บทที่ 9 บทที่ 3.2
หลังจากสำรวจความจืดชืดคร่าวๆ จนเป็นที่น่าพอใจแล้ว แทนที่เจ้าของเงินกู้ก้อนใหญ่อย่างติณณภพจะหยุดเพียงแค่นั้น แต่ชายหนุ่มกลับทำตรงกันข้ามโดยการก้มลงไปจูบไซ้ซอกคอขาว เรื่อยลงมายังทรวงอกอวบหยุ่น ดูดดึงขบกัดยอดอกสีหวานอย่างตะกระตระกรามขณะที่นิ้วแกร่งก็สำรวจบดขยี้เคล้าคลึงติ่งเกสรดอกไม้งามด้านล่างอย่างเอาแต่ใจจนเจ้าของร่างกายที่โดนปลุกปั่นถึงกับต้องส่งเสียงร้องขอให้หยุดเมื่อตอนนี้หญิงสาวกำลังรู้สึกอะไรบางอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
“คะ คุณคะพอก่อนค่ะ คุณติณณ์หยุดก่อนค่ะ”
“บอกแล้วว่าอย่าพูดมาก” คนตรวจเช็กของบอกเสียงดุแต่ไม่คิดจะหยุดมือ
“อื้อ แต่หนู”
ติณณภพรำคาญเสียงอ้างโน้นนี่น่ารำคาญจึงจูบปิดปากขณะนิ้วแกร่งยังคงบดขยี้ติ่งเกสรสีสดรัวเร็ว
คนที่รู้สึกอยากเข้าห้องน้ำขึ้นมากะทันหันเพราะรู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังปวดปัสสาวะแต่พยายามฝืนตัวเองจนน้ำตาคลอ แต่ดูเหมือนเจ้าของเงินกู้ของแม่เธอจะไม่ปรานียอมฟังอะไรเธอเลยเมื่อเขาเอาแต่บดจูบรุกล้ำจนเธอหายใจไม่ทัน ส่วนด้านล่างก็โดนรุกรานจากนิ้วร้ายไม่ยอมหยุดจนในที่สุดเธอก็กระตุกเกร็งสั่นไหวรุนแรง
อย่างที่ไม่เคยเป็น
ความรู้สึกที่ไม่เคยพานพบปะทุออกมาจนเธอตกใจแต่ร่างกายกลับผ่อนคลายเบาหวิวคล้ายกับกำลังล่องลอยอยู่ในอวกาศ
ขณะที่เธอกำลังนั่งหอบเหนื่อยอย่างทำอะไรไม่ถูกอยู่นั้น เสียงเข้มก็เปิดประตูตะโกนถามบางอย่างกับคนที่อยู่หน้าห้องจนเธออายหน้าแดงกว่าเดิม
“ไอ้ไฟถุงยางกูไปไหนหมดวะ!”
ทางด้านคนถูกถามอยากจะตอบว่าก็เฮียใช้ของเฮียคนเดียวแล้วไอ้ไฟจะไปรู้ได้ยังไงละคร้าบแต่ก็ต้องเบรคปากตัวเองไว้เพราะไม่อยากโดนเตะโด่งออกจากไร่
“เฮียใช้หมดแล้วเหรอครับ”
“เออดิ ก็อาทิตย์ก่อนไปเที่ยวกับไอ้ตุลย์ในเมืองนี่หว่า” ติณณภพบอกอย่างเซ็งๆ เพราะนานๆ ครั้งเพื่อนสนิทสมัยมหาวิทยาลัยจะมาเที่ยวหาทั้งทีก็เลยพากันไปเที่ยวสาวซะหลายคืน
“ดุไปไหมครับเฮีย ถุงยางตั้งกี่กล่อง”
เมื่อเห็นหน้ายุ่งๆ อัคคีจึงอดแซวเจ้านายตัวเองออกไปไม่ได้
ก็อะไรจะดุเดือดปานนั้น
ทางด้านคนโดนแซวจากลูกน้องคนสนิทพร้อมทั้งถูกเหล่มองอาวุธคู่กายที่อยากจะออกศึกเต็มแก่อย่างล้อเลียนเลยอยากจะเตะมันสักป้าบ
“ไอ้นี่เดี๋ยวโดน”
“ฮ่าฮ่า ใจเย็นครับเฮีย เดี๋ยวเลิกงานแล้วไอ้ไฟคนนี้จะรีบไปหาซื้อมาให้เฮียเลยครับผม”
"เออ!"
อัคคีหัวเราะชอบใจแต่ก็ไม่ลืมเขยิบตัวออกห่างเจ้านายเพื่อความปลอดภัย เพราะอยู่ด้วยกันมานานจึงรู้ดีว่าถึงจะแค่หยอกๆ แต่เจ้านายของตัวเองนั้นก็มือหนักเท้าหนักขนาดไหน
“ว่าแต่เฮียครับ”
คนออกมาตามหาถุงยางอนามัยกำลังจะกลับเข้าไปเช็กของต่อในห้องจำต้องหันกลับมาเมื่อได้ยินอัคคีเรียกรั้งไว้
“อะไร”
“ก็ไหนบอกว่าไม่ชอบไม่เอาแล้วไงครับ แต่นี่เฮียกลับ…ในห้องทำงานที่เฮียบอกว่าจะไม่ทีทางเล่นจ้ำจี้กับใครในนั้นไง”
“เดี๋ยวเถอะมึง!”
ไอ้นี่ กูก็นึกว่ามีเรื่องอะไร!
“อ๊ากกกก ไปแล้วคร้าบบบบ”
เมื่อฝ่าเท้าเน้นๆ เฉียดหน้าแข้งไป คนกวนโอ๊ยเจ้านายจึงรีบวิ่งไปจัดการเรื่องแม่ของสาวน้อยหน้าใสในห้องให้อย่างรู้ใจก่อนที่ตัวเองจะโดนประเคนฝ่าเท้าใส่จริงๆ โทษฐานยุ่งเกินเหตุ
นิชาดามองคนที่กลับเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าตื่นๆ
ทางด้านเจ้าของห้องทำงานอย่างติณณภพเองก็มองไปยังหญิงสาวที่แต่งตัวเรียบร้อยแล้วเช่นกันอย่างพิจารณา
พอไม่ได้จับจูบลูบคลำแล้วทำไมมันกลับมาดูจืดอีกแล้ววะ?
แถมตอนนี้ยังหัวกระเซอะกระเซิงอีก
เมื่อถูกจ้องอย่างเงียบๆ อยู่นานจนอึดอัด คนถูกประเมินตั้งแต่หัวจรดเท้าจึงถามออกไปอย่างประหม่า
“คุณจะรับหนูไว้ไหมคะ” ถามออกไปก็แทบกลั้นใจเพราะคนตรงหน้าไม่มีท่าทีอะไรเลย มีแค่ดวงตาดุๆ ของเขาเท่านั้นที่มองมา จนกระทั่งเขากระดิกนิ้วเรียก
“มานี่ดิ๊”
เมื่อได้ยินดังนั้นคนที่ยืนตัวลีบอยู่ข้างกำแพงจึงเดินเข้าไปหาตามคำสั่ง
“อื้อ!”
นิชาดาเผลอหลุดเสียงร้องออกมาอย่างตกใจเมื่อเธอไปหยุดยืนตรงหน้าเขาแล้วเขาจับใบหน้าเธอให้แหงนขึ้นเพื่อรับจูบอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว
“จืดชืดไม่ได้เรื่อง”
ติณณภพพูดออกมาตรงๆ หลังจากถอนริมฝีปากออกมาแล้ว
ก็ลีลาการจูบของยัยนี่มันแย่กว่าตอนเช็กของเมื่อกี้นี้อีกจริงๆ นี่
ได้ยินแบบนั้นคนที่ไม่เคยจูบกับใครมาก่อนก็ได้แต่ทำหน้าเจื่อนอย่างไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี
“แต่จะลองรับไว้ก็ได้ แม่บ้านที่บ้านไม่ค่อยสบายพอดีเธอก็ไปทำงานบ้านแทนป้าแกด้วยแล้วกัน”
เห็นยัยเอ๋อนี่ทำหน้าตาซะน่าสงสารก็จะลองรับไว้สักอาทิตย์สองอาทิตย์ก่อนแล้วกัน ถ้าให้กลับไปวันนี้ก็คงโดนแม่ตบหน้าแหกมาอีกแน่แต่ถ้าไม่ได้เรื่องจริงๆ ก็คงให้ทำแต่งานบ้านไปก่อนนั่นแหละ
“ทำแค่งานบ้านอย่างเดียวเหรอคะ”
เธอหมายถึงเรื่องงานในไร่ที่เธอขอเขาทำ แต่เหมือนว่าคนฟังจะเข้าใจไปคนละทางกับสิ่งที่เธอถามจึงตอบกลับมาอย่างขวานผ่าซากให้เธอได้อับอาย
“ทำงานบ้านแล้วก็นอนกับฉัน นอนที่แปลว่าเอากันน่ะ หวังว่าเธอคงไม่ได้ใสซื่อขนาดนั้น” ติณณภพพูดหน้าตายขณะจับจ้องไปยังยัยจืดที่หน้าแดงแจ๋ขึ้นมาอีกแล้ว
“เรื่องนั้นหนูเข้าใจค่ะ เอ่อแล้ว…”
“อะไร”
“ไปทำงานบ้านให้คุณแล้วหนูจะได้เงินไหมคะ”
“ยังไม่ทันเริ่มงานก็ขอเงินแล้ว?”
“ก็หนูจะได้มีเงินต้นให้คุณหักไงคะ”
ทีเรื่องเงินๆ ทองๆ นี่พูดคล่องเชียวนะ
ติณณภพคิดในใจก่อนจะตอบออกไปทั้งที่ก็ตั้งใจจะให้ค่าตอบแทนอยู่แล้วถึงแม้ว่าแม่ของยัยจืดนี่จะเป็นหนี้เยอะก็เถอะแต่มันก็คนละส่วนกัน
“ขอดูฝีมือก่อนแล้วกัน ฉันไม่เคยใช้ใครฟรีๆ อยู่แล้ว”
“จริงนะคะ”
“ฉันจะโกหกเด็กอย่างเธอไปทำไม”
เมื่อเห็นหน้าตามีความหวังจะปลดหนี้ให้แม่ของยัยเด็กนี่เขาก็อ่อนใจ
เด็กหนอเด็ก ถ้าทำงานแค่นั้นแล้วปลดหนี้ได้เร็วคนอื่นเขาก็คงไม่ต้องลำบากลำบนดิ้นรนมีชีวิตอยู่กันหรอก
เห็นหน้าซื่อๆ อีกทั้งถุงยางก็ไม่มี จะทำอะไรต่อก็ไม่สะดวกจึงบอกให้หญิงสาวออกไปหาอัคคีหน้าห้องเพื่อที่เขาจะได้ทำงานต่อสักที
“ออกไปรอข้างนอกก่อนไปเดี๋ยวลูกน้องฉันจะบอกรายละเอียดที่เหลือกับเธอเอง”
“ค่ะ ขอบคุณค่ะ”
นิชาดาตอบรับอย่างว่าง่ายพร้อมทั้งไหว้ขอบคุณเจ้าหนี้รายใหญ่ของแม่ก่อนจะเดินไปหยิบกระเป๋าเป้ที่ใช้ใส่เสื้อผ้ามาที่ตกอยู่บนพื้น จากนั้นจึงเดินออกไปรอหน้าห้องตามที่เขาบอกอย่างไม่ถามอะไรอีกให้วุ่นวาย
นิชาดาออกมายืนรอหน้าห้องตามที่ชายหนุ่มสั่งกว่าสิบนาทีแล้วแต่ก็ยังไม่เห็นลูกน้องของเขาจึงเดินไปยังจุดที่คิดว่าแม่ของเธอน่าจะยังอยู่แถวนั้น และก็เป็นอย่างที่คิดเมื่อเธอเห็นแม่ของเธอกำลังยืนคุยอยู่กับอัคคี
เมื่อยืนแอบฟังสักพักเธอก็หันหลังเดินกลับไปรอที่โต๊ะทำงานของอัคคีตามที่ติณณภพบอกโดยไม่ได้อยู่รอเจอแม่แต่อย่างใดเพราะทนเห็นแม่กำลังทำหน้าตายิ้มแย้มพูดคุยกับคนอื่นในขณะที่ส่งเธอมาลงนรกไม่ได้
หลังจากกลับมารอไม่นานอัคคีก็กลับมายังโต๊ะทำงานที่อยู่หน้าห้องของติณณภพ
ตอนแรกเธอประหม่าและอายเป็นอย่างมากจึงไม่กล้าสู้หน้าอัคคีเพราะกลัวจะได้รับสายตาดูแคลนที่เอาตัวมาขัดดอกให้กับเจ้านายของเขาแต่กลับไม่เป็นอย่างนั้นเพราะเขาพูดคุยบอกกล่าวกับเธอเป็นปกติไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดหรืออับอายแต่อย่างใด
เธอก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นคนพูดจาดีให้เกียรติทุกคนอย่างนี้อยู่แล้วหรือว่าชินที่จะต้องจัดการเรื่องแบบนี้ให้เจ้านายไปแล้วก็ไม่รู้
หลังจากอัคคีบอกเรื่องสำคัญของการอยู่ที่นี่ในฐานะของขัดดอกเสร็จแล้วชายหนุ่มจึงโทรเรียกให้คนมารับหญิงสาวไปยังบ้านของติณณภพทันที
