บทที่ 2 เจ้าเหนือหัวแห่งหิรัญบุรี

ความโกลาหลเกิดขึ้นในกระโจมที่พัก เมื่อร่างสูงกำยำถูกแบกมาวางลงบนเตียงไม้อย่างรวดเร็ว เสียงเรียกองครักษ์ผู้ทำหน้าที่เป็นหมอหลวงประจำพระองค์ดังก้องไปทั่ว จนผู้ที่ถูกเรียกตกใจ รีบเร่งเข้ามาแทบไม่ทัน ระหว่างทางถึงกับวิ่งชนกับองครักษ์คนอื่น ๆ ที่ต่างรุมล้อมเจ้านายของตนด้วยความห่วงใย

บัดนี้พระพักตร์ของเจ้าชีวิตแห่งหิรัญบุรีขาวเผือดดั่งไร้สีพระโลหิต[1] ตัดกับไรพระมัสสุ[2]เขียวครึ้ม บรรทมนิ่งไม่ไหวติงราวคนตาย มีเพียงพระทรวงที่เคลื่อนขึ้นลงเป็นจังหวะเท่านั้น ที่บ่งบอกว่ายังมีพระชนม์ชีพ

หมอประจำวังหลวง ผู้เป็นทั้งพระสหายและองครักษ์คู่พระวรกายใจหายวาบ ไม่มีครั้งใดที่เคยเห็นคนเจ็บมีอาการหนักถึงเพียงนี้ ตั้งแต่เล็กแต่น้อย เพื่อนผู้นี้แข็งแกร่งมาโดยตลอด แม้ยามป่วยเป็นไข้ ก็ยังสามารถออกมาเล่นซนด้วยกันได้ทุกครั้ง จนถูกพระพี่เลี้ยงดุว่ากล่าวอยู่เป็นประจำ

“เกิดอะไรขึ้น ราเมธ”

วิรุณ ชายหนุ่มผิวขาว นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน ลักษณะสำอางคล้ายสตรี ทว่าร่างกายบึกบึนกำยำเป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่าเป็นชายแท้ อีกทั้งยังมีฝีมือในการสู้รบไม่แพ้ผู้ใด เขาเป็นเพียงคนเดียวในเหล่าองครักษ์ที่ร่ำเรียนวิชาการแพทย์ เพื่อทำหน้าที่เป็นหมอประจำพระองค์ สืบทอดตำแหน่งจากบรรพบุรุษซึ่งดำรงมาแต่ครั้งรุ่นทวด บัดนี้ชายหนุ่มคือผู้สืบทอดรุ่นที่เก้า เอ่ยถามด้วยความทุกข์ร้อน

“คงเป็นงูจงอาง ข้าเห็นซากมันอยู่ข้าง ๆ หัวถูกปักด้วยกริชพระจำพระองค์”

ผู้ตอบคือราเมธ ชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับคนเจ็บ บุตรชายเสนาบดีคลังแห่งหิรัญนคร ผู้ไม่ชอบเรื่องการเงินและการเมืองมาตั้งแต่เด็ก ด้วยนิสัยซุกซน เมื่อเติบโตจึงเลือกเรียนวิชาการทหาร และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับองค์รัชทายาทแห่งหิรัญบุรีเป็นพิเศษ

ครั้นกษัตริย์องค์ก่อนสวรรคต พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ ราเมธจึงกลายเป็นทั้งพระสหายและองครักษ์คนสนิทโดยปริยาย

“ข้าขอตรวจดูพระอาการก่อน”

หมอประจำวังหลวงก้าวเข้าไปจับชีพจร ใบหน้าเคร่งเครียดค่อยคลายลง เมื่อสัมผัสได้ถึงชีพจรที่ยังเต้นแรง แม้จะเร็วกว่าปกติอยู่บ้างก็ตาม

“เป็นอย่างไรบ้าง วิรุณ”

“ตอนนี้ยังทรงปลอดภัยแต่เราต้องรีบกลับเข้าเมือง เพราะยาที่ข้าให้อาจมีฤทธิ์ไม่เพียงพอ ยังดีที่โดนเพียงเฉี่ยวและทรงดูดพิษออกไปได้บ้างแล้ว อาการจึงไม่หนักมาก แต่คงต้องรักษาพระองค์อีกระยะหนึ่ง”

กล่าวจบชายหนุ่มรีบจัดเตรียมยาสีเขียวข้น นำมาโปะลงบนแผลอย่างระมัดระวัง ก่อนประคองพระเศียร[3]ขึ้นเพื่อป้อนยาลูกกลอนเม็ดเล็กเข้าสู่พระโอษฐ์ [4]แล้วจึงวางร่างของวรองค์สูงที่ยังสิ้นพระสติลงดังเดิมแล้วก้าวถอยออกมา

สิ่งที่ได้ยินทำให้หัวหน้าองครักษ์ใจชื้นขึ้นมาไม่น้อย พร้อมจะทำตามคำแนะนำในทันที

“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะล่วงหน้าไปก่อน ไปบอกข่าวให้คนในวังเตรียมการ เจ้าอยู่ทางนี้ ดูแลพระองค์ให้ดี อย่าให้ทรงเป็นอะไร เพราะหากทรงได้รับอันตราย มีหวังข้าคงถูกเสนาบดีคลังกับภรรยาลงมาบั่นศีรษะข้าด้วยตนเองเป็นแน่”

“เจ้าไปเถอะ ข้าจะดูแลพระองค์เป็นอย่างดี อย่าลืมว่าพระองค์ก็คือชีวิตของข้า ข้าไม่มีวันปล่อยให้พระองค์เป็นอะไรไปแน่นอน”

“ได้ แล้วเจอกันที่เมืองหลวง

กล่าวจบร่างสูงล่ำสัน ที่บึกบึนที่สุดในหมู่พวกเขา โหนตัวขึ้นม้า ก่อนควบออกไปอย่างรวดเร็ว เพื่อส่งข่าวให้ราชสำนักเตรียมการดูแลองค์กษัตริย์ที่ได้รับบาดเจ็บจากการประพาสป่า

ทว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เหล่าองครักษ์แม้แต่ราเมธและวิรุณ ผู้เป็นพระสหายที่คบกันมาตั้งแต่จำความได้อดสงสัยถึงการเสด็จมาประพาสป่าแถบนี้อยู่บ่อยครั้งมิได้ เพราะนอกจากจะไม่มีภูมิทัศน์อันงดงามให้ชื่นชมแล้ว ที่นี่ยังเป็นดินแดนของโกสินทร์นคร เมืองที่กำลังเกี่ยวพันกับสัมภีร์ อริของหิรัญบุรี หากมีผู้ใดล่วงรู้ฐานะที่แท้จริงของผู้บุกรุก ย่อมเป็นอันตรายไม่น้อย

ยิ่งไปกว่านั้น ทุกครั้งที่เสด็จมาพระองค์มักเสด็จออกจากที่ประทับตามลำพัง โดยไม่ตรัสว่าจะเสด็จไปแห่งหนใด และทรงห้ามมิให้ผู้ใดติดตาม

ในช่วงแรก เหล่าองครักษ์ยังพยายามซุ่มติดตามไปอารักขาอย่างเงียบเชียบ แต่เมื่อพระองค์ทรงรู้ ก็จะหลบเลี่ยงหายไปไร้ร่องรอยทุกครั้ง

สุดท้าย พวกเขาจึงทำได้เพียงกลับมารออยู่ที่กระโจม จนกระทั่งพระองค์เสด็จกลับมาด้วยพระองค์เอง ซึ่งในระยะหลัง ก็ไม่มีผู้ใดกล้าติดตามอีกต่อไป เหลือเพียงการรอคอยอย่างเงียบๆ เท่านั้น

เมื่อกลับมาถึงพระราชวัง เจ้าหญิงธุวดาราทรงรีบลงจากหลังม้าเพื่อหาผู้ไปช่วยเหลือบุรุษผู้มีพระคุณ แต่ก่อนจะเสด็จไปที่ใด เสียงเรียกของแม่นมรัมภา ผู้เฝ้าอนุบาลพระองค์มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนเติบใหญ่ก็ดังขึ้น ทำให้สองพระบาทต้องชะงักหยุดลงทันที

“นม นมช่วยเราด้วย” น้ำพระเสียงเจือความวิตกยิ่ง ด้วยทรงเป็นห่วงบุรุษผู้มีพระคุณ

ทว่า ก่อนที่เจ้าหญิงน้อยจะตรัสสิ่งใดต่อไปได้ พระนมที่วิ่งมาด้วยสีหน้าและท่าทางร้อนรนก็เอ่ยวาจาขัดขึ้นเสียก่อน

“เสด็จไปที่ไหนมาเพคะ หม่อมฉันตามหาเสียทั่ว พระราชินีมีรับสั่งให้หาตั้งแต่บ่าย ป่านนี้คงพิโรธมากแน่แล้ว รีบเสด็จไปเข้าเฝ้าเถิดเพคะ”

เสียงของพระนมกระวนกระวายนัก เพราะหากช้ากว่านี้ เจ้าหญิงน้อยอาจได้รับโทษอันรุนแรงจากพระราชินี ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในวัยเยาว์

แท้จริงแล้ว เจ้าหญิงธุวดารามิใช่สายพระโลหิตของพระราชินี หากเป็นเพียงพระธิดาของนางรำในวังหลวง ผู้ซึ่งพระราชาโปรดปรานรักใคร่ยิ่งกว่าผู้ใด แม้กระทั่งพระราชินีเองก็ยังมิได้รับความเมตตาเทียมเท่า

นั่นจึงเป็นต้นเหตุแห่งความคับแค้น และบ่วงแห่งความริษยา ที่ผู้ดำรงตำแหน่งพระแม่แห่งแผ่นดินทรงมีต่อแม่ลูกทั้งสอง

แม้พระมารดาของเจ้าหญิงธุวดาราจะสิ้นชีพวางวายไปนานนับสิบปีแล้ว แต่ไฟแห่งความชิงชังก็มิอาจมอดดับลงได้ เพราะองค์ทิฆัมพรยังทรงอุ้มชูปกป้องพระธิดากำพร้ายิ่งกว่าดวงหทัย

ด้วยความแค้นเคืองชิงชัง ประกอบกับเจ้าหญิงธุวดาราที่นับวันยิ่งงดงามโดดเด่นขึ้นเรื่อย ๆ จนทรงเกรงว่าจะงดงามเกินพระธิดาของพระองค์ คือเจ้าหญิงธัญญารัชนี ผู้ประสูติห่างกันไม่ถึงปี พระราชินีจึงทรงพยายามเก็บตัวเจ้าหญิงไว้แต่ในพระตำหนัก มิทรงประสงค์ให้ผู้ใดรับรู้ถึงการมีอยู่ของพระองค์ จนบางครั้งประชาชนแห่งโกสินทร์นครแทบลืมเลือนว่ายังมีเจ้านายฝ่ายหญิงอีกพระองค์หนึ่ง

“แต่…” เจ้าหญิงธุวดาราทรงพยายามขืนพระวรกาย ด้วยยังทรงเป็นห่วงผู้มีพระคุณที่ถูกทิ้งไว้กลางป่า หากเสด็จไปช่วยช้าเกรงว่าจะไม่ทันการณ์

“เรื่องอื่นไว้ก่อนเพคะ เรื่องนี้สำคัญที่สุด หากพระราชินีกริ้วยิ่งกว่านี้พระองค์จะทรงลำบากนะเพคะ”

ในที่สุดเจ้าหญิงธุวดาราก็จำต้องทรงยอมจำนน เพราะมิใช่กลัวว่าจะทรงลำบากตามที่แม่นมห่วง หากแต่เป็นข้าทาสบริวารในเรือนประยงค์ทั้งหมดที่จะต้องเดือดร้อนจากความเกรี้ยวกราดนั้น ด้วยข้อกล่าวหาว่าปล่อยให้พระองค์เสด็จออกนอกเขตพระราชฐานโดยไม่ได้รับอนุญาต

[1] เลือด

[2] หนวด

[3] ศีรษะ

[4] ปาก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป