บทที่ 10 กลางสายชล
ข้างฝ่ายองค์วิษณุวรกานต์ค่ำคืนนี้พระองค์ก็บรรทมไม่หลับเช่นกัน อันเนื่องมาจากแผลที่พระหัตถ์เริ่มส่งอาการปวดแสบปวดร้อน และยิ่งนานวันก็ยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น จนสุดท้ายต้องทรงลุกจากที่บรรทมและเสด็จออกมานอกที่ประทับ
“เหตุการณ์ปกติหรือไม่... โฆษิต” ทรงตรัสถามองครักษ์ที่กำลังเฝ้ายามอยู่ในขณะนั้น
“ปกติพระเจ้าค่ะ มีเรื่องอันใดหรือพระเจ้าค่ะ ถึงได้เสด็จออกมาในยามนี้”
“เรานอนไม่หลับ ว่าจะไปเดินเล่นสักหน่อย”
“แต่มันอันตรายนะพระเจ้าค่ะ” องครักษ์พยายามทักท้วง เพราะเกรงถึงอันตรายที่อาจแอบแฝงมาในยามวิกาลเช่นนี้
“เราไปไม่ไกลหรอก อีกอย่าง...เจ้าจงอย่าลืมว่าเราเป็นใคร เราดูแลตัวเองได้”
ด้วยเพราะมิอาจลืมได้ว่าทรงเป็นผู้ใด ทำให้องครักษ์ยิ่งอดห่วงไม่ได้ หากทรงเป็นอะไรไป ประชากรของหิรัญบุรีจะทำเยี่ยงใด ยิ่งเวลานี้แคว้นสัมภีร์เริ่มจะแข็งข้อ และซ่องสุมผู้คนราวกับต้องการก่อการใหญ่ จึงเป็นเหตุให้ต้องสร้างนโยบายเชื่อมสัมพันธ์กับโกสินทร์นครขึ้นมา
แต่กระนั้นความตั้งใจก็ยังเกิดความผิดพลาด เมื่อเจ้าชายธราบดินทร์ช่างขี้ขลาดนัก ถึงกับหลบลี้หนีหายเพื่อเอาตัวรอดไปเสียก่อน ทว่านับว่าโชคยังคงเข้าข้าง เมื่อได้พบเจ้าชายธราบดินทร์โดยบังเอิญและจับมาเป็นเชลยได้ทันก่อนที่สงครามจะก่อเกิด
องค์วิษณุวรกานต์ทอดพระบาทไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมายปลายทาง แสงจันทร์นวลสาดส่องผ่านกิ่งก้านพฤกษาที่บางเบา เผยให้เห็นท้องฟ้ากระจ่าง หมู่ดวงดาวส่องแสงระยิบระยับเคียงคู่รัศมีแห่งจันทรา ทำให้ดำริถึงพักตร์หนึ่งที่งามซึ้งกว่าหญิงใดทั้งปวง ดวงเนตรนั้นสุกสกาววาววามดั่งหมู่ดวงดาราในท้องนภายามนี้
“เจ้าจะเป็นเช่นไรบ้างในเวลานี้...” ทรงรำพันราวกับจะฝากให้สายลมช่วยตามหา
ด้วยพระสุบินอันแปลกประหลาดทำให้พระทัยร้อนรุ่มดุจถูกเพลิงสุม ด้วยเกรงว่านางผู้สถิตอยู่ในฤทัยจะมีภยันตรายมาเยือน
หากเมื่อเสด็จกลับไปยังสถานที่เกิดเหตุ เหตุการณ์ที่เกือบจะพรากดวงพระวิญญาณหากพระสหายคนสนิทช่วยไว้ไม่ทันการณ์พระองค์กลับไม่พบพานสิ่งใด นอกจากความว่างเปล่าและซากมัจจุราชร้ายที่กำลังเน่าเปื่อย
เมื่อทรงสอบถามความเป็นมาของนางผู้ลึกลับ ก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่านางเป็นใครและมาจากที่ใด หรือนางจะเป็นนางไม้ที่มีมนต์ร่ายให้พระองค์หลงใหลจนยากที่จะลืมเลือนไปจากพระราชหฤทัย
เมื่อเสด็จมาจนกระทั่งถึงธารน้ำตก ทรงหยุดประทับ ณ โขดหินใหญ่ ทอดพระเนตรสายน้ำที่ไหลเอื่อย
แท้จริงแล้วทรงชอบบรรยากาศอันสงบเช่นนี้ การรบราฆ่าฟันเพื่อแย่งแผ่นดินนั้นไม่ใช่สิ่งที่ทรงโปรดเลยสักนิด แต่สถานการณ์ในขณะนี้ หากพระองค์ทรงนิ่งเฉย ไม่ดำเนินการใดๆ สัมภีร์ก็จะมีอำนาจมากขึ้นจากการร่วมทำสัญญาทางการค้าและทางทหารกับโกสินทร์นคร
แน่นอนว่าต่อไปอธิราชราชาต้องใช้การอภิเษกกับธิดาขององค์ทิฆัมพรองค์ใดองค์หนึ่ง เพื่อยึดเป็นฐานที่มั่นและรุกรานหิรัญบุรี เพราะความละโมบโลภมากที่ต้องการครอบครองสายแร่ทองคำและสินแร่เหล็กอันอุดมสมบูรณ์ของหิรัญบุรีไปเป็นของตน
แม้หิรัญบุรีจะเป็นเมืองใหญ่ แต่การเกิดสงครามย่อมมีผลเสียมากกว่าผลดี ดังนั้นการป้องกันไม่ให้สัมภีร์มีอำนาจน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
การนำองค์รัชทายาทมาเป็นตัวประกันในครั้งนี้ ส่งผลให้การเจรจาสัญญาระหว่างโกสินทร์นครและสัมภีร์ต้องยุติลงทันที อันเนื่องมาจากทางโกสินทร์นครเกรงว่าจะเกิดอันตรายต่อองค์รัชทายาท
แม้แผนการนี้จะดูโหดร้ายและน่าชิงชังเพียงใด แต่ในยามที่บ้านเมืองมีภัยเช่นนี้ กลับไม่มีทางเลือกใดที่ดีไปกว่า พระองค์จึงทรงจำเป็นต้องยอมเป็นผู้พรากลูกนกออกจากอกบิดามารดา เพื่อรักษาแผ่นดินของและประชาชนของพระองค์ให้ปลอดภัย
เมื่อคิดถึงองค์รัชทายาทแห่งโกสินทร์นครก็ยังทรงพิโรธไม่หาย เจ้าเด็กอวดดี จองหอง และอกตัญญูนัก! ทั้งที่พระองค์ทรงช่วยชีวิตเอาไว้แท้ๆ กลับไม่มีถ้อยคำหรือกิริยาใดที่บ่งบอกถึงความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ หนำซ้ำยังแสดงกิริยาก้าวร้าวอวดดี
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องสั่งสอนให้เข็ดหลาบและกลัวเกรงในพระราชอำนาจ เผื่อว่าในวันข้างหน้าจะไม่มากำแหงเป็นภัยต่อพระราชบัลลังก์และหิรัญบุรีของพระองค์
กษัตริย์หนุ่มทอดถอนปัสสาสะ [1]ยาวเหยียดเพื่อระงับความขุ่นมัวในพระทัย ทรงพยายามเบนความสนใจออกจากเรื่องการเมืองอันแสนวุ่นวายหวังจะหาความสงบจากธรรมชาติตรงหน้า
ทว่า... เพียงแค่เงาเลือนรางปรากฏขึ้นตรงหางพระเนตร กระแสความเกรี้ยวกราดเมื่อครู่ก็มลายหายไปสิ้น เปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึงที่ทำให้นิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงหทัยแห่งมหาราชาพองโตราวกับจะระเบิดออกจากพระอุระ[2]!
ทรงลืมเลือนสิ้นซึ่งความโกรธา ยามเมื่อได้ทอดพระเนตรดวงพักตร์งดงามที่ตราตรึงอยู่ในห้วงฤทัยบัดนี้กำลังลอยคออยู่กลางสายน้ำใส ร่างบางอรชรอ้อนแอ้นแหวกว่ายอยู่ในสายนที ผิวขาวนวลดั่งหินอ่อนเนื้อดีหยอกล้ออยู่กับแสงจันทร์
นี่เป็นนิมิตหรือความจริงกันแน่!
องค์วิษณุวรกานต์สาวพระบาทอย่างช้าๆ ลัดเลาะไปตามแนวโขดหินเพื่อทอดพระเนตรภาพตรงหน้าให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
หากเป็นเพียงนิมิต เหตุใดทุกอย่างจึงแจ่มชัดนัก ทั้งภาพที่ปรากฏและเสียงสายน้ำที่แว่วมา หรือหากเป็นความจริง เหตุใดนางจึงมาอยู่ที่นี่ ในสถานที่ที่ไร้ผู้คนและในยามวิกาลเช่นนี้ได้
ทว่าในขณะที่กำลังทรงทอดพระเนตรร่างอรชรด้วยความลุ่มหลงนั้น พระบาทกลับสะดุดเข้ากับกิ่งไม้แห้งจนเกิดเสียงดังขึ้น ส่วนพระองค์นั้นก็ทรงเสียหลักจนต้องรีบใช้ข้อพระกร[3]ค้ำโขดหินไว้มั่นเพื่อทรงตัว สายพระเนตรที่เคยจับจ้องจึงคลาดจากร่างสะโอดสะองที่ทรงทอดพระเนตรอยู่
เมื่อทรงกลับมาประทับยืนได้อย่างมั่นคงและหันทอดพระเนตรยังจุดเดิม...
ทุกอย่างกลับคืนสู่ความเงียบสงบ มีเพียงสายน้ำที่ไหลเอื่อยและเงาจันทร์ที่ทอดลงบนผิวน้ำ ส่วนร่างงดงามที่เคยแหวกว่ายอยู่กลางสายน้ำนั้นกลับเลือนหายไปราวกับธาตุอากาศ
เสียงผิดปกติที่ดังขึ้นทำให้พระอารมณ์รื่นเริงของเจ้าหญิงธุวดาราหยุดชะงักลง สัญชาตญาณแห่งการระวังภัยก่อเกิดขึ้นในทันที จึงมิรอช้าที่จะเคลื่อนพระวรกายออกจากสายนที มุ่งตรงกลับไปยังซอกหินที่ทรงเก็บฉลองพระองค์เอาไว้ โดยที่สายพระเนตรยังคงสอดส่องไปยังบริเวณต้นเสียงเพื่อระวังอันตรายจากผู้บุกรุก
ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายพระเนตรกลับนำมาซึ่งความตกพระทัยยิ่งนัก
กษัตริย์แห่งหิรัญบุรี! เหตุใดพระองค์จึงมาปรากฏตัวที่นี่ในยามนี้ได้
วรองค์บางถอยลึกเข้าไปในซอกหินเพื่อกำบังตน ทรงกลั้นพระอัสสาสะ[4]เอาไว้ด้วยเกรงว่าความเคลื่อนไหวอันน้อยนิดจะนำพาองค์วิษณุวรกานต์มาสู่ที่ซ่อน และดูเหมือนในครั้งนี้จะทรงรอดพ้นได้อย่างหวุดหวิด เมื่อสายพระเนตรคมปลาบคู่นั้นทอดไปทางอื่น
ดวงหทัยที่เต้นระรัวคล้ายถูกคลายออกจากหัตถ์ที่มองไม่เห็น พระเพลาทั้งสองข้างสั่นสะท้านจนแทบไม่อาจหยัดยืน ทรงนึกในพระทัยว่านับเป็นโชคดีนักที่หลบได้ทันท่วงที มิเช่นนั้นตนเองคงกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดสงครามใหญ่ นำพาภัยพิบัติและไพรีมาสู่บ้านเมืองเป็นแน่
เมื่อทอดพระเนตรเห็นว่าสถานการณ์ปลอดภัยแล้ว จึงเสด็จออกจากที่หลบซ่อนเพื่อกลับไปยังที่ประทับเช่นกัน ด้วยยิ่งดึกอากาศภายนอกก็ยิ่งทวีความหนาวเหน็บ อีกทั้งหากองค์วิษณุวรกานต์กลับไปแล้วไม่เห็นพระองค์อยู่ในที่พัก ก็อาจจะก่อให้เกิดเรื่องใหญ่โตตามมาได้
[1] ถอนหายใจ
[2] อก
[3] ข้อมือ
[4] กลั้นใจ
