บทที่ 5 บทที่ 2.2
หลังจากนั่งรถอยู่นานในที่สุดรถกระบะคันเก่าก็พาเธอและแม่มาถึงไร่ชากลางเมฆหมอก
นิชาดามองผ่านกระจกขุ่นมัวจากที่นั่งแค็ปภายในรถกระบะเพื่อมองบรรยากาศของไร่ชากลางเมฆหมอกตั้งแต่ทางเข้าไร่จนรถขับไปยังส่วนของสำนักงานเพราะเธอยังไม่มีโอกาสมาเที่ยวที่นี่มาก่อนเลยสักครั้ง
เมื่อลงจากรถแล้วนงนุชจึงรีบเดินเข้าไปถามฝ่ายประชาสัมพันธ์ของสำนักงานทันทีเพราะกลัวว่าคนที่ต้องการพบจะกลับไปเสียก่อนเพราะตอนนั้นที่บังเอิญเจอกับติณณภพเขาก็ไม่ได้บอกว่าให้มาหาวันไหนแน่ แต่วันนี้เธอจวนตัวจริงๆ จึงต้องรีบพาลูกสาวมาถึงที่นี่พร้อมกัน
“ขอโทษจ้ะ ป้ามาหาคุณติณณภพที่เป็นเจ้าของไร่น่ะจ้ะ คุณติณณ์เขาอยู่หรือเปล่าจ๊ะหนู”
“สวัสดีค่ะ นายอยู่ค่ะ ว่าแต่ป้านัดไว้หรือเปล่าคะ” พนักงานสาวถามกลับด้วยรอยยิ้มเพราะพวกเธอที่ทำงานอยู่ในส่วนสำนักงานแห่งนี้ถูกอบรมเรื่องมารยาทมาเป็นอย่างดี
“ก็นัดไว้จ้ะ คุณติณณ์เขาเป็นคนบอกให้ป้าเป็นคนมาหาเอง”
“ถ้าอย่างนั้นป้าชื่ออะไรคะเดี๋ยวหนูจะได้โทรไปบอกคนของนายด้านในให้” หลังจากนงนุชบอกชื่อกับประชาสัมพันธ์ไปแล้ว ประชาสัมพันธ์สาวก็โทรไปเช็กกับคนสนิทของติณณภพทันทีและเมื่อได้ความว่าติณณภพนัดแขกคนนี้ให้มาเข้าพบจริงหญิงสาวจึงรีบเชิญทั้งนงนุชและนิชาดาเข้าไปด้านในซึ่งเป็นส่วนของห้องทำงานของเจ้าของไร่
เมื่อประชาสัมพันธ์สาวพาทั้งสองคนมาส่งหน้าห้องทำงานของติณณภพแล้วจึงขอตัวกลับออกไป ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนสนิทที่พ่วงตำแหน่งเลขาหน้าห้องอย่างอัคคีเป็นคนรับช่วงดูแลแขกต่อ
ทันทีที่ประตูห้องทำงานถูกเปิดเข้ามาโดยอัคคี ติณณภพก็มองไปยังลูกหนี้รายใหญ่ของตัวเอง จากนั้นจึงมองเลยไปยังหญิงสาวที่ลูกหนี้รายใหญ่ของเขาพามาด้วยอย่างสำรวจ
เสื้อแขนยาว?
กางเกงยีนส์?
ผมบ๊อบประบ่า?
นี่ป้าแกจะมาเล่นตลกอะไรแถวนี้?
ติณณภพคิดในใจระหว่างประเมินหญิงสาวหน้าตาหมดจรดใสซื่อตรงหน้าไปด้วย
ก็ไหนตอนถูกเขาทวงหนี้ป้าแกคะยั้นคะยอจะเอาลูกสาวมาให้บอกว่าสวยนักสวยหนาไงวะ
อย่างยัยจืดหน้าใสนี่น่ะเหรอสวย?
เมื่อเห็นสายตาคมกริบมองมาอย่างไม่ยินดียินร้านในตัวลูกสาว นางนงนุชจึงพยายามยิ้มสู้เสือเพราะไหนๆ ก็ตัดสินใจเลือกทำแบบนี้แล้วยังไงก็จะไม่ยอมเสียค่ารถไปฟรีๆ แน่ จึงรีบเอ่ยทักทายเจ้าหนี้ของตัวเองทันที
“สวัสดีค่ะคุณติณณ์ นี่นิชาดาลูกสาวป้าเองค่ะ”
นิชาดารีบยกมือไหว้ชายหนุ่มตรงหน้าตามแม่ ทั้งยังแปลกใจว่าปกติแล้วไร่ชาใหญ่ขนาดนี้เขาให้คนงานเดินเข้ามาสมัครกับเจ้าของไร่ได้เลยเหรอเพราะตั้งแต่จบม.ปลายเธอก็รับจ้างทำงานแค่แถวบ้านเพียงเท่านั้นจึงยังไม่ค่อยรู้อะไรมากนัก
“นี่ป้าพาใครมาเนี่ย อายุถึงสิบแปดหรือยังเถอะ” ติณณภพถามออกไปตรงๆ เพราะยัยจืดที่ป้าแกพามาด้วยนี่ก็หน้าเด็กเหลือเกิน
อีกอย่างถ้าให้เอาเด็กอายุไม่ถึงสิบแปดบอกเลยว่าขอบายเพราะนอกจากจะผิดกฎหมายแล้วเขายังไม่มีรสนิยมชอบเด็กขนาดนั้นอีกด้วย แต่ถ้ายี่สิบกว่าๆ นี่บอกเลยว่าของโปรด
“ถึงแล้วค่ะคุณติณณ์ไม่ต้องห่วง เห็นแบบนี้แต่ลูกสาวป้ามันจะยี่สิบแล้วค่ะคุณติณณ์สบายใจได้”
ติณณภพไม่ค่อยอยากจะเชื่อลูกหนี้คนนี้เท่าไหร่เพราะขนาดหนี้ยังชอบเบี้ยวชอบหนีแถมยังชอบอ้างโน้นอ้างนี่ไปเรื่อยจึงหันไปถามเจ้าตัวที่ถูกพามาแทน
“เธออายุเท่าไหร่”
“หนูอายุสิบเก้าจะยี่สิบแล้วค่ะ”
คนถูกถามรีบตอบยืนยันอีกเสียงแต่เมื่อเห็นว่าผู้ชายตรงหน้ายังคงมีสีหน้าไม่เชื่อเธอจึงรีบหยิบบัตรประชาชนออกมาให้เขาดูเพราะคิดว่าเขาคงเคร่งครัดเรื่องอายุในการรับคนเข้าทำงานจริงๆ ถึงต้องถามหลายรอบแบบนี้
“นี่ค่ะ หนูจะยี่สิบแล้วจริงๆ ค่ะ”
ติณณภพไม่ได้ยื่นมือไปรับบัตรแต่เพียงแค่เหลือบมองว่าเป็นคนเดียวกันหรือเปล่า
ก็ใครมันจะไปนับปีเกิดได้เร็วขนาดนั้นวะ!
เมื่ออยากตรวจดูบัตรประชาชนให้แน่ใจว่าลูกหนี้รายนี้ไม่ได้ตุกติกเรื่องอายุของคนที่พามาด้วยจึงเรียกอัคคีที่ยืนรออยู่หน้าประตูด้านนอกให้เข้ามาในห้องเพราะเขามีเรื่องที่ต้องคุยกับป้าแกอีกสักหน่อย
“ไอ้ไฟ!”
“ครับเฮีย”
“มาเอาบัตรไปดู”
เมื่ออัคคีออกจากห้องไปแล้วนางนงนุชจึงพยายามยิ้มถามติณณภพอย่างมีความหวัง แม้ว่าจนถึงตอนนี้นางยังไม่เห็นแววที่เขาจะสนใจลูกสาวตัวเองเลยก็ตามแต่เรื่องแบบนี้ก็ต้องด้านเข้าไว้
“เอ่อ คุณติณณ์จะรับนังนิ่มมันไว้ใช่ไหมจ๊ะ”
“แต่ลูกป้าไม่ตรงปกนะ ไม่ใช่สิต้องพูดว่าไม่ตรงกับคำโฆษณาของป้าเลยมากกว่า”
เมื่อได้ยินแบบนั้นคนอยากขายลูกสาวถึงกับพูดไม่ออก นางยอมรับว่าเคยบอกเขาว่าลูกสาวตัวเองนั้นสวยเว่อร์วังมากจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นตัวจริงของนิชาดาก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไร เรียกได้ว่าห่างไกลจากคำว่าขี้เหร่เลยด้วยซ้ำแค่ลูกนางนั้นตัวเล็กและไม่เคยแต่งหน้าก็เลยดูเด็กๆ แต่ว่าหน้าตาก็น่ารักสวยใสสมวัยใครเห็นก็ชมกันทั้งนั้น
แต่จะไปว่าเจ้าหนี้ของนางตาไม่ถึงก็ไม่ได้เพราะนังลูกตัวดีก็ดันแต่งตัวซอมซ่อไม่ต่างไปจากตอนเข้าไร่เข้าสวนสักนิด
คิดแล้วมันก็น่าจะจับมาบิดให้เนื้อเขียวตั้งแต่อยู่บ้านแล้ว!
“เอ่อคือ คุณติณณ์ช่วยพิจารณามันหน่อยได้ไหมคะ ครั้งนี้ป้ารับรองจริงๆ ว่าลูกสาวป้าไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อน”
คนเป็นแม่อ้อนนี่ไม่เท่าไหร่ แต่คนเป็นลูกนี่สิส่งสายตาอ้อนซะตาแป๋วเลย
เอาไงดีวะกู
แต่เด็กมันก็เกินสิบแปดแล้วนี่หว่า จะลองดูหน่อยก็คงไม่เสียเวลาอะไรมากมาย คนถูกสองแม่ลูกมองอย่างมีความหวังคิดในใจ
“งั้นป้าออกไปรอข้างนอกก่อนแล้วกันผมจะลองคุยกับลูกสาวป้าดูก่อน”
“ขอบคุณมากๆ จ้ะคุณติณณ์ ขอบคุณจ้ะ”
นางนงนุชรีบยกมือไหว้คนอ่อนกว่าด้วยความดีใจ เห็นดังนั้นติณณภพจึงต้องรีบเบรคไว้ก่อน
“ผมยังไม่ได้บอกว่าจะรับลูกสาวป้าไว้นะแค่ขอดูก่อนเฉยๆ”
“จ้ะๆ ถึงอย่างนั้นป้าก็ดีใจแล้วจ้ะ”
นางนงนุชยิ้มหน้าบานเพราะคิดว่าเจ้าของไร่จะยอมให้ลูกสาวเธอมาขัดดอกแน่ๆ จึงหันไปพูดกับลูกด้วยท่าทางอารมณ์ดีพร้อมทั้งลูบหัวลูกสาวอย่างที่เธอไม่ค่อยจะทำนัก
โอ๊ยยยยย อะไรมันจะง่ายขนาดนี้ รู้อย่างนี้พามันมาตั้งแต่พ่อมันตายแล้ว
“นิ่มอยู่คุยกับคุณติณณ์ในนี้นะแม่จะออกไปรอข้างนอกก่อน”
“จ้ะแม่”
