บทที่ 5 เธอ ท้องกับใคร 2
แทนรักถอนหายใจ ฟังเขาเรียกแม่ตัวเองว่าอย่างนั้นแล้วเหนื่อยอ่อน “รักยังไม่ได้บอกเรื่องนี้กับคุณป้าเลยค่ะ”
“ก็ไปบอกซะ ยัยบ้านั่นจะได้จุดพลุฉลอง... อ้อ หรือที่ไม่บอกเพราะไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อเด็ก”
“รักไม่เคยมีคนอื่น...” แทนรักตั้งท่าจะอธิบายอีกครั้ง แต่จำเป็นต้องหยุดเมื่อมองเห็นแววตาดูถูกเหยียดหยามของอีกฝ่าย คิดว่าพูดไปก็เท่านั้น พบธรรมคงไม่มีทางเชื่อ ไว้รอตรวจดีเอ็นเอให้ชัวร์ก่อนค่อยว่ากัน ทว่าเธอยังไม่ลืมที่โอภาสบอกมา “คุณหมอบอกว่ารักกำลังแย่เพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ กินอาหารก็ไม่ได้... ระหว่างนี้พี่ธุช่วยไปอยู่บ้านเป็นเพื่อนหน่อยได้ไหมคะ”
“เกี่ยวอะไรกับฉัน ท้องกับเปลือกตาเราติดกันหรือไง”
ดูพูดเข้า... “รักนอนไม่หลับเวลาที่พี่ธุไม่อยู่บ้าน”
“ก็กลับไปนอน ‘กรง’ เก่าของเธอสิ ฉันอ้อนวอนให้มาอยู่ด้วยเหรอ”
เขาคงหมายถึงบ้านเดิมที่เธอเคยอยู่ ซึ่งก็คือบ้านแม่ของเขานั่นแหละ... แต่แทนรักออกมาแล้ว อย่างไรก็ไม่สามารถกลับไปที่เดิม จนกว่าจะได้สิ่งที่บุพการีของเขาพอใจ
“อีกแค่ไม่กี่เดือนเองค่ะ คิดดูนะคะ ถ้าอีกเจ็ดเดือนรักคลอดลูกออกมา พี่ธุก็เป็นอิสระจากท่าน... แต่ถ้าครั้งนี้ลูกไม่แข็งแรง ที่แย่กว่านั้นคือรักแท้ง เราสองคนจะต้องอยู่ด้วยกันไปอีกนานแค่ไหน”
ดวงตาคมกริบหันขวับไปมอง
“เธอเองก็อยากเป็นอิสระใจจะขาดสินะ”
แทนรักไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นเลย เพราะคำว่า ‘อิสระ’ สำหรับเธอ... มันไม่เคยมีตั้งแต่แรก สำหรับคนที่เป็นเพียงตุ๊กตากระเบื้องเคลือบของแม่เขา ไม่ว่าจะถูกจัดวางไว้ตรงไหนก็คงต้องอยู่ตรงนั้นอย่างที่ท่านต้องการ การเรียกร้องหาเสรีภาพให้กับตัวเองจึงเป็นเรื่องไร้สาระ ซึ่งเธอไม่อยากอธิบายให้กับคนที่ไม่มีทางเข้าใจ
“พี่ธุต่างหากที่ต้องการมัน” แทนรักเจ็บปวด แววตาของเธอไม่ปิดบังความเสียใจ แต่แค่เพียงแวบเดียวเท่านั้นหญิงสาวก็หลับตาลงแล้วลืมขึ้น เพื่อลบเลือนทุกอย่าง “รักกลับดีกว่าค่ะ ถือว่าได้มาบอกพี่ธุแล้ว... แต่จะให้รักบอกคุณป้าเมื่อไร ก็สั่งมานะคะ”
พูดจบเธอก็ตั้งท่าจะเดินจากไป มีจุดมุ่งหมายอยู่ที่มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่อยู่หน้าโรงพยาบาล แต่ต้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อคนข้างตัวคว้าแขนเอาไว้ ก่อนจะกึ่งลากกึ่งจูงเธอไปที่รถเก๋งคันหนึ่ง จากนั้นก็เปิดประตูด้านหลังแล้วยัดร่างบอบบางของแทนรักเข้าไปในนั้น
“พี่ธุ...” แทนรักกำลังจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พบธรรมกลับหันไปคุยกับคนขับ
“ตามหมุดเลยครับ...” จากนั้นก็หันมาหาคนที่นั่งด้านหลัง “ฉันจ่ายเงินแล้ว ไม่ต้องโง่จ่ายเขาอีกล่ะ”
