บทที่ 4 นางในฝัน
“ทรงฟื้นแล้ว”
เสียงร้องอย่างยินดีที่ดังขึ้นช่างคุ้นพระกรรณยิ่งนัก ทว่าพระเนตรทั้งสองยังคงหนักอึ้งราวมีหินถ่วงไว้ แต่ในที่สุดแสงสว่างก็ค่อยๆ ปรากฏ
ความงุนงงเข้ามาแทนที่เมื่อทรงตระหนักว่ายามนี้มิได้อยู่ ณ ที่เดิม
พื้นเบื้องล่างสั่นไหว โคลงเคลง คล้ายกำลังล่องเรืออยู่กลางมหาสมุทร
“เราเป็นอะไรไป”
รับสั่งถามพระสหายคนสนิท ด้วยน้ำพระเสียงที่ยังไม่กลับสู่สภาวะปกตินัก
“ทรงถูกงูกัดพระเจ้าค่ะ” วิรุณทูลตอบ
เพียงได้ยินเช่นนั้น เรื่องราวต่างๆ ก็ไหลย้อนกลับเข้าสู่ความทรงจำ ทั้งความจริงและพระสุบินและถึงแม้จะเป็นเพียงพระสุบินแต่กลับชัดเจนยิ่งนัก ทรงสัมผัสได้ถึงความทุกข์สาหัสที่ถาโถมเข้าหาหญิงผู้นั้น หญิงผู้ที่ทรงผูกพันอย่างประหลาด โดยมิอาจทราบเหตุผล
ความรู้สึกนั้นทำให้พระทัยของกษัตริย์หนุ่มร้อนรุ่มขึ้นโดยพลัน
“นางผู้นั้น…นางผู้นั้นกำลังตกอยู่ในอันตราย”
องค์วิษณุวรกานต์ตรัสออกมาอย่างแผ่วเบาแต่ในดวงหทัยกลับเต็มไปด้วยพระอาการวิตกกังวล
“ใครกันหรือพระองค์ พระองค์ทรงตรัสถึงผู้ใดกัน”
วิรุณเอ่ยถามด้วยความสงสัย ตั้งแต่พระองค์ยังมิได้สติ ก็ทรงพร่ำเรียกแต่นางผู้นั้นทั้งที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาในพระทัยขององค์เหนือหัวยังไม่เคยมีสตรีใดเข้าครอบครอง
นางผู้นั้นต้องมีความสำคัญยิ่งนัก แต่นางคือผู้ใด เหตุใดจึงไม่เคยรู้
"เราต้องกลับไปที่เดิม เดี๋ยวนี้!!" รับสั่งขณะที่พยายามพยุงพระวรกายขึ้นเพื่อเสด็จยังอาชาทรง
"ยังประชวรอยู่ รอให้ทรงหายแล้วเราค่อยกลับไปเถอะพระเจ้าค่ะ" วิรุณพยายามรั้งวรองค์นั้นไว้ อันเนื่องจากห่วงในพระพลานามัย ไม่อยากให้ทรงเป็นอะไรไปมากกว่านี้
หากมีหรือ…ที่พระองค์จะทรงรับฟัง
“เจ้ากล้าขัดคำสั่งเราหรือ”
น้ำพระเสียงราบเรียบหากพระเนตรแฝงไว้ซึ่งความเฉียบขาดดื้อรั้น ดังนั้นมีหรือผู้ที่อยู่ด้วยกันมาเกือบสามสิบปีจะไม่รู้ว่าจะทำอย่างอื่นไม่ได้นอกจากตามพระทัยเท่านั้น
วิรุณถอนหายใจ สีหน้าบ่งบอกว่ากำลังหนักใจเหลือกำลัง แต่ในที่สุดก็ต้องยอมอ่อนลง พร้อมหาทางประนีประนอม
“เช่นนั้น ขอให้พระองค์ประทับอยู่ในนี้ห้ามออกไปทรงอาชา แล้วกระหม่อมจะสั่งให้ทหารพาขบวนย้อนกลับไปทางเดิม”
พระพักตร์แข็งกร้าวพยักรับเล็กน้อย ยอมตามข้อเสนอโดยไม่ตรัสสิ่งใดเพิ่มเติม
ทันใดนั้นคาราวานม้าก็หันกลับ มุ่งหน้าไปยังจุดเดิมอีกครั้ง ชายแดนระหว่างสามแคว้น โกสินทร์นครหิรัญบุรีและสัมภีร์
เมื่ออรุณรุ่งมาเยือน พระชลเนตรที่เคยหลั่งรินก็เหือดแห้งไปแล้ว หลงเหลือเพียงพระทัยที่แตกร้าวมิอาจประสานคืนดังเดิม ดวงเนตรแดงก่ำ ชอกช้ำจากการกันแสงอย่างหนัก
ความสับสนและความทุกข์ยังคงวนเวียนยังไม่จางหาย เสียงพระทวารด้านหลังเปิดแผ่วเบา แม้มิได้หันไปทอดพระเนตรก็ทรงรู้ทันทีว่าเป็นพระนม ผู้มาทูลเชิญเสด็จไปถวายภัตตาหารแด่นักบวช ที่สำนักดังเช่นทุกเช้า
ครั้นเห็นเจ้าหญิงเหนือหัวทรุดอยู่ข้างแท่นพระบรรทม พระเนตรแดงช้ำบ่งบอกว่ามิได้บรรทมตลอดทั้งคืน ความห่วงใยก็เอ่อล้นขึ้นในใจของนาง แม้จะทูลถามถึงสิ่งที่พระราชินีตรัส หรือเหตุใดจึงต้องกันแสงถึงเพียงนี้ แต่กลับไม่มีถ้อยคำใดหลุดออกจากพระโอษฐ์ของเจ้าหญิงแม้แต่น้อย ยิ่งทำให้นางเจ็บปวดยิ่งนัก
ตั้งแต่วันที่พระมารดาของเจ้าหญิงสิ้นไป นางก็ทำหน้าที่ดูแล อภิบาล และเฝ้ามองเจ้าหญิงธุวดาราเติบใหญ่ เห็นมาโดยตลอดว่าทรงงดงามทั้งพระสิริโฉมและพระจริยวัตร
“เจ้าหญิง…”
เสียงเรียกนั้นแผ่วเบา ราวสายลมที่พยายามปลอบประโลมพระทัยให้คลายเศร้า
“เราไม่เป็นไรหรอกนม” ทรงตอบปฏิเสธ ทั้งที่สภาพพระวรกายกลับบอกตรงกันข้าม “เช้าแล้วหรือ”
“เพคะ หม่อมฉันมาทูลเชิญเสด็จไปถวายภัตตาหารแด่นักบวช มีนักบวชรูปหนึ่งกำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ชายป่า หากทรงประสงค์หม่อมฉันจะจัดภัตตาหารเพิ่มให้เพคะ”
“ชายป่า…!”
ถ้อยตรัสนั้นหลุดออกมาอย่างฉับพลัน ความทรงจำบางอย่างแล่นวาบเข้าสู่พระทัย จนแม้แต่พระนมยังสะดุ้ง
“มีสิ่งใดอยู่ที่นั่นหรือเพคะ”
“แย่แล้วนม…” น้ำพระเสียงเร่งร้อน “เราต้องไปช่วยชายคนนั้น เขากำลังรอความช่วยเหลือจากเรา”
มิอาจรอช้าได้อีกต่อไป สองพระบาทรีบดำเนินไปยังหอสมุนไพร และด้วยความที่ทรงคุ้นเคย จึงใช้เวลาไม่นานก็ทรงพบในสิ่งที่ทรงต้องการ
หลังจากนั้นก็เสด็จตรงไปยังคอกม้าโดยมิลังเล อาชาทรงถูกควบออกไปในทันที ทุกสิ่งก่อนหน้านั้นเลือนรางไปจากพระทัยในชั่วเวลานั้น
เมื่อเสด็จถึงบริเวณน้ำตกชายป่า สิ่งที่ทอดพระเนตรเห็นกลับเป็นเพียงความว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงาของบุรุษผู้นั้น
ความร้อนพระทัยพลันเพิ่มพูนขึ้นหลายเท่า แต่ก็มิทรงยอมแพ้ยังเสด็จค้นหาต่อไป หวังเพียงจะได้มีโอกาสทดแทนบุญคุณ
ทว่าร่องรอยทุกอย่างกลับเลือนหาย เหลือเพียงซากงูและกริชเล่มหนึ่งที่ตกอยู่บนพื้น โดยไม่ต้องสงสัยกริชเล่มนี้ย่อมเป็นอาวุธเดียวกับที่บุรุษผู้นั้นใช้สังหารงู
พระหัตถ์เล็กยื่นไปหยิบขึ้นมา เมื่อทอดพระเนตรพิจารณาก็พบว่ากฤชนั้นคมกริบ มันวาว หล่อหลอมจากเหล็กกล้าน้ำดีจนออกสีเงินอมเขียว ส่วนด้ามกริชเป็นทองคำประดิดประดอยอย่างวิจิตร ปลายด้ามประดับอัญมณีสีแดงปลั่งเลอค่าและมีรอยสลักบางอย่างเป็นสัญลักษณ์ที่พระองค์ไม่เคยเห็นมาก่อน
ทุกสิ่งล้วนบ่งบอกว่าผู้เป็นเจ้าของ มิใช่คนธรรมดา
“มีผู้ใดอยู่แถวนี้บ้างหรือไม่”
ทรงตะโกนตรัสถาม ด้วยความหวังว่าจะมีเสียงตอบรับแต่รอบพระวรกายกลับเงียบงัน มีเพียงเสียงลมพัดหวีดหวิวผ่านไปเท่านั้น
ความไหวหวั่นก่อตัวขึ้นในพระทัย หรือบุรุษผู้นั้นจะเป็นอันตรายถึงชีวิต ส่วนร่างกายถูกสัตว์ป่าลากไปกินเสียแล้ว ในยามนี้ไม่มีสิ่งใดเป็นที่พึ่งนอกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งผืนป่า
“ข้าแด่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย โปรดคุ้มครองชายผู้นั้นให้พ้นอันตราย และโปรดให้ข้าได้มีโอกาส ตอบแทนคุณ”
เสียงลมพัดแรงขึ้น ราวกับมีผู้ใดรับฟังคำอธิษฐานนั้น แต่ถึงกระนั้น พระองค์ก็ยังมิทรงละความพยายาม ยังคงเสด็จค้นหาต่อไป
กระทั่งตะวันเคลื่อนคล้อยสู่ยามบ่าย ก็ยังมิพบแม้แต่ร่องรอยใด แม้พระทัยจะเต็มไปด้วยความผิดหวังและโศกา แต่พระองค์ก็ยังมีหน้าที่ต้องกลับไปปฏิบัติ
เมื่อการค้นหาสิ้นสุดลงอย่างไร้ผล ก็จำต้องเสด็จกลับวัง เพื่อเตรียมพระทัย รับชะตาที่มิอาจหลีกเลี่ยงพระหัตถ์เล็กจึงชักม้าออกจากป่า จุดหมายเบื้องหน้าคือเรือนประยงค์ ทว่าอยู่ ๆ ม้าทรงกลับหยุดชะงักลงกลางทาง เมื่อเงยพระพักตร์ขึ้นทอดพระเนตร หัวใจก็สะท้านวูบ
ทรงถูกล้อมไปด้วยบุรุษบนหลังม้า ใบหน้าแต่ละคนเหี้ยมเกรียม ดุดัน น่าหวาดหวั่น ชายร่างใหญ่ผิวคล้ำ ไว้หนวดเคราหนา ในมือถือดาบเล่มโต กระตุกบังเหียนม้าเข้ามาใกล้ พร้อมแสยะยิ้มอย่างมีเลศนัย
“ล้อมไว้ ห้ามให้หนีไปได้โดยเด็ดขาด”
