บทที่ 6 บทที่ 2.3
เฮ้อ ยังไม่เข็ด
อัคคีเห็นนางนงนุชเดินออกจากห้องทำงานของเจ้านายมาคนเดียวก็ถึงกับลอบถอนหายใจพร้อมทั้งนึกในใจว่าเจ้านายของตัวเองนี่ก็ยังไม่เข็ดอีกนะ ทั้งที่เมื่อสองเดือนก่อนก็มีลูกหนี้เอาลูกสาวมาเสนอให้แบบนี้นี่แหละแต่ติดที่เด็กคนนั้นอายุแค่สิบเจ็ดปี ดีที่เฮียยังไม่ทันได้ทำอะไรเพราะตงิดใจว่าหน้าที่โบกเครื่องสำอางมาหนาๆ ให้ดูแก่กว่าอายุจริงนั้นความจริงแล้วมันไม่ใช่ ไม่อย่างนั้นคงโดนข้อหาพรากผู้เยาว์ไปแล้วเพราะฝ่ายนั้นก็เตรียมการกันมาอย่างดีกะจะเรียกค่าเสียหายกันเต็มที่
เมื่อไม่มีคนอื่นอยู่ในห้องอีกแล้วติณณภพจึงหันไปถามหญิงสาวคนเดียวในห้องอีกครั้ง
“อายุเท่าไหร่กันแน่เธอ”
“จะยี่สิบจริงๆ ค่ะ”
“จะยี่สิบนี่อีกกี่ปี”
“อีกสองเดือนกว่าค่ะ”
“ดูยังไงก็ไม่น่าเกินสิบแปด”
เจ้าของคำถามหรี่ตาจับผิด
ถูกสาวชาวบ้านทำงานตากแดดตากลมอะไรมันจะผิวสวยหน้าใสขนาดนี้
“หนูกับแม่ไม่ได้โกหกจริงๆ นะคะ”
หลังจากจับผิดไปได้สักพักอีกทั้งหญิงสาวยังยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะแถมไอ้ไฟก็ไม่เข้ามาเสนอหน้าขัดขวางก็คงจะยี่สิบจริงๆ นั่นแหละ
“แล้วนี่เต็มใจมา?” ติณณภพเลิกคิ้วถามอย่างกวนๆ ตามสไตล์ของตัวเอง
“ค่ะ” ถ้าเป็นก่อนหน้านี้เธอคงยังไม่แน่ใจแต่ตอนนี้เธอกลับตอบออกไปด้วยความมั่นใจ
ตอนแรกที่ไม่ค่อยอยากมาทำงานไกลบ้านเพราะไม่อยากทิ้งแม่ แต่เมื่อกี้ที่แม่เธอลูบผมเธอก่อนออกจากห้อง อีกทั้งยังทำสีหน้าและแววตาคาดหวังว่าเธอจะได้ทำงานในไร่แห่งนี้เต็มที่เธอก็จะไม่ทำให้แม่ผิดหวัง
หึ เห็นหน้าซื่อๆ พูดน้อยๆ ทีแบบนี้ล่ะตอบเสียงดังฟังชัดเชียวนะ
คนที่รอบสังเกตหญิงสาวทุกกิริยานึกขำในใจจากนั้นจึงหยั่งเชิงถามต่อ
“อยากทำมาก?”
“ถ้าคุณลองให้โอกาสหนู หนูก็อยากทำค่ะถึงแม้ว่าหนูจะยังเด็กและมีประสบการณ์ไม่มากแต่หนูจะพยายามให้ดีที่สุดค่ะ”
ขายตรงเก่งกว่าแม่อีกแฮะ สงสัยคงต้องมองยัยหงิมนี่ใหม่ซะแล้ว
“คะ คุณจะทำอะไรคะ” นิชาดาถามเสียงสั่นพร้อมทั้งขืนตัวไว้เมื่ออยู่ๆ ผู้ชายตรงหน้าก็เดินมารวบอุ้มเธอขึ้นไปนั่งบนโต๊ะทำงานของเขาพร้อมกับใช้แขนทั้งสองข้างกักตัวเธอไว้
“ตกใจอะไรก็แค่จะเช็กของ”
ติณณภพเลิกคิ้วอย่างขัดใจกับท่าทางฝืนๆ ของคนตรงหน้า ทั้งที่เมื่อกี้ยังโฆษณาขายตรงอย่างมั่นอกมั่นใจอยู่เลย
“เช็กของอะไรคะ”
คนจะโดนเช็กของขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
เช็กของอะไรของเขากัน เธอยังไม่ได้ทำงานให้เขาหรือยังไม่ได้เอาของอะไรของเขามาเลยนะแล้วจะมาเช็กอะไร
“ถ้าอยากให้ฉันรับไว้ก็เลิกทำแบบนี้ซะ ฉันไม่ชอบพวกเด็กแอ๊บ” เมื่อเห็นท่าทางมึนงงใสซื่อของคนตรงหน้าติณณภพจึงพูดออกไปอย่างเซ็งๆ
อยู่ๆ จะมาเล่นตัวอะไรวะ ไหนเมื่อกี้บอกว่าอยากทำมากไง
ท่าทางคุกคามพร้อมกับน้ำเสียงหงุดหงิดติดดุดันของคนตรงหน้าทำให้คนที่ถูกหลอกมาอย่างนิชาดากลัวและรู้สึกไม่ปลอดภัย หญิงสาวจึงรีบดันเจ้าของร่างใหญ่โตออกห่างแล้วรีบกระโดดลงจากโต๊ะวิ่งไปยังประตูทันที
“จะไปไหน” ติณณภพร้องถามแต่คนที่วิ่งออกไปก็ไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับมามองหรือตอบคำถามใดๆ
อะไรวะ?
คนที่คิดว่าจะลองเช็กของดูหน่อยได้แต่มองตามคนที่วิ่งหนีออกไปร้องเรียกหาแม่ด้านนอกอย่างเซ็งกว่าเดิม
จะว่าเล่นตัวมันก็ออกจะเกินไปหน่อย อาการแบบนี้คงหนีไม่พ้นโดนแม่หลอกมาอีกแหง
ลูกหนี้กูแต่ละคน!
คนปล่อยเงินให้คนกู้ขำๆ พอมาตอนนี้กลับเริ่มขำไม่ออกเพราะยิ่งคิดก็ยิ่งเซ็งกับความตุกติกของเหล่าลูกหนี้จอมปลิ้นปล้อนทั้งหลาย
“แม่! แม่! พี่คะแม่หนูล่ะคะ” นิชาดาเอ่ยถามอัคคีเมื่อออกมาแล้วไม่เห็นแม่รออยู่หน้าห้อง
“เอ่อ อยู่ตรงนั้นครับน้อง”
นั่นไงเป็นเรื่องจนได้ เฮียนะเฮียครั้งนี้ทำอะไรห่ามๆ อีกล่ะเด็กมันถึงวิ่งตัวสั่นหน้าตั้งออกมาขนาดนี้
อัคคีคิดในใจระหว่างมองหญิงสาวร่างเล็กที่รีบวิ่งออกไปหาแม่ด้วยความหวาดระแวง
“แม่!” นิชาดารีบวิ่งพร้อมกับตะโกนเรียกแม่เมื่อเห็นว่าแม่กำลังจะเดินออกไปจากตัวอาคาร
นางนงนุชถึงกับหันมาขมวดคิ้วเมื่อเห็นลูกสาววิ่งหน้าตื่นออกมา
อายุจะยี่สิบแล้วต้องให้บอกให้สอนมันทุกเรื่องเลยหรือยังไง เสียเวลากลับไปตั้งวงเล่นไพ่ของกูจริงๆ
“เรากลับกันเถอะจ้ะแม่” นิชาดาบอกพร้อมกับใช้มือสั่นๆ ของตัวเองจูงมือแม่ออกไปให้พ้นตัวอาคารสำนักงานเนื่องจากยังตกใจกับเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่หาย แต่พอเดินออกไปพ้นตัวอาคารแล้วกลับเป็นเธอที่ถูกแม่จูงมือไปยังมุมลับตาแทน
“อีนิ่มมึงจะออกมาทำไม” คนเป็นแม่ถามอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วยิ่งได้ยินคำตอบตะกุกตะกักก็ยิ่งทำให้นางเริ่มหงุดหงิดกับความซื่อบื้อของลูกสาวตัวเอง
“เมื่อกี้ มะ เมื่อกี้ คนคนนั้นเขาทำรุ่มร่ามกับนิ่ม”
“มึงก็ยอมๆ ไปเถอะอย่าเรื่องมาก”
“แม่หมายความว่ายังไง ให้นิ่มยอมอะไร”
“มึงก็มาอยู่กับคุณติณณ์เขาก่อน ไว้กูหาเงินมาคืนเขาได้ตอนนั้นมึงจะไปไหนก็ไป” นางนงนุชพูดออกไปอย่างตัดรำคาญ เพราะจนถึงตอนนี้นังลูกโง่ก็ยังไม่ยอมฉลาดขึ้นมาสักที
“นี่แม่กำลังพูดเรื่องอะไรนิ่ม...”
“โอ๊ยยยย มึงเลิกโง่สักทีได้ไหม มึงก็นอนกับคุณติณณ์เขาขัดดอกไปก่อนกับทำงานในไร่ช่วยกูใช้หนี้เงินต้นที่ติดเขาแค่นั้นจะงงอะไรนักหนา”
“แม่! หนี้อะไร แล้วนอนกับเขาอะไรทำไมนิ่มไม่เคยรู้เรื่องนี้ ไหนแม่บอกว่าที่นี่งานดีเงินดีเลยให้นิ่มมาสมัครเฉยๆ ไง” นิชาดาถามกลับอย่างตกใจเพราะตั้งแต่พ่อเสียแล้วต้องเอาเงินไปใช้หนี้จนหมดตัวแทบจะไม่มีที่ซุกหัวนอนในครั้งนั้นแม่ก็สัญญาว่าจะไม่เป็นหนี้อีก แต่นี่มันอะไรกัน
“ก็ถ้ากูไม่บอกแบบนั้นมึงจะยอมมาไหมล่ะ กูอุตส่าห์ให้มึงมานอนกับคนหล่อๆ รวยๆ มึงยังเรื่องมากทำอย่างกับกูให้มึงไปตายอย่างนั้นแหละ”
“แม่!!!” เธอเรียกแม่เสียงหลงอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
ทำไมแม่ถึงพูดเรื่องแบบนี้ออกมาเหมือนกับเป็นเรื่องง่ายๆ แม่ไม่เคยถามเธอด้วยซ้ำว่าเธอเต็มใจทำอย่างที่แม่อยากให้ทำหรือเปล่า
