลักฐานชั้นดีว่าที่เขาระบายลงไปมันทุเรศทุรังจริง ๆ และเลอะเทอะอย่างที่อีกฝ่ายว่า ก่อนจะหันไปมองเด็กหญิงกอหญ้าที่หัวเราะคิกคักออกมา จากนั้นก็มองบน ถอนหายใจ เมื่อคนที่เข้าข้างไม่คิดจะแก้ต่างให้เลยด้วยซ้ำ
“งั้นก็เอาไประบายให้หน่อย สองคนช่วยกัน” ท้ายที่สุดคุณหมอหนุ่มก็ยื่นกระดาษแผ่นนั้นไปตรงกลาง ไม่ลืมที่จะหันไปมองความถี่ของหยดน้ำเกลือทั้งสองฝั่ง “หมอไปละ”
ก่อนที่จะจากไปก็ไม่ลืมที่จะแตะไปที่ศีรษะของเด็กทั้งสองด้วยความเอื้อเอ็นดู
แทนรักก้มหน้างุด ไม่กล้าตอบออกไปตามตรงว่าเธอนี่แหละเป็นภรรยาของคุณหมอพบธรรม... เพราะจะว่าไปแล้วก็น่าจะยังไม่มีใครทราบว่าเขาแต่งงาน เมื่อมันเป็นการจดทะเบียนสมรสกันเฉย ๆ ไม่มีงานแต่ง ไม่เคยพาไปแนะนำให้ใครรู้จัก และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เธอบุกมาที่โรงพยาบาล พูดง่าย ๆ คือทุกวันนี้ก็แทบจะใช้ชีวิตแบบต่างคนต่างอยู่เลยด้วยซ้ำ
แต่ที่จำเป็นต้องเขียนลงไปในแบบฟอร์ม เพราะแทนรักไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร หากโกหกหรือเว้นว่างไว้จะโดนหมอดุหรือเปล่า อีกอย่างด้วยนามสกุลที่ปรากฏแล้ว หากเป็นเพื่อนสนิทของพบธรรมจริง ๆ ก็คงเอะใจและไถ่ถาม ต่อให้ไม่แจ้งไปอีกฝ่ายก็คงทราบ ว่าอย่างไรแล้วเธอกับเขาก็มีความเกี่ยวข้องกัน
“ที่วันนี้เป็นลม น่าจะเป็นเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ” เมื่อเห็นว่าเธอไม่ตอบ โอภาสก็หันไปถามอาการด้านอื่น ระหว่างรอเพื่อนสนิทที่แอบออกไปโทร. ตาม “มีอาการแพ้ร่วมด้วยไหม เวียนหัว จมูกไวต่อกลิ่น นอนไม่หลับ กินข้าวไม่ได้ อย่างนี้มีหรือเปล่าฮะ”
ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ค่อยคุยกันได้หน่อย แทนรักจึงเงยหน้าขึ้นและตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ “นอนไม่ค่อยหลับค่ะ ส่วนอาการแพ้... มีเวียนหัวตอนตื่นนอน แต่ยังไม่ถึงขั้นอาเจียน”
“กินได้ปกติไหมครับ เพราะดูเหมือนคุณแทนรักจะอ่อนแอมาก”
“ไม่ค่อยค่ะ...” เขาน่าจะหมายความว่าผอมผิดมนุษย์มนา เนื่องจากว่าแทนรักวันนี้ตัวบางแทบจะปลิวลม ซึ่งจะให้กินปกติได้ยังไงล่ะ ในเมื่อทุกวันมีแต่เรื่องให้คิดมาก นอกจากสามีจะไม่พูดไม่จาด้วยแล้ว เขายังมองเธอเป็นธาตุอากาศ สามเดือนที่อยู่ด้วยกันเขาแทบจะไม่อยู่บ้าน ซึ่งเป็นสาเหตุเดียวกันกับการที่เธอนอนไม่หลับนี่แหละ ในบ้านหลังใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่ม แต่เขากลับทิ้งให้เธอต้องอยู่คนเดียว ใครข่มตาได้ก็บ้าละ
โอภาสรับฟังและได้แต่พยักหน้ารับ...
แม้จะคันปากยิก ๆ แทบจะลงแดงตายเพราะอยากถามเรื่องส่วนตัว แต่ท้ายที่สุดก็ต้องหยุดยั้งตัวเองไว้ เพราะเขาไม่รู้มาก่อนว่าคนตรงหน้าใช่ตัวจริงหรือเปล่า ที่เขียนชื่อเพื่อนสนิทของเขาเป็นพ่อของเด็ก เธอมั่วเอาเองไหม
ต่อให้นามสกุลจะใช่ ถูกต้องทุกตัวอักษร แต่เขาเป็นเพื่อน ทำไมถึงไม่รู้มาก่อนว่ามันแต่งงาน