ยังไม่ทันที่แทนรักจะตอบอะไรกลับไป พบธรรมก็ปิดประตูใส่หน้า... ระหว่างที่รถเคลื่อนตัวออกมาเธอก็ยังเอี้ยวตัวไปมองด้านหลัง และเกิดเป็นความแปลกใจที่ร่างสูงของเขายังยืนนิ่งและมองมา กระทั่งคนขับเลี้ยวออกจากโรงพยาบาล และใกล้จะลับสายตานั่นแหละ จึงเห็นว่าชายหนุ่มเดินกลับเข้าไปทางเดิม
“ยังไงไอ้เสือ มันเป็นไปได้ยังไงครับ เล่ามาให้หมด ห้ามกั๊ก” โอภาสเอ่ยถาม ระหว่างที่มือกำลังง่วนอยู่กับการแกะ ‘กล่องข้าว’ ที่คนเป็นเจ้าของไม่สนใจ ในขณะที่ข้างกายมีหญิงสาวนางหนึ่งกำลังถือช้อนรอคอย
ส่วนคนที่กำลังถูกไต่สวนอย่างพบธรรมนั้น นั่งอยู่ตรงข้ามเพื่อนสนิททั้งสอง พร้อมกับขมวดคิ้วมองพวกมันจ้วงตักข้าวของเขากินกันหน้าตาเฉย
ถึงว่าล่ะ ตอนที่ออกไปส่งแทนรัก ไม่เห็นแม่นั่นถือข้าวของพะรุงพะรังเหมือนตอนที่อยู่ในห้องตรวจ... ที่แท้ก็เสร็จโจร
“รีบเล่าเร็ว เดี๋ยวฉันต้องเข้าผ่าตัด”
จารวีหรือหมองามเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น ศัลยแพทย์หัวใจสาวผู้เก่งกาจในสายตาของชาวบ้าน กำลังใช้ช้อนตักข้าวเข้าปากคำใหญ่ ก่อนที่มืออีกข้างจะใช้ส้อมจิ้มลงไปบนอกไก่ย่าง ตามด้วยไข่ต้มและผัก ซัดโฮกชนิดที่ทำให้คนมองนิ่วหน้า
ซึ่งทั้งสองมีสภาพไม่ต่างกัน จนพบธรรมต้องเอ่ยทัก
“กินเหมือนคนตายอดตายอยาก”
โอภาสรีบกลืนข้าวลงท้อง เพื่อนจะได้เอ่ยค้าน ไม่สิ ยอมรับต่างหาก
“ก็แน่ล่ะ นาน ๆ ทีจะได้กินของดีนี่หว่า อร่อยด้วยนะ... ปกติกินแต่ข้าวกล่องเซเว่น ไม่ให้ซึ้งใจได้ยังไง”
พบธรรมส่ายหน้าเอือมระอา ไม่เห็นด้วยหรอก เนื่องจากของที่อยู่ตรงหน้า ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากกับข้าวที่โรงอาหาร หรือข้าวกล่องที่ร้านสะดวกซื้อสักเท่าไร กะอีแค่อกไก่ย่างแบบไม่มีหนังแบบที่เขาชอบ ข้าวกล้องหอมฉุยเม็ดงาม ไข่ต้มเพิ่มโปรตีนอีกสามลูก พวกผักต่าง ๆ ที่มาพร้อมกับน้ำสลัด และซี่โครงหมูต้มบ๊วยที่ไม่ใช่จะหากินได้ง่าย ๆ
ดูเหมือนว่าจะอุ่นอยู่ด้วย เพราะถูกจัดอยู่ในถุงเก็บความร้อนที่มีคุณภาพ แต่จะทำไปเพื่ออะไรในเมื่อเดินไปไม่กี่ก้าวก็มีอาหารอย่างอื่นให้เลือกไม่รู้กี่สิบอย่าง... ทำเพื่ออะไรก็ไม่รู้ ยุ่งยาก วุ่นวายล่ะสิไม่ว่า
แล้วอะไรก็ไม่เคืองเท่าของที่พบธรรมปฏิเสธไปหยก ๆ ต่อให้เธอไม่นำกลับก็จะเอาทิ้งให้หมาไปแทะเล่น แต่เพื่อนผู้ทรงเกียรติของเขากลับหน้าด้านไปขอมากิน แถมยังทำหน้าตามีความสุขเสียอีก เห็นแล้วหมั่นไส้ไปถึงคนที่เพิ่งจะกลับบ้าน ไม่อยากคิดเลยว่าภายในอนาคต แม่ตัวดีจะกำเริบเสิบสานอีกสักแค่ไหน เพราะทุกวันนี้ก็ดื้อด้าน คิดว่ามีคนถือหางก็ชูคอ
“สรุปว่ายังไง เล่ามา” จารวีถามย้ำ เพราะเจ้าของเรื่องเอาแต่อมพะนำทำเท่อยู่ได้
