บทที่ 7 ทั้งรักทั้งเกลียด

ในห้องพักแพทย์

นนท์เดินเข้ามาตบไหล่อคิระที่กำลังนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด แม้ไม่รู้ว่าเพื่อนทำหน้าเครียดเพราะอะไร แต่ก็เดาว่าน่าจะเกี่ยวกับคุณพยาบาลร่างเล็ก ที่ชื่อว่า รินลดา อย่างแน่นอน

"มึงทำเกินไปหรือเปล่าวะ”

“ทำอะไร”

“ก็ที่มึงดุน้องพยาบาลน่ะ น้องเขาเป็นพยาบาลใหม่นะโว้ย! ทำงานผิดพลาดบ้างก็แค่สอนและให้ทำตาม ยังไงก็มีพยาบาลพี่เลี้ยงคอยประกบไม่ใช่เหรอวะ”

“เรื่องชีวิตคนไข้ผิดพลาดได้เหรอ”

“อาร์ต มึงรู้ว่ากูหมายความว่าอะไร แล้วเรื่องวันนี้มึงผิดนะ”

“กูผิดอะไร”

“ก็ถ้ามึงไม่แน่ใจในตัวน้องเขา มึงให้น้องมาส่งเครื่องมือทำไม ทำไมมึงไม่ให้เป็นแค่ผู้ช่วยล่ะ มึงเลือกน้องเขาแล้ว แต่มึงเอาแต่ดุ ไม่สอนเขา”

“ก็กู... กูยอมรับว่ากูคิดน้อยไป ที่ให้รินลดาส่งเครื่องมือ แต่กูก็ให้ป่านประกบแล้วไง” ป่านก็คือพยาบาลรุ่นพี่ที่คอยประกบรินลดาตอนหยิบเครื่องมือผ่าตัด

“แล้วมึงจะมาอ้างชีวิตผู้ป่วยอะไรล่ะ”

“กูแค่อยากให้น้องเขาแสดงศักยภาพของตัวเอง คนที่คิดว่าน้องใช้เส้นเข้ามา จะได้เห็นว่าน้องทำได้ และกูก็บอกป่านแล้วให้ประกบทุกฝีก้าว อย่าให้รินลดาทำผิดเด็ดขาด”

“แต่มึงห้ามปากตัวเองไม่ได้ใช่ไหม”

อคิระถอนใจ ก่อนจะพยักหน้า

“ก็เออ! กูยอมรับว่ากูพูดแรงไป”

“ไม่แรงไปหรอก โคตรแรงเลย แล้วมึงยังให้น้องเขายืนเอ๋อจนผ่าตัดเสร็จ”

“เขาก็ต้องเรียนรู้หรือเปล่าวะ ในห้องผ่าตัดไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใด ก็ต้องควบคุมสติตัวเองให้ได้ และมึงก็เห็นนี่ เขาก็ยืนดูทุกขั้นตอนจนเสร็จ”

นนท์มองหน้าเพื่อนดั่งจะหาคำตอบ แต่เมื่ออคิระเฉลยออกมานั่นก็เท่ากับว่าเรื่องราวของรินลดาไม่รอดพ้นสายตาของอคิระเลย แต่แล้วทำไมต้องปากร้ายใส่กันด้วย ทำไมไม่พูดดีๆ หรือว่าสาเหตุมาจากเรื่องเม้าท์ที่กระจายไปทั่วโรงพยาบาล

“มึงไม่โอเคเรื่องที่เขาเม้าท์กันเหรอ”

อคิระไม่ตอบแต่เม้มปากพร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่ กิริยาที่แสดงออกมาคือคำตอบ

“แล้วมึงก็เชื่อเหรอ น้องเขาอาจได้บรรจุเพราะความสามารถของเขาก็ได้”

"กูเห็นกับตา!" อคิระกระแทกแก้วกาแฟลงบนโต๊ะ กรามแกร่งขบกันแน่นจนขึ้นสัน

“เข้าไปในห้อง ผอ. เป็นชั่วโมง ออกมาก็ยังมาหวานกันที่หน้าห้อง ส่งจูบ ลูบหัว บ๊ายบาย มึงยังคิดว่าแม่นั่นได้บรรจุเพราะความสามารถอีกไหมล่ะ”

อคิระที่กระแทกเสียงบอกเล่าในสิ่งที่เห็นด้วยตาตัวเอง ทำให้นนท์ได้แต่นิ่งฟัง ทั้งที่อยากถามเพื่อนว่าแล้วทำอย่างไรถึงไปเห็นได้ แต่จากสีหน้าและแววตาของอคิระในตอนนี้ เขาว่าไม่ถามจะดีกว่า เพราะได้คำตอบชัดเจนแล้วว่า ทำไมอคิระถึงได้ดูจงเกลียดจงชังรินลดามากมายนัก เพราะบทเพลง ‘ทั้งรักทั้งเกลียด’ ที่ไม่รู้ว่าใครเปิดดังคลอมา นั่นยิ่งทำให้อคิระแทบจะปาถ้วยกาแฟลงพื้น

รินลดานั่งจ้องตัวเลขในหน้าจอคอมพิวเตอร์จนตาพร่ามัว หยาดน้ำตาที่เหือดแห้งไปแล้วทิ้งรอยคราบจางๆ ไว้บนแก้มเนียน หล่อนไม่ได้นอนทั้งคืน เพราะจากที่คิดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 21:30 น. เพื่อทำรายงานเวชภัณฑ์ให้เสร็จ แต่กลับไม่เป็นไปตามคิด เพราะกลายเป็นว่ารายการเบิกจ่ายต่างๆ ซับซ้อนมาก และเอกสารบางส่วนที่ควรมีแต่กลับไม่มี ทำให้ต้องรื้อค้นเอกสารประกอบให้วุ่น

ในส่วนที่หาเอกสารไม่เจอทั้งที่หล่อนแทบพลิกตู้เอกสารตามหา แต่สุดท้ายก็หาไม่เจออยู่ดี หล่อนก็หมายเหตุไว้ว่าไม่มีเอกสารประกอบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่มาดูรายงานละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าตรงนี้ไม่มีเอกสารอ้างอิง จนเกือบเช้ากว่าจะจัดทำรายงานเสร็จ

7:00 น. รินลดาเดินโซซัดโซเซเหมือนร่างไร้วิญญาณ เพื่อนำแฟ้มรายงานไปวางไว้บนโต๊ะทำงานของอคิระ เมื่อเปิดประตูห้องเข้าไป ก็ชะงักเล็กน้อย เพราะอคิระนั่งจิบกาแฟด้วยใบหน้าเรียบเฉย ไม่ปรายตามองหล่อนสักนิด ทำราวกับไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับการสั่งงานที่ไม่ใช่หน้าที่รับผิดชอบของหล่อนโดยตรง

"รายงานเวชภัณฑ์ย้อนหลังหกเดือนค่ะ"

น้ำเสียงแหบพร่าของรินลดาดังขึ้น ขณะค่อยๆ วางแฟ้มลงบนโต๊ะตรงหน้า รู้สึกได้ว่าแฟ้มเอกสารที่ถือมาแบบสบายๆ ขณะนี้กลับหนักอึ้ง นั่นเพราะเหนื่อยล้าร่างกายแบบสุดๆ และก็เหนื่อยล้าจิตใจไม่แพ้กัน ที่ต้องร่วมงานกับคนที่รังเกียจหล่อน แต่ก็ต้องทนอีกนิด ออกจากห้องนี้ได้เมื่อไร หล่อนจะแวบไปงีบที่ใต้โต๊ะทำงานสักครู่

ทว่าคนที่หยิบแฟ้มเปิดดูพลิกไปพลิกมาแต่ละหน้า พร้อมสีหน้าแววตาไม่พอใจเด่นชัด ก็เหมือนว่าหนทางออกจากห้องนี้จะช้าไปอีก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป