บทที่ 1 เจ้าหญิงแห่งโกสินทร์นคร

แสงชวาลาภายในห้องบรรทมวูบไหวตามสายลม ทอดให้เกิดเงาสีดำพาดผ่าน คล้ายเงาของปีศาจร้ายที่นำพาความมืดมนมาสู่พระทัย สายพระเนตรของผู้เป็นเจ้าห้องยังคงจับนิ่งอยู่กับแจกันเคลือบสีนวลทรงโบราณ ที่บรรจุดอกไม้สีขาว กลีบอ่อนบางไหวพลิ้วตามแรงลม ทั้งที่ในขณะนี้หทัยดวงน้อยหาได้จับจ้องอยู่กับความอ่อนไหวและความงดงามของเหล่าดอกไม้นั้นไม่ 

ข่าวคราวจากต่างเมืองที่ทรงได้รับรู้ด้วยความบังเอิญในวันนี้ ในขณะที่เข้าไปจัดเก็บฎีกาในห้องทรงงานของพระบิดาตามหน้าที่ปกติ กลับเป็นสิ่งที่รบกวนวนเวียนอยู่ในพระทัย และสร้างความวิตกเป็นอย่างมาก

หิรัญบุรีได้ส่งสาสน์มาขอบรรณาการ ทั้งที่ไม่เคยได้เกี่ยวข้องกันมาก่อน

หิรัญบุรีเป็นเมืองใหญ่ทางเหนือ ที่อุดมไปด้วยแร่เหล็กและทองคำ มั่งคั่งทางทรัพย์สิน มั่นคงทางกำลังทหารผู้ปกครองคนเก่าไม่เคยเห็นโกสินทร์นครอยู่ในสายตาเพราะเป็นเมืองเล็ก ไร้ซึ่งพิษสง ไม่มีทั้งกำลังทางทหารหรือทรัพยากรมีค่าใดให้แย่งชิง โกสินทร์นครจึงอยู่เย็นเป็นสุขเรื่อยมา

แต่บัดนี้ หิรัญบุรีเปลี่ยนผู้นำ ซึ่งร่ำลือกันว่ากระหายในสงคราม ดุร้ายทารุณ 

ครานี้ก็เช่นกัน กลับจะมาเบียดเบียนเมืองเล็ก ด้วยการขอเครื่องบรรณาการ

หากเป็นพวกแก้วแหวนเงินทองที่พอจะหาได้ไม่ยากนัก หรือผลผลิตทางการเกษตรที่มีมากมายในเมืองโกสินทร์นคร ก็พอจะจัดส่งให้ได้โดยไม่ลำบากใจนัก แต่สิ่งที่ขอมากลับเป็นองค์รัชทายาท

ซึ่งหากการขอเช่นนี้จะแปลเจตนาเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากจะให้เป็นตัวประกันป้องกันไม่ให้โกสินทร์นครแข็งข้อต่อหิรัญบุรี

โกสินทร์นครเป็นเมืองเล็ก ประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา ทำไร่ มีผลผลิตทางเกษตรเป็นสินค้าหลัก จึงไม่ร่ำรวยมากนัก อีกทั้งมีความสุขสงบมานาน การฝึกปรือทหารจึงน้อยลง มีทหารไว้เพียงเพื่อดูแลความเรียบร้อยของบ้านเมืองเท่านั้น หากให้ไปสู้รบ คงต้านทานศึกได้ไม่นาน และต้องสูญเสียกำลังพลโดยเปล่าประโยชน์

ในฐานะเจ้าหญิงแห่งโกสินทร์นคร เมื่อทราบข่าวนี้นั้น มิอาจนิ่งเฉยได้ แม้ว่ารัชทายาทจะมิใช่พระองค์ หากแต่เป็นเจ้าชายธราบดินทร์พระอนุชาต่างพระมารดา ผู้มีพระชันษาเพียงสิบห้าชันษาเท่านั้น ยังทรงพระเยาว์เกินไปที่จะต้องตกเป็นเครื่องบรรณาการแก่ผู้ใด

หากโกสินทร์นครขาดรัชทายาทแล้ว ความมั่นคงของบ้านเมืองจะตั้งอยู่ ณ ที่ใดการเมืองภายในย่อมระส่ำระสายเป็นแน่ และคงต้องตกเป็นเมืองขึ้นของหิรัญบุรีอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

เสียงไก่ขันเจื้อยแจ้วดังรับรุ่งอรุณ แสงเรืองรองค่อย ๆ ไล้จับขอบฟ้า เจ้าหญิงธุวดาราขยับพระวรกายออกจากโต๊ะทรงพระอักษร ตลอดทั้งคืนมิได้บรรทมแม้แต่นาทีเดียว

ความคิดมากมายยังคงวนเวียนอยู่ในพระทัยไม่จางหาย จึงทรงปรารถนาความสงบ…เพื่อผ่อนคลายความอึดอัดนั้น และสถานที่เดียวที่ทรงนึกถึงในยามนี้ คือสายน้ำตกใกล้ชายแดน ที่เคยค้นพบเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ ยามตามเสด็จพระราชาไปล่าสัตว์ สถานที่ต้องห้าม ที่ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้

เมื่อทรงดำริได้ดังนั้น จึงเปลี่ยนฉลองพระองค์เป็นชุดทรงม้าสีขาว รวบพระเกศาสีดำสนิทไว้กึ่งกลางพระเศียร ถอดเครื่องประดับที่บ่งบอกถึงฐานะออกทั้งหมด เหลือเพียงพระธรรมรงค์องค์น้อย สลักตราประจำพระราชวงศ์ ของขวัญจากพระบิดา ในวันพระสูติครบสิบแปดชันษา เพื่ออำพรางพระองค์ ให้เป็นเพียงหญิงชาวบ้านธรรมดา

วรองค์โปร่งบาง เสด็จพระราชดำเนินอย่างรวดเร็วไปยังคอกม้าหลวง อำพรางเพื่อไม่ให้มีผู้ใดได้พบเห็น มิเช่นนั้นคนในใต้พระบัญชาอาจจะเดือดร้อนได้ 

เมื่อทรงเลือกม้าคู่พระทัยได้แล้ว วรกายบางตวัดขึ้นหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว แล้วทรงม้าห้อออกไปยังจุดหมายปลายทางทันที

เสียงสายน้ำตกไหลปะทะโขดหินไม่ขาดสาย น้ำใสจนมองเห็นหมู่ปลาน้อยแหวกว่ายไปมา ใบไม้สีเหลืองปลิดจากขั้วทิ้งตัวลงสู่สายธาร ล่องลอยไปตามกระแสน้ำเอื่อย แต่ถึงกระนั้น พระทัยของเจ้าหญิงก็ยังมิอาจผ่อนคลายได้ดังที่ทรงต้องการ เพียงแต่สงบลงเล็กน้อยเท่านั้น

สองพระบาทขาวผ่องกวัดแกว่งอยู่ในน้ำเย็น ความเย็นยะเยือกค่อยๆ ซึมผ่านลึกลงสู่พระหฤทัย เนิ่นนานเพียงใดแล้วที่มิได้เสด็จมาเยือนสถานที่แห่งนี้ คงตั้งแต่พระราชภารกิจถาโถมเข้ามาไม่เว้นวันหลังจากรับโรงทานหลวงจากพระราชินีองค์ปัจจุบันมาดูแล

แม้โรงทานหลวงจะมิใช่พระราชภารกิจอันยิ่งใหญ่ และอาจดูต่ำต้อยมิคู่ควรกับฐานะพระธิดาองค์โตอย่างพระองค์ด้วยซ้ำ หากทรงยินดีจะกระทำ เพราะนั่นคือพระปณิธานของพระมารดาผู้ล่วงลับ ที่ทรงดำริอยากช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ให้กลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง

“อย่าเพิ่งขยับ”

เสียงบุรุษดังขึ้นจากด้านพระปฤษฎางค์ 

ด้วยความตกพระทัย แทนที่จะประทับนิ่งตามคำเตือน กลับเยื้องพระวรกายไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว

ในวินาทีนั้นเอง เมื่อหันกลับไปทอดพระเนตร ก็พบงูจงอางตัวใหญ่กำลังแผ่พังพานอยู่เบื้องหลังพร้อมพุ่งจู่โจมเข้าใส่พระองค์

ท่ามกลางนาทีวิกฤต มือหนาของผู้ที่เอ่ยเตือนคว้าเอาหัวของพญามัจจุราชเหวี่ยงไปอีกทางเพื่อให้พ้นทาง ก่อนจะคว้าอาวุธคู่กายตวัดปาไปปักยังหัวงูตรึงแน่ไว้กับพื้นปฐพี แม้ในขณะจับงูจะใช้ความระมัดระวังเพียงใด แต่ก็มิวายพลาดถูกเขี้ยวงูบาดจนเลือดซึม

เจ้าหญิงแห่งโกสินทร์นครทอดพระเนตรภาพตรงหน้าอย่างตื่นตระหนก

“ท่านเป็นเช่นใดบ้าง” ทรงตรัสถามด้วยความห่วงใย เพราะทรงทราบดีว่า พิษของมันเพียงหยดเดียวก็อาจปลิดชีวิตผู้คนได้

“ข้าไม่เป็นไร” ชายหนุ่มผู้นั้นตอบพร้อมเดินไปหยิบกริชที่ใช้ปลิดชีพงูพิษมากรีดเนื้อบริเวณหลังมือ แล้วดูดพิษบางส่วนออกมา 

“แต่ท่านโดนงูกัด” น้ำพระเสียงยังแสดงถึงความตื่นตระหนก

“ข้าบอกแล้วว่าไม่เป็นไร”

น้ำเสียงของชายแปลกหน้าดุดัน จนน่าเกรงขาม ทำให้วรกายบางชะงักงันไปชั่วขณะหนึ่ง

ทว่าบุรุษผู้นี้คือผู้ช่วยชีวิตพระองค์ไว้ และด้วยความรู้ที่ทรงร่ำเรียนมา หากมิได้รับการรักษา เขาอาจไม่อาจมีชีวิตรอด

“แต่พิษนี้ร้ายกาจนัก หากท่านมิได้รับการรักษา เกรงว่า…” ความหวาดหวั่นทำให้มิอาจตรัสถ้อยคำที่ค้างอยู่ในพระทัยออกมาได้

“ข้าไม่เป็นไร เจ้าจงไปเสีย” น้ำเสียงหนักแน่นนั้นดังขึ้นอีกครั้ง เพราะรู้ว่าหากมีอันตรายใดๆ เกิดขึ้น แม้แต่ตนเองก็ไม่สามารถปกป้องได้ ดังนั้นนางควรไปจากป่านี้ให้เร็วที่สุดเพื่อความปลอดภัย

“แต่…”

“ไป!!! ไปเสียเดี๋ยวนี้”

“เราจะไปเอายามาช่วยท่าน ท่านรอสักครู่ อย่าไปไหน แล้วเราจะรีบกลับมา”

เสียงม้าควบห่างออกไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ จนเงียบหาย

ชายหนุ่มทรุดลงกับพื้น เข่าทั้งสองกระแทกดินอย่างสิ้นเรี่ยวแรง ความปวดแสบแล่นจากบาดแผลขึ้นสู่ทรวงอก แน่นอึดอัด จนมิอาจพยุงกายไว้ได้

ความง่วงงุนค่อย ๆ เข้าครอบงำ ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะเลือนหาย เขาล้วงหยิบวัตถุโลหะที่ห้อยคอขึ้นมา เป่าเป็นทำนองสั้นยาว สัญญาณแห่งการขอความช่วยเหลือ

เพียงชั่วอึดใจ เสียงม้าจำนวนหนึ่งควบตะบึงเข้ามา ตามด้วยเสียงเอะอะโหวกเหวกที่ฟังมิได้ศัพท์ 

ความมืดมิดแผ่คลุม ความหนาวเย็นคืบคลานและทุกสิ่งก็ดับวูบลง พร้อมกับร่างที่ถูกยกขึ้นวางบนอานม้า

บทถัดไป