บทที่ 5 ลักพาตัว

"เสด็จประพาสป่าคนเดียวไม่กลัวหรือพระเจ้าค่ะ" สุ้มเสียงนั้นไม่ได้แสดงถึงความห่วงใยเลยสักนิด แววหื่นกระหายวิบวับอยู่ในตาดุดันคู่นั้น

วรองค์บางชักม้าคู่พระทัยหนี แต่ดูเหมือนว่าเคลื่อนไปทางใดก็ตกอยู่ในวงล้อมของมันทั้งสิ้น

"เจ้าเป็นใคร ต้องการสิ่งใด" ความหวั่นวิตกในภัยที่จะถึงตัวทำให้น้ำพระเสียงสั่นอย่างปิดไม่มิด

“โถ…เจ้าหญิง อย่าเพิ่งตกพระทัย”

หัวหน้าโจรเอ่ยเสียงเย็น พลางขี่ม้าเลียบเข้ามาใกล้ช้า ๆ อย่างจงใจ รอยยิ้มน่าเกลียดยังคงแต้มอยู่บนใบหน้า “ข้ามาอย่างมิตร หากพระองค์ไม่ขัดขืน ข้ารับรองความปลอดภัย”

“เจ้าต้องการสิ่งใด” วรองค์บางตรัสถามซ้ำ แม้จะทรงรู้อยู่แก่ใจ ว่าคำตอบย่อมมิใช่สิ่งที่ทรงอยากได้ยิน

“ก็…ตัวพระองค์อย่างไรเล่า ตามกระหม่อมไปแต่โดยดีเถิดพระเจ้าค่ะ”

“หากเจ้าต้องการนำเราไปเรียกทรัพย์สินจากพระบิดา เราคงต้องบอกเจ้าว่าเจ้าคิดผิดเสียแล้ว เพราะย่อมมีผู้ขัดขวาง มิให้เจ้าส่งข่าวถึงพระองค์เป็นแน่”

สิ่งที่เจ้าหญิงน้อยตรัสนั้น ก็เพื่อโน้มน้าวมิให้หัวหน้าโจรจับพระองค์ไป แต่ลึกลงไปในพระทัย…กลับสะท้อนความจริงอันเจ็บปวด หากพระองค์ถูกจับไป ข่าวคราวนี้ ย่อมถูกปกปิดโดยคนของพระราชินีอย่างแน่นอน

ถ้อยคำที่ได้ยิน ทำให้หัวหน้าโจรนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ใช่ว่าจะไม่เคยได้ยินเรื่องที่เจ้าหญิงธุวดารามิได้ทรงเป็นที่โปรดปราน และหากนำตัวกลับไปโกสินทร์นครบางทีนั่นอาจเป็นกับดัก แม้จะได้ทรัพย์สินตอบแทนแต่ก็มิอาจรับประกันได้ว่าจะรอดชีวิตกลับมา ครั้นเมื่อนึกถึงอีกฝ่ายหนึ่งองค์วิษณุวรกานต์หากนำเจ้าหญิงแห่งโกสินทร์นครไปถวายนอกจากจะได้ค่าตอบแทนแล้วยังอาจได้รับความดีความชอบ

หนึ่งคือได้ถวายหญิงงามประหนึ่งนางอัปสร และสองยังมีตำแหน่งเป็นเชลยทางการเมือง นับว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสองตัว

รอยยิ้มเจ้าเล่ห์จึงค่อยๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าของบุรุษผู้น่ากลัวผู้นั้น

“มิใช่พระบิดาของพระองค์หรอกพระเจ้าค่ะ” เสียงที่ตอบกลับมาเนิบช้า “จริงอย่างที่พระองค์ตรัส โกสินทร์นครคงไม่ไยดีพระธิดาที่ไร้ตัวตนเช่นพระองค์นัก อีกทั้งหากนำตัวไปเรียกค่าไถ่จากองค์ทิฆัมพร ข้าก็มิอาจมั่นใจในความปลอดภัยของตนเอง แต่หากนำพระองค์ไปถวายแด่เป็นองค์วิษณุวรกานต์ ผลที่ได้คงตรงกันข้าม”

คำตอบของหัวหน้าโจรทำให้เจ้าหญิงธุวดาราตกพระทัยไม่น้อย เพราะไม่ว่าจะเป็นอธิราชราชาที่พระราชินียัดเยียดให้หรือจะเป็นองค์วิษณุวรกานต์ ต่างก็มิใช่ผู้ที่พระองค์ทรงปรารถนาเกี่ยวข้องด้วยแม้แต่น้อย

สัญชาตญาณแห่งการเอาตัวรอดปลุกพระสติขึ้นโดยพลัน ยามนี้ต้องทรงหนีออกไปให้ได้ มิเช่นนั้นภัยอันใหญ่หลวงย่อมมาถึงพระองค์อย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

ก่อนที่หัวหน้าโจรจะเคลื่อนเข้ามาใกล้ พระองค์จึงเร่งควบอาชาทรงพุ่งฝ่าวงล้อมออกไปทันทีแต่กลับช้ากว่าเหล่าโจร บ่วงเชือกถูกเหวี่ยงเข้ารัดคอเจ้าม้าคู่พระวรกาย จนทั้งม้าและคนชะงักงันมิอาจเคลื่อนไปต่อได้

“อย่าคิดหนี…เพราะไม่มีวันที่จะหนีพ้น”

พระองค์มิทรงยอมตกเป็นเชลยหรือเป็นเครื่องมือของผู้ใด จึงตัดสินพระทัยกระโดดลงจากหลังม้า

ทว่า…ก็ยังช้ากว่าโจรอีกคน ข้อพระกรบางถูกคว้าไว้อย่างมิบังควร ก่อนที่เชือกเส้นใหญ่จะถูกพันธนาการ รัดแน่นจนมิอาจขยับได้

“ฤทธิ์มากนักนะเจ้าหญิง” หัวหน้าโจรแค่นเสียง “แต่สตรีเช่นนี้ ถึงจะเหมาะสมกับองค์วิษณุวรกานต์ จับตัวนางไว้ มัดให้แน่น อย่าให้หลุดไปได้”

สิ้นคำสั่ง วรองค์บางก็ถูกกระชากอย่างไร้ความปรานี พาออกห่างจากบ้านไกลออกไปทุกที ไกลจนมิอาจคาดการณ์ว่าจะกลับมาได้อีกเมื่อใด

แสงแดดยามอาทิตย์อัสดง แม้จะอ่อนลงแต่ยังคงแผดเผา จนพระพักตร์ผุดผ่องเริ่มหมองจากคราบพระเสโท สองพระเพลาชาจนแทบไม่รับรู้แรงกระทบใดๆ

จากการทรงม้าอันยาวนานตลอดวัน ข้อพระกรทั้งสองเริ่มแดงช้ำจากเชือกเส้นใหญ่ที่พันธนาการไว้อย่างแน่นหนา ครั้นเมื่อหัวหน้าโจรเห็นว่าคณะเดินทางมาไกลจากชายแดนโกสินทร์นครแล้ว จึงสั่งให้ลูกน้องหยุดม้าและพักเหนื่อยกันชั่วคราว

การเดินทางตลอดทั้งวันย่อมสร้างความอ่อนล้าให้แก่ทุกคน กองคาราวานขนาดย่อมจึงเร่งสร้างที่พักชั่วคราว เพื่อค้างแรมในคืนนี้ วรองค์บางถูกจูงกึ่งลากมายังกระโจมหลังหนึ่ง ซึ่งถูกตั้งขึ้นอย่างเร่งรีบ ณ บริเวณที่เหล่าโจรเลือกเป็นที่พัก

“เปลี่ยนเสื้อผ้าและเครื่องประดับเสีย เจ้าหญิง”

หัวหน้าโจรยื่นเสื้อผ้าสีมอซอ ที่มีกลิ่นสาบรุนแรงของลูกสมุนให้

ความหวาดระแวง ทำให้เจ้าหญิงธุวดาราเลือกจะนิ่งเฉย

“เหตุใดไม่รับไปอีก หรือทรงต้องการให้กระหม่อมเปลี่ยนให้ แต่กระหม่อมคงต้องคิดค่าเปลี่ยน” โจรชั่วกล่าวด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ แววตาวิบวับอย่างหื่นกระหาย

ถ้อยคำนั้นทำให้พระองค์รู้สึกหวาดกลัวยิ่งนัก จึงทรงรับเสื้อผ้าอันสกปรกนั้นมาโดยมิอาจลังเล

“พรุ่งนี้เราต้องเดินทางเข้าหมู่บ้าน กระหม่อมไม่อยากให้เป็นจุดสังเกต หวังว่าพระองค์จะทรงทำตัวดีๆ มิฉะนั้น…กระหม่อมก็มิอาจรับประกันความปลอดภัย ส่วนคืนนี้ขอให้ทรงพักผ่อนให้สบาย กระหม่อมขอรับรองความปลอดภัย เพราะหากพระองค์เป็น ‘สินค้า’ ที่ไร้ตำหนิ กระหม่อมย่อมได้ราคาดี”

หัวหน้าโจรหันหลังออกทันทีที่พูดจบ แต่ทรงรู้ดีว่ายังมีโจรอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังคงเฝ้าอยู่หน้ากระโจมเพื่อป้องกันพระองค์หลบหนี

ยามเมื่อประทับลำพัง หทัยดวงน้อยพลันไหวหวั่น น้ำพระอัสสุชล[1]ค่อย ๆ หลั่งรินอย่างมิอาจยับยั้ง

ป่านนี้ทางเรือนประยงค์จะเป็นเช่นไร แม่นมคงหนักใจและออกตามหาเสียวุ่นวาย ยิ่งไปกว่านั้นหากพระราชินีทรงทราบถึงการหายตัวไปของพระองค์ ทุกผู้คนที่อยู่ภายใต้พระบัญชาย่อมต้องได้รับโทษทัณฑ์เป็นแน่

แล้วจะทรงทำเช่นใดกัน…จึงจะหลุดพ้นจากสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ได้ หนทางเบื้องหน้าช่างดูยากเย็นเสียเหลือเกิน

สายพระเนตรทอดมองเสื้อผ้าที่ดูราวเศษผ้าเก่าอีกครั้ง เมื่อไร้ซึ่งทางเลือกจึงจำต้องเปลี่ยนฉลองพระองค์[2] พระเกศา[3]ยาวถูกรวบขึ้นขมวดเป็นปมอย่างเรียบง่าย ก่อนจะทรงใช้ผ้าโพกพระเศียร[4]เพื่ออำพรางพระองค์ให้ดูคล้ายเด็กหนุ่มชาวบ้านในกองคาราวานสินค้าทั่วไป

ทว่าขณะกำลังผลัดเปลี่ยนฉลองพระองค์อยู่นั้น โลหะบางอย่างกลับร่วงหล่นลงมาจากชุดเก่า ทำให้ทรงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะทรงจำได้ว่าได้เก็บกริชของบุรุษนิรนามผู้นั้นไว้

ความหวังเล็กๆ จึงก่อขึ้นในพระทัย แม้จะเลือนราง…แต่ก็มิได้ดับสูญ

กริชเล่มนั้นถูกซุกซ่อนไว้ในพระภูษาอย่างแนบเนียน เผื่อยามใดที่เหล่าโจรเผลอ อาจใช้เป็นหนทางเอาตัวรอดได้บ้างและหากรอดไปได้ ก็คงต้องไปตายเอาดาบหน้าแต่หากพลาดพลั้ง ก็คงต้องยอมจบชีวิตลง ณ ที่นี้ดีกว่าปล่อยให้พวกโจรนำพระวรกายไปขายกิน

หลังจากเปลี่ยนฉลองพระองค์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สมุนคนหนึ่งก็เดินเข้าพร้อมกับพระกระยาหารในห่อใบไม้มาให้ แต่ในยามนี้มิทรงสามารถเสวยสิ่งใดได้ จึงส่ายพระพักตร์ อีกฝ่ายก็ไม่ตอแยกลับออกไปแต่โดยดีหากมิวายพันธนาการพระองค์ไว้กับเสาของกระโจมอย่างแน่นหนา

ยามดึกสงัด เมื่อทุกคนต่างหลับใหล เสียงกรนของเหล่าโจร แทรกเข้ามาในความเงียบงัน

พระพักตร์งามฉายแววเคร่งเครียด แต่ในที่สุด พระองค์ก็ตัดