บทที่ 4 ไม่อยากรู้จักผมหรอ
สิตางศุ์เผลอบอกคำแปลออกไปโดยไม่รู้ตัว ทำให้ทุกคนเบนสายตามามองเป็นตาเดียว จนคนเผลอบอกนึกด่าตัวเองที่ไม่ควรหลุดปากบอกออกไปเลย ตอนนี้ใจเธอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลย หลังจากได้ยินชื่อที่ดันไปพ้องกับใครบางคนที่เธอไม่อยากนึกถึงเลย
“ทำไมคุณเดือนถึงรู้คำแปลล่ะคะ” อรวรรณเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย
“อ๋อ เดือนเคยมีคนรู้จักชื่อนี้ค่ะพี่วรรณ” คนเผลอจำต้องบอกออกไปเช่นนี้ ใช่ คนรู้จัก...ต้องเรียกว่าคนเคยรู้จักน่าจะเหมาะกว่า
“แหม...ชื่อก็เพราะแถมความหมายยังดีอีกต่างหาก เอ๊ะ...พี่จำได้ว่าชื่อของคุณเดือนก็แปลว่าพระจันทร์นี่นา บังเอิญจังเลยนะคะ พระอาทิตย์กับพระจันทร์”
อรวรรณพูดแซวยิ้มๆ โดยไม่คิดอะไร แต่คนที่กำลังคิดอะไรในใจอยู่อย่างสิตางศุ์จะทำยังไงได้นอกจากยิ้มเจื่อนๆ
“ค่ะพี่วรรณ”
ครั้นตอบออกไป ดวงหน้าของใครบางคนก็ผุดขึ้นมาในห้วงสำนึก เป็นเพราะชื่อที่ว่ายังติดอยู่ภายในใจไม่เคยลืมเลือนนั่นเอง จึงทำให้เธอเผลอตอบความหมายออกไปโดยไม่รู้ตัว
ฮึ พระอาทิตย์เหรอ
และเป็นเพราะชื่อที่คล้ายคลึงกันทำให้สิตางศุ์ยิ่งอยากเห็นหน้าวิศวกรคนใหม่นัก
“โน่น เจ้านายมาพอดี”
เจตนาพูดโพล่งขึ้น ส่งผลให้ดวงตาทุกคู่พากันหันไปมองร่างสูงของ ธนบดี รุจิระวงศ์ไพศาล เจ้าของบริษัทซึ่งเป็นเจ้านายของทุกคน ที่กำลังเดินยิ้มกว้างเข้ามาภายในห้องประชุม โดยมีณหทัย เลขานุการส่วนตัวเดินตามหลังมาติดๆ ก่อนผู้เป็นเจ้านายจะทรุดนั่งบนเก้าอี้ประจำตำแหน่งตรงหัวโต๊ะ
“สวัสดีครับ พร้อมประชุมกันหรือยังครับ”
“พร้อมค่ะ/ครับ” ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกัน
“วันนี้ผมต้องขอโทษด้วยที่ต้องเรียกทุกคนมาเข้าประชุมแต่เช้า ที่สำคัญเป็นเช้าวันจันทร์แถมยังเป็นวันฝนตกหนักอีกต่างหาก แต่เพราะมีเรื่องสำคัญจะแจ้งให้ทุกคนทราบหลายเรื่อง”
“ไม่เป็นไรค่ะ/ครับ” ทุกคนตอบโดยพร้อมเพรียงกัน ก็ใครจะกล้าพูดต่อว่าเจ้านายล่ะ
“แล้วไหนล่ะคะวิศวกรคนใหม่ ที่คุณเอกบอกว่าจะพามาแนะนำตัว” นิภาภัทรเอ่ยถามขึ้นอย่างคนใจร้อน
“ใจเย็นๆ สิครับคุณหนูเล็ก” คนเป็นเจ้านายพูดยิ้มๆ “คนที่ถามหามาแล้ว แต่ตอนนี้แวะเข้าห้องน้ำอยู่ครับ”
เจ้าของบริษัทหนุ่มบอกเสียงกลั้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดี แล้วจึงหันไปทักทายสิตางศุ์ที่นั่งนิ่งเฉยอยู่
“เอ วันนี้คุณเดือนแต่งตัวสวยกว่าทุกวันเลยนะครับ”
คำชมของคนเป็นเจ้านายทำให้หลายคนหันไปมองคนถูกชมอีกครั้ง
“นั่นสิคะ ปกติหนูเล็กเห็นคุณเดือนนุ่งแต่กางเกงยีน เสื้อเชิ้ตมาทำงานเกือบทุกวันจนชินตา ฮั่นแน่! หรือเป็นเพราะ...”
คำพูดของนิภาภัทรที่พูดค้างไว้ไม่ต้องแปล สิตางศุ์ก็เดาได้ว่าอีกฝ่ายคงนึกว่าเธอแต่งตัวสวยเข้าบริษัท เพราะเห่อวิศวกรคนใหม่เหมือนคนอื่นๆ จึงได้แต่ยิ้มออกไปอย่างเหนื่อยหน่าย
“ไม่ใช่อย่างที่คุณหนูเล็กคิดหรอกค่ะ กางเกงยีนซักแล้วแห้งไม่ทันเลยต้องหยิบกระโปรงมาสวมแทนค่ะ” แม้จะรู้ว่าเป็นการโกหกแต่จะทำไงได้
“แหม เดาเก่งจัง รู้ด้วยว่าหนูเล็กคิดอะไร” นิภาภัทรพูดพลางหัวเราะร่วน “แต่คุณเดือนนุ่งกระโปรงออกจะสวย ทำไมถึงชอบนุ่งแต่กางเกงยีนก็ไม่รู้ ดูหนูเล็กสิ หุ่นไม่ได้สวยอย่างคุณเดือนยังสวมกระโปรงมาทุกวันเลย”
สิตางศุ์นิ่งงัน คำพูดของอีกฝ่ายที่ว่าเธอสวมกระโปรงสวยทำให้นึกถึงใครบางคนที่เคยพูดเช่นนี้กับเธอ แต่...เนิ่นนานมาแล้ว แต่ใจเจ้ากรรมก็ยังคอยจดคอยจำคำพูดที่ว่าอยู่ร่ำไป
ยิ่งอยากลืมก็ยิ่งจดจำ ได้ยินใครพูดกระทบถึงนิดหน่อย ความจำที่ว่าก็ผุดวาบขึ้นมาทันที บ้าบอจริงๆ สิตางศุ์
ขณะกำลังคิดหาคำตอบอยู่นั้น ก็ต้องถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อคนเป็นเจ้านายอุทานออกมาเสียก่อน
“อ้าว นั่นคนที่ถามหามาพอดี” ธนบดีพูดแล้วหันไปทางผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด “เอ้า...ทุกคน นี่ไงคุณนภเกตน์ วิศวกรคนใหม่ที่ทุกคนอยากเห็นไงล่ะ ซัน...มารู้จักทุกคนก่อน”
คำพูดท้ายประโยคของคนเป็นเจ้านายมีผลทำให้มือของสิตางศุ์เย็นเฉียบจนรู้สึกได้ กระทั่งต้องบีบมือทั้งคู่เข้าเข้าหากันเพื่อผ่อนคลาย ทว่าภายในหัวใจกลับกระตุกวาบและเต้นกระหน่ำ จนต้องยกมือเย็นเฉียบของตัวเองขึ้นทาบทับ ไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมองคนมาใหม่เหมือนเช่นคนอื่น
เป็นไปได้ไหมที่จะมีคนชื่อจริงกับชื่อเล่นซ้ำกัน ขอให้เป็นแค่ชื่อจริงกับชื่อเล่นซ้ำกันเท่านั้นเถอะ
ได้แต่วาดหวังว่าโลกคงไม่กลมเกลี้ยงถึงเพียงนั้นหรอกน่า ชื่อคนอาจจะมีชื่อซ้ำกันบ้างแหละ ทุกอย่างในโลกล้วนมีแต่เรื่องคาดไม่ถึงทั้งสิ้น
สิตางศุ์ปลอบใจตัวเองพลางกดมือลงเบาๆ ตรงตำแหน่งหัวใจที่กำลังเต้นกระหน่ำไปด้วย
ทว่า...
เสียงทุ้มๆ คุ้นหูที่สิตางศุ์ได้ยินในวินาทีต่อมา ทำเอาสิ่งที่กำลังปลอบใจตัวเองพังครืนลง ความหวังค่อยๆ ดับสลาย กลายเป็นความสิ้นหวังขึ้นมาแทนทันที
เพราะเสียงที่ได้ยิน ต่อให้ไม่ได้ยินมาหลายปี แต่มีหรือเธอจะจำไม่ได้
“สวัสดีครับทุกคน ผมชื่อนภเกตน์ เป็นวิศวกรคนใหม่ ยินดีที่ได้รู้จักและร่วมงานกับทุกคนนะครับ”
นภเกตน์
ทำไมต้องเป็นเขาด้วยนะ เป็นคนอื่นที่ชื่อพ้องหรือคล้ายกันไม่ได้หรือไง โลกช่างไม่ยุติธรรมสำหรับเธอจริงๆ
คนใจร้าย คนใจดำ เธอเกือบจะลืมเขาได้อยู่แล้วเชียว!
