บทที่ 3 เครื่องบรรณาการ
ยามเมื่อเสด็จสู่พระตำหนักของพระราชินีแห่งโกสินทร์นคร แสงสีนวลสะท้อนจากหินอ่อนบริสุทธิ์ ทำให้ทรงรู้สึกไหวหวั่นอย่างประหลาด ไม่บ่อยนักที่พระองค์จะถูกเรียกมายังสถานที่ส่วนพระองค์เช่นนี้ และทุกครั้งที่ก้าวเข้าสู่พระตำหนักหลวง ก็ทรงคาดเดาได้ว่าจะมีเรื่องให้ต้องทุกข์พระทัยกลับไป
วรกายบางเยื้องเข้าสู่พระทวาร[1]พระตำหนัก เหล่านางข้าหลวงมิได้มีท่าทีเคารพอย่างเต็มพิธีเช่นยามที่เจ้านายพระองค์อื่นเสด็จ ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกในพระหฤทัย ว่าคนที่นี่มองพระองค์เป็นเพียงเศษธุลีดิน
อัจกลับแก้วเรืองรองส่องให้เห็นผนังพระตำหนัก สลักลวดลายเป็นเหล่าทวยเทพในสระบัว ภาพวาดถูกถ่ายทอดเป็นเรื่องราวอย่างน่าอภิรมย์ ลาดพระบาท[2]ลายวิจิตรเป็นพรมทอมือหนานุ่ม ให้ความอบอุ่นเป็นอย่างดี เครื่องแก้วเจียระไนประดับอยู่บนพระแท่น ส่องแสงแพรวพราวล้อแสงจากเปลวเทียน
ฉากไม้หอมฉลุกรุด้วยทองคำสีเหลืองสุกปลั่ง กางกั้นบังตาจากภายนอก หมู่พระเก้าอี้เข้าชุดทำจากงาช้างสีนวลวางเป็นกลุ่มอยู่ภายใน เครื่องเรือนทุกอย่างล้วนคัดสรรมาจากสิ่งที่ดีที่สุดของโกสินทร์นคร ซึ่งแตกต่างกับเรือนประยงค์อันเป็นที่ประทับของพระองค์อย่างสิ้นเชิง
เรือนประยงค์นั้นเป็นเพียงเรือนไม้เล็กๆ ริมน้ำ รายล้อมด้วยสวนพฤกษานานาพันธุ์ ตั้งอยู่ห่างจากพระราชฐานชั้นในที่พระราชินีประทับพอสมควร หากผู้ใดไม่รู้อาจเข้าใจว่าเป็นเรือนของนางกำนัลชั้นผู้ใหญ่ หาใช่พระตำหนักของเจ้านายฝ่ายในที่มีศักดิ์เป็นถึงพระธิดาองค์โตแห่งองค์ทิฆัมพร พระมหากษัตริย์ผู้มีอำนาจสูงสุดแห่งโกสินทร์นคร
ภายในเรือนประยงค์นั้นมีเครื่องเรือนไม่กี่ชิ้น ทว่าสำหรับเจ้าหญิงธุวดาราแล้ว ทุกสิ่งล้วนมีความหมายอย่างที่สุด ความทรงจำและความผูกพันอันยาวนานรายล้อมอยู่ที่นั่น เป็นสถานที่เดียวที่ทรงรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย ไม่มีผู้ใดกล้าย่างกรายเข้ามารบกวน ด้วยเป็นพระบัญชาของพระบิดา
แสงจากพระอาทิตย์ใกล้ลาลับฟ้า ส่องผ่านพระบัญชร[3] สาดต้องพระพักตร์[4]หนึ่งที่งดงามซึ้งดุจพระจันทร์ฉาย สยบดวงดาราบนท้องฟ้าให้พร่าเลือนพร่างพราย สีพระพักตร์ยังคงสงบนิ่ง เยือกเย็นดั่งสายลมในยามเหมันตฤดู ที่พร้อมจะกรีดเนื้อบางให้เกิดแผลฉกรรจ์ พระโอษฐ์[5]เม้มสนิท คล้ายกำลังระงับโทสะที่กรุ่นอยู่ในพระทัย
เจ้าหญิงธุวดาราถวายบังคมแด่องค์พระราชินีอย่างนอบน้อมเฉกเช่นทุกครั้ง หากสิ่งที่ทรงได้รับกลับมาคือความเย็นชา ความเฉยเมย และความเกลียดชังที่ไม่เคยแปรเปลี่ยน
“พวกเจ้าออกไปให้หมด เราต้องการคุยกับนางตามลำพัง”
พระราชินีตรัสสั่งนางข้าหลวง ก่อนจะยุรยาตรลงมาจากพระที่นั่งดั่งหงส์สง่า ทว่าแววพระเนตรกลับทอแสงดั่งนายพรานที่มาดหมายในตัวกวางน้อย มิมีทางให้หลุดพ้นจากอุ้งพระหัตถ์
“ทรงเรียกหาหม่อมฉัน มีประสงค์สิ่งใดหรือเพคะ”
เจ้าหญิงธุวดาราทรงตรัสถาม พระทัยดวงน้อยพรั่นพรึงดังเช่นทุกครั้งที่ต้องเผชิญหน้ากับพระราชินีแห่งโกสินทร์นคร
“เจ้าคงมีความสุขมากสินะ ที่ลูกชายของเรากำลังจะถูกนำไปเป็นตัวประกัน ถึงได้ไปเที่ยวเล่นนอกวังได้อย่างสบายใจ”
ถ้อยตรัสที่เต็มไปด้วยการประชดประชันนั้นทำให้เจ้าหญิงน้อยร้าวรานไปถึงในพระทัย เพราะพระองค์เองก็ทรงห่วงใยในเรื่องนี้ไม่น้อยไปกว่าใคร
พระหัตถ์ของพระราชินีผู้เป็นแม่แห่งแผ่นดินโกสินทร์นคร เชยพระพักตร์งามขึ้นอย่างไม่ปรานี สายพระเนตรเย็นชากวาดมองลงมายังดวงพักตร์เล็กที่ถอดแบบมาจากหญิงซึ่งทรงชิงชัง ครั้งหนึ่งพระองค์เคยเชื่อว่าเสี้ยนหนามแห่งพระหทัยผู้นั้นได้ดับสูญไปแล้ว ทุกอย่างควรสิ้นสุดลงตั้งแต่นั้น แต่ทว่าในวันนี้เงาของนางกลับตามมาหลอกหลอนไม่รู้จักจบสิ้น
“เจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว ธุวดารา” น้ำพระเสียงเรียบเฉย ตรัสถามโดยมิแสดงอารมณ์ใด
“ยี่สิบเพคะ”
“ยี่สิบ ถ้าเช่นนั้นเจ้าสมควรมีคู่ครองแล้วสินะ”
ดวงเนตรงามเบิกกว้างกับคำตรัสนั้น ถ้อยรับสั่งของพระราชินีทำให้เจ้าหญิงธุวดาราตกพระทัยไม่น้อย เพราะนับแต่ใดมา มิทรงเคยดำริถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย และพระองค์ก็มิได้ปรารถนาอภิเษกสมรสกับผู้ใด ด้วยทรงเห็นพระมารดาต้องทุกข์ทรมานจากความรัก จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
“เราตัดสินใจแล้ว ว่าจะส่งเจ้าไปเป็นบรรณาการให้กับอธิราชราชา หากเราสามารถสานสัมพันธ์กับสัมภีร์ได้สำเร็จ หิรัญบุรีต้องเกรงใจและจะไม่เอาลูกชายของเราไปเป็นตัวประกันอย่างแน่นอน”
“พระองค์…” น้ำพระเสียงเบาหวิวหลุดออกจากพระโอษฐ์ สิ่งที่ได้ยินนั้นไม่ต่างจากคำตัดสินประหารชีวิต
“หรือเจ้าจะมีทางอื่น ที่ลูกชายของเราจะไม่ต้องไปเป็นตัวประกันในเมืองศัตรูนั้น เจ้าก็รู้มิใช่หรือว่า หากโกสินทร์นครสูญเสียรัชทายาทไป สิ่งใดจะเกิดขึ้น หรือแท้จริงแล้วเจ้าอยากเป็นเจ้าหญิงรัชทายาทเสียเอง”
“หม่อมฉันมิเคยคิดเช่นนั้นเลยเพคะ”
“ไม่เคยหรือ… เช่นนั้นก็ดี เจ้าก็จงเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อไปเป็นบรรณาการแด่อธิราชราชาก่อนที่หิรัญบุรีจะมารับเอาตัวองค์รัชทายาทไป”
“ไม่นะเพคะ ได้โปรดเมตตา อย่าทำเช่นนี้เลย”
“เช่นนั้น เจ้าก็หมายจะให้ธัญญารัชนี น้องสาวของเจ้ารับหน้าที่สินะ”
“มิ…มิใช่เพคะ”
“ถึงเจ้าจะต้องการ ก็ไม่มีวันเป็นไปได้” น้ำพระเสียงนั้นเย็นเยียบ ริมพระโอษฐ์ยกขึ้นอย่างดูแคลน ก่อนตรัสต่อ “ในราชสำนักนี้ ไม่มีผู้ใดยอมให้องค์หญิงที่ประสูติแต่พระมเหสีเอก ไปเป็นสนมของตาเฒ่าตัณหากลับนั่นเป็นอันขาด ส่วนเจ้านั้นต่างกัน โกสินทร์นครสามารถขาดเจ้าได้ โดยไม่มีผู้ใดเดือดร้อน นี่คือโอกาสที่เจ้าจะได้เสียสละเพื่อบ้านเมือง เจ้าควรรับมันไว้”
ทุกถ้อยรับสั่งของพระราชินี ดั่งมีดที่กรีดลึกลงในพระหทัยของเจ้าหญิงอย่างเจ็บปวด ไม่เคยสักครั้งที่ทรงปรารถนาตำแหน่งรัชทายาท และไม่เคยคิดเทียบพระเกียรติของเจ้าหญิงธัญญารัชนี พระธิดาแห่งองค์ราชากับพระมเหสีเอกผู้เป็นน้องสาวต่างพระมารดา และในความเป็นจริงเจ้าหญิงธัญญารัชนีมิเคยยอมรับพระองค์เป็นพี่ไม่ มีเพียงการรังแก กลั่นแกล้ง และดูหมิ่นเหยียดหยามอยู่เสมอ ทว่าพระองค์ก็ยังทรงอดทน เพราะไม่อยากให้พระบิดาต้องไม่สบายพระทัย
หากมีสิ่งใดที่ทรงทำได้เพื่อบ้านเมือง พระองค์ก็ยินดีเสมอ แต่เรื่องนี้กลับเป็นสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน การต้องไปเป็นบรรณาการแด่อธิราชราชาแห่งกรุงสัมภีร์นครที่ขึ้นชื่อลือชาว่าหมกมุ่นในกาม รายล้อมด้วยนางสนมนับพันและมีกามวิปริต เพียงนึกถึงก็ยากเกินกว่าจะทำพระทัยยอมรับได้
“เราให้เวลาเจ้าสามวัน หากเจ้ามิอาจหาวิธีที่ดีกว่านี้ได้ เราจะจัดการเรื่องนี้โดยทันที และหวังว่า เจ้าจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ให้ผู้ใดรับรู้ โดยเฉพาะเสด็จพ่อของเจ้า มิฉะนั้นคนใกล้ชิดเจ้าทุกคนจะต้องเดือดร้อน”
น้ำพระเสียงนั้นนิ่งเย็นแต่องค์หญิงธุวดารารู้ดี ว่านี่มิใช่เพียงคำขู่ จึงได้แต่ยืนนิ่งงัน ไม่อาจเอ่ยสิ่งใดออกมา
“วันนี้เราเหนื่อยแล้ว เจ้าจงกลับไปเถิด และเตรียมตัวให้พร้อม หากครบสามวันแล้วยังไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง เจ้าจะต้องออกเดินทางไปสัมภีร์ทันที”
ตรัสจบ พระราชินีทรงหันพระปฤษฎางค์ให้อย่างไร้เยื่อใย ตัดขาดทุกโอกาสของคำวิงวอน และสิ่งเดียวที่เจ้าหญิงธุวดาราจะทรงกระทำได้ คือเสด็จออกจากพระตำหนักหลวงตามคำสั่งทั้งที่พระหทัยแตกร้าวแทบสิ้นกำลัง
“หม่อมฉันทูลลา…” น้ำพระเสียงเศร้าสร้อยหลุดแผ่วจากพระโอษฐ์
ยามก้าวพ้นธรณีประตูพระตำหนัก แสงแดดยามสายสาดต้องพระพักตร์ ทว่ากลับมิอาจให้ความอบอุ่นได้แม้แต่น้อย
สามวัน…ช่างเป็นเวลาที่สั้นเกินกว่าจะเปลี่ยนสิ่งใด
เสียงพระทวารเบื้องหลังปิดลงช้าๆ ราวกับเร่งให้ตัดขาดทุกสิ่งในชีวิตที่ผ่านมา แล้วเดินต่อไปข้างหน้าอย่างไม่อาจหลบเลี่ยง
[1] ประตู
[2] พรม
[3] หน้าต่าง
[4] หน้า
[5] ปาก
