บทที่ 5 ฟ้ากลั่นแกล้ง
“ครับ”
คำตอบประโยคหลังเป็นของนภเกตน์ ซึ่งแกล้งพูดกำกวมด้วยสีหน้ายียวนกวนประสาทเช่นเดิม คำว่าครับของเขานั้นแปลได้สองความหมาย จะรู้จักก็ได้ไม่รู้จักก็ได้
คนเป็นเจ้านายฟังคำตอบแล้วก็มองหน้าทั้งสองสลับกันไปมาด้วยสายตาไม่เข้าใจนัก นึกสงสัยคำตอบของรุ่นน้องคนสนิทไม่น้อยกับคำว่า...ครับ แต่ก็อดใจเอาไว้ก่อน ยังไม่ถามในตอนนี้
“เอาละ ทีนี้ทุกคนก็รู้จักผู้ร่วมงานคนใหม่กันแล้วนะครับ คุณนภเกตน์นอกจากจะเป็นรุ่นน้องผมที่มหาวิทยาลัยในเมืองไทยแต่ห่างกันหลายรุ่นแล้ว ยังจบโทมหาวิทยาลัยเดียวกับผมที่อเมริกาอีก ที่สำคัญเคยทำงานในบริษัทรับสร้างบ้านชั้นนำของที่นั่นด้วยกัน ทำให้ผมรู้ฝีมือการทำงานของเจ้าตัวเป็นอย่างดี ทุกคนอย่าได้คิดเชียวว่าคุณนภเกตน์มาทำงานที่นี่ได้เพราะเส้นใหญ่ ต้องบอกว่าผมโชคดีต่างหากที่ได้ตัวเขามาทำงานด้วย”
“พี่เอกก็พูดยอผมเกินไป” คนถูกชมพูดด้วยสีหน้ายิ้มๆ ก่อนส่งยิ้มให้ผู้เข้าประชุมทุกคน “ยินดีอีกครั้งนะครับที่ได้ร่วมงานกับทุกคน” ก่อนจะชำเลืองไปยังใครบางคนที่นั่งนิ่งเหมือนไม่ยินดียินร้ายกับคำพูดของเขา
ใครคนนั้นที่ถูกชำเลืองมองและใช่ว่าจะไม่รู้ว่ากำลังถูกมอง ฟังแล้วเกือบจะพูดโพล่งออกไปอยู่แล้วว่า ฉันไม่เห็นจะยินดีเลยสักนิด! แต่ยั้งปากไว้ได้ทัน นึกอยากให้ระยะห่างระหว่างเก้าอี้ของเธอกับเขาห่างไกลกันมากกว่านี้นัก
จะได้ไม่ต้องมานั่งจ้องหน้ากันอย่างใกล้ชิดอย่างที่กำลังเป็นอยู่ เพราะกลัวว่าสีหน้าและดวงตาของเธอจะเผยความในใจของตัวเองออกไปให้เขาอ่านได้น่ะสิ ดังนั้นสิ่งที่ควรทำในตอนนี้คือตั้งอกตั้งใจฟังคนเป็นเจ้านายพูด ห้ามมองไปทางอื่นเป็นอันขาด
“ที่ผมเรียกประชุมในวันนี้ นอกจากจะพาวิศวกรคนใหม่มาแนะนำให้ทุกคนรู้จักแล้ว ยังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องซึ่งนับเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง นั่นก็คือไตรมาสแรกของบริษัท เราสามารถทำยอดขายได้มากกว่าที่ตั้งไว้...”
ธนบดียังพูดไม่ทันจบเสียงเฮก็ดังขึ้นซะก่อน คนเป็นเจ้านายยิ้มกว้างก่อนจะพูดต่อ
“ดังนั้นเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงาน ผมจะจัดทริปไปเที่ยวทะเลสำหรับพนักงานทุกคน ทุกอย่างฟรีไม่ต้องเสียเงิน”
ทุกคนพากันร้องเฮขึ้นอีกครั้งอย่างพร้อมเพรียง โดยเฉพาะนิภาภัทรนั้นถามออกไปด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ที่ไหนและเมื่อไหร่คะคุณเอก”
“เรื่องวันที่จะไป เดี๋ยวผมขอดูวันหยุดก่อน ถ้ามีวันหยุดติดกันสาม ผมจะแถมให้อีกสองเป็นห้า” คนเป็นนายบอกอย่างใจป้ำจึงได้รับการตอบรับเป็นเสียงเฮดังลั่น
“คุณเอกยังไม่บอกเลยนะคะว่าที่ไหน” นิภาภัทรคนเดิมเอ่ยถาม น้ำเสียงยังคงตื่นเต้นไม่หาย
“หัวหินครับ”
ทุกคนในห้องประชุมพากันส่งเสียงร้องกรี๊ดกร๊าดอย่างดีอกดีใจ คงมีเพียงสิตางศุ์เท่านั้นที่นั่งนิ่งงัน หัวหินเหรอ ที่นั่นมันถิ่นความหลังของเธอ ใครอยากจะไปกันเล่า แถมคนที่เป็นต้นเหตุในตอนนั้นก็อยู่ในที่นี้ด้วย
แล้วจะให้เธอตีหน้ายังไง ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จว่าอยากไปเหมือนคนอื่นน่ะเหรอ
ไม่ไปได้ไหมล่ะเนี่ย!
และไม่รู้เป็นเพราะอะไรทำให้หญิงสาวหันไปมองยังคนนั่งตรงข้าม ก็เห็นดวงตาของอีกฝ่ายเป็นประกายวาววับราวกับยิ้มได้ นี่ถ้ามีเวทมนตร์แบบแม่มดในเทพนิยาย จะขอสาปให้อีกฝ่ายตาบอดไปเลย จะได้ไม่ต้องมามองเธอด้วยสายตาเช่นนี้
“เอ...ทำไมน้องเดือนนั่งเงียบล่ะ ไม่เห็นจะดีใจเหมือนคนอื่นเลย”
พันทิพย์ที่นั่งจับสังเกตอยู่เอ่ยถามอย่างสงสัย และยังไม่ทันที่สิตางศุ์จะตอบอะไรออกไป นภเกตน์ที่นั่งมองอยู่ก็พูดขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มที่มุมปากอย่างมีเลศนัย
“คุณสิตางศุ์อาจไม่ชอบหัวหินหรือไม่อยากไปกระมังครับ”
สิตางศุ์นึกอยากจะพูดตอบออกไปตามใจคิดนักว่า ใช่ ฉันไม่ชอบและไม่อยากไป ตอนนี้ไม่ได้นึกอยากมีเวทมนตร์อะไรเหมือนความคิดก่อนหน้า แต่นึกอยากยกมือขึ้นข่วนหน้าขาวๆ ของคนถามให้เกิดริ้วรอยนักเอาให้ลายพร้อยเลยยิ่งดี
ทำไมเธอจะอ่านรอยยิ้มมุมปากของเขาไม่ออกว่าหมายความว่าอย่างไร
ทว่าเมื่อมองไปยังบรรดาเพื่อนร่วมงานที่สีหน้าฉายแววตื่นเต้นดีใจ อีกทั้งรอฟังคำตอบของเธอ ก็จำต้องกลืนคำพูดที่ว่าลงท้องไปแล้วตอบว่า
“ก็...ไม่ถึงกับไม่ชอบ แค่เบื่อทะเลเท่านั้น...ค่ะ”
“อ้อ แค่เบื่อทะเล ผมนึกว่ามีเหตุผลอื่นนอกจากนี้ซะอีก”
นภเกตน์พูดพลางพยักหน้ายิ้มๆ นึกอยากจะตอแยถามต่อ แต่ต้องสะกดกลั้นความต้องการลง บอกตัวเองให้รอไปก่อน ยังมีเวลาให้เขาทำอย่างนั้นอีกเยอะ เขาชอบดวงตาวาววับเวลาฉายแววโกรธขึ้งของเจ้าตัวนักหนา เพราะถ้ายังแสดงท่าทีแบบนี้แสดงว่าเยื่อใยยังคงอยู่ ไม่ใช่ตัดเยื่อใยอย่างที่นึกหวั่น
“ค่อยยังชั่วหน่อย ผมก็นึกว่าคุณเดือนไม่ชอบหัวหินซะแล้ว ผมก็เลือกแล้วเลือกอีกว่าจะไปที่ไหนดี อย่างพัทยาก็คนเยอะพลุกพล่าน แล้วทะเลก็ไม่ค่อยสวยเหมือนเมื่อก่อน และเหตุผลที่ผมเลือกหัวหินเพราะผมมีบ้านพักอยู่นั่นด้วย จะได้สะดวกสำหรับทุกคน” ธนบดีพูดยิ้มๆ เรียกความสนใจจากหลายๆ คนได้อีกครั้ง
“รู้แล้ว ที่คุณเดือนเบื่อทะเลเป็นเพราะบ้านคุณเดือนอยู่เมืองจันท์ซึ่งเป็นจังหวัดชายทะเลแน่เลย เอาไว้หนูเล็กต้องหาโอกาสไปเที่ยวบ้างแล้วค่ะ หนูเล็กชอบทะเลทุกที่”
“ก็ทำนองนั้นแหละค่ะ” สิตางศุ์รับสมอ้างซะเลย
“ถ้าอย่างนั้นดีเลย เอาไว้เราไปซื้อเสื้อผ้าสำหรับไปเที่ยวทะเลกันดีกว่านะจ๊ะ” พันทิพย์พูดชวนน้ำเสียงกระตือรือร้น และก็ได้รับการพยักพเยิดจากคนอื่นๆ ซึ่งสิตางศุ์เห็นท่าทางของแต่ละคนก็ได้แต่ลอบถอนหายใจก่อนจะพยักหน้า
“ได้ค่ะ”
ตอบแล้วก็พยายามเมินไม่มองไปยังคนนั่งฝั่งตรงกันข้าม แค่เจอหน้าโดยไม่คาดฝันก็ทำให้ใจที่เริ่มสงบกลับมาวุ่นวายอีกครั้ง ยังจะต้องกลับไปยังสถานที่ที่เคยมีความหลังร่วมกันอีก
สิตางศุ์อยากจะร้องกรี๊ดนัก!
เหตุใดฟ้าจึงกลั่นแกล้งเธอเช่นนี้
ร่างสูงสง่าของนภเกตน์ก้าวยาวๆ ตามหลังธนบดีเข้าไปในห้องทำงานของอีกฝ่าย ซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่สนิทสนมกับเขามาก่อน ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่เมืองไทยรวมทั้งตอนเรียนต่างประเทศ และยังเคยทำงานด้วยกัน อีกทั้งตอนนี้ยังมีสถานะเพิ่มขึ้นเป็นเจ้านายคนใหม่ ก่อนจะพับแขนเสื้อเชิ้ตสีชมพูอ่อนทั้งสองข้างไว้ตรงข้อศอก เผยให้เห็นท่อนแขนขาวจัดบ่งบอกให้รู้ว่าเพิ่งมาจากเมืองหนาว แล้วเอนกายกึ่งนั่งกึ่งนอนลงบนโซฟารับแขกสีดำตัวนุ่มด้วยท่วงท่าสบายๆ ดวงหน้าหล่อเหลาเผยรอยยิ้มละไม
“เอ็งเป็นอะไรไปวะซัน” ธนบดีเอ่ยถามขณะทรุดนั่งข้างๆ พลางเขม้นมองหน้ารุ่นน้องหนุ่มเขม็ง
“เป็นอะไรของพี่เอกคืออะไรหรือครับ” คนถูกถามย้อนถามพลางเลิกคิ้วเข้มขึ้นสูง ดวงหน้าหล่อจัดยังคงเจือด้วยรอยยิ้มบางๆ ทำท่าทางไม่รู้ไม่ชี้ ทั้งที่พอจะคาดเดาความหมายของอีกฝ่ายได้
“ไอ้ซัน...” ธนบดีใช้คำนำหน้าชื่ออย่างหมั่นไส้ มองใบหน้าเจือรอยยิ้มของอีกฝ่าย แล้วส่ายหน้าไปมาอย่างขัดอกขัดใจ “ไม่ต้องมาเฉไฉทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ ปกติพี่เห็นเอ็งเก็บอารมณ์เก่งจะตาย แล้วไหงตอนอยู่ในห้องประชุมถึงพูดจากวนประสาทคุณเดือนแบบนั้นวะ”
“ผมนี่นะกวนประสาท!” คนถูกกล่าวหาย้อนถามเสียงสูง “ผมกวนประสาทตรงไหนกันครับ คุณเดือนของพี่เอกน่ะทำสีหน้าท่าทางเหมือนไม่อยากรู้จักผมจริงๆ นี่ครับ”
คนพูดพูดด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ ทว่าภายในใจนั้นตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง นึกถึงคำพูดของเจ้าตัวที่พูดโพล่งออกมาเต็มปากเต็มคำว่าไม่รู้จักแล้วขัดเคืองใจยิ่งนัก
ทำเป็นไม่รู้จักเขาใช่ไหม ทำให้ได้ตลอดรอดฝั่งแล้วกันนะ...สิตางศุ์
“ก็เอ็งเล่นพูดออกไปอย่างนั้นเองนี่หว่า เป็นพี่ก็ต้องตอบอย่างนั้นแหละ แล้วปกติคุณเดือนเป็นคนใจเย็นจะตาย ไม่งั้นคงทำงานตำแหน่งที่ต้องประสานงานกับทุกแผนกไม่ได้หรอก”
ดวงหน้าขาวจัดมีสีชมพูระเรื่อแต้มประปรายเงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนา ที่นั่งไขว่ห้างอยู่ข้างๆ
“เจ้าหน้าที่ประสานงานการก่อสร้างเหรอครับพี่เอก” ถามออกไปด้วยสีหน้าหมายมาด นัยน์ตาดำคมทอประกายวับวาว
“ใช่น่ะสิ ชื่อก็แปลตรงความหมายอยู่แล้ว”
“แสดงว่าต้องทำงานร่วมกับผมเอ้อ...หมายถึงกับทุกแผนกใช่ไหมครับ” พยายามบังคับน้ำเสียงที่ถามให้ราบเรียบเป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ใช่” ธนบดีพยักหน้า “โดยเฉพาะกับวิศวกรอย่างเอ็ง”
คนรับฟังปิดบังซ่อนเร้นอาการยินดีปรีดาไว้ภายในใจอย่างสุดฤทธิ์ ภายใต้สีหน้าเรียบสนิทไม่ยินดียินร้าย ทว่าก็ยังหลุดอาการพูดอึกอักออกไปจนได้
“หรือ…ครับ”
“น้ำเสียงเอ็งฟังแล้วดูแปลกๆ นะซัน” คนช่างสังเกตอย่างธนบดีมีหรือจะจับไม่ได้
“อ้าว...พี่เอก หาเรื่องผมซะแล้ว” นภเกตน์แกล้งพูดโวยวายกลบเกลื่อนอาการ “เมื่อกี้ก็ว่าผมพูดจากวนประสาท ตอนนี้ก็ว่าน้ำเสียงผมแปลกๆ อีก”
คราวนี้คนคอยจับสังเกตหัวเราะออกมาเบาๆ
“ก็เอ็งพูดอึกๆ อักๆ มันไม่สมกับเป็นเอ็งเลยนี่หว่า”
“แล้วเป็นผมต้องเสียงเป็นยังไงล่ะครับถึงจะเหมาะ”
คำถามของรุ่นน้องหนุ่มทำเอาคนเป็นรุ่นพี่และพ่วงด้วยตำแหน่งเจ้านายตวัดสายตามองหน้าคนถาม ก่อนจะหัวเราะเสียงดัง