แต่เกือบจะลืมจริงๆ หรือสิตางศุ์ เพราะเกือบ...ความหมายคือยังลืมไม่ได้
เสียงปรบมือต้อนรับดังขึ้นเกรียวกราวอยู่รอบตัว แต่ไม่ได้ทำให้สิตางศุ์ตื่นจากภวังค์ความคิด และเงยหน้าจากถ้วยกาแฟที่กำลังจับจ้องอยู่แม้แต่น้อย ทั้งที่ภายในถ้วยนั้นไม่เหลือกาแฟแม้สักหยด หญิงสาวไม่ได้ยกมือขึ้นปรบเหมือนคนอื่นแต่อย่างใด
ราวกับถ้วยกาแฟตรงหน้ามีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าวิศวกรคนใหม่ซึ่งหน้าตาหล่อเหลาราวกับพระเอกซีรีส์ ที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจกระนั้น กระทั่งถูกสะกิดเบาๆ จากพันทิพย์ที่นั่งอยู่ข้างๆ
“น้องเดือน ถึงคิวต้องแนะนำตัวเองแล้วจ้ะ”
คนถูกสะกิดสะดุ้งโหยงอย่างห้ามไม่อยู่ ก่อนจะรวบรวมสติทั้งมวลของตัวเองที่ไม่รู้ว่าเตลิดเปิดเปิงไปถึงไหนต่อไหนให้รีบกลับมาโดยเร็ว แล้วมองไปยังร่างสูงของวิศวกรคนใหม่ที่นั่งอยู่ข้างผู้เป็นเจ้านาย
“ชื่อสิตางศุ์ เป็นเจ้าหน้าที่ประสานงานการก่อสร้างค่ะ”
“คุณเดือนเป็นอะไรไปหรือเปล่า ผมเห็นเอาแต่จ้องถ้วยกาแฟ” ธนบดีถามลูกน้องสาวคนเก่งยิ้มๆ
“ปละ...เปล่าค่ะ เดือนมัวแต่คิดอะไรอยู่เพลินๆ” คนถูกถามตอบด้วยเสียงที่พยายามบังคับไม่ให้สั่น แต่แม้จะบังคับตัวเองเพียงใดเสียงก็ยังอดสั่นไม่ได้
“คุณสิตางศุ์อาจไม่อยากรู้จักผมก็ได้ครับพี่เอก” นภเกตน์พูดเสียงเข้ม พลางจ้องหน้าสะสวยของหญิงสาวเจ้าของนามสิตางศุ์เขม็ง
ซึ่งคนถูกจ้องก็ไม่ได้หลบสายตาแต่อย่างใด ทั้งที่เวลานี้หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำราวกับกลองเพล นึกอยากจะตอบออกไปนักว่า
ใช่แล้ว...ฉันไม่อยากรู้จักเลยสักนิดคุณนภเกตน์
แต่นั่นเป็นเพียงความคิดภายในใจเท่านั้น สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือ ข่มความรู้สึกและย้อนถามเสียงเข้มไม่แพ้กันออกไป
“ทำไมคุณนภเกตน์ถึงคิดว่าฉันไม่อยากรู้จักล่ะคะ”
คนถูกย้อนถามส่งยิ้มยียวนกวนประสาท ขัดกับดวงหน้าหล่อเหลาติดดุๆ ของเจ้าตัวยิ่งนัก
“แล้วเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือเปล่าล่ะครับ คุณ...สิตางศุ์” คนพูดจงใจเน้นย้ำชื่อของหญิงสาวเช่นกัน ทั้งนึกอยากจะบีบจมูกโด่งที่กำลังเชิดนั่นนัก รวมทั้งเรียวปากอวบอิ่มน่าสัมผัสนั่นด้วย
เรียวปากที่เคยคุ้นในความทรงจำ
“ฉันเป็นคนมีมารยาทพอที่จะไม่ตอบอะไรตามใจคิดหรอกค่ะ”
นภเกตน์หัวเราะออกมาเบาๆ ทว่าสีหน้ากลับไร้ซึ่งรอยยิ้ม
“นั่นไงล่ะ คนเรามักจะพูดอะไรไม่ตรงกับใจเสมอ คุณไม่อยากรู้จักผมจริงๆ นั่นแหละ ไม่อย่างนั้นคงไม่พูดคำว่ามีมารยาทพอที่จะไม่ตอบอะไรตามใจคิด แสดงว่าใจคุณคิดอย่างหนึ่งแต่ตอบอีกอย่างหนึ่งใช่ไหมครับคุณสิตางศุ์”
ธนบดีฟังลูกน้องคนเก่ากับลูกน้องคนใหม่ปะทะคารมกันอย่างงุนงง ก่อนจะยกมือขึ้นห้าม
“อะไรกันสองคนนี้ เพิ่งเจอหน้าก็ทำท่าจะวางมวยกันซะแล้ว เหมือนรู้จักกันมาก่อนอย่างนั้นแหละ”
คนเป็นเจ้านายถามโดยไม่ได้คิดอะไร แต่สิตางศุ์ที่ใจคอไม่ค่อยอยู่กับเนื้อตัวก็รีบพูดปฏิเสธออกไปทันที
“ไม่รู้จักค่ะ”
“ครับ”
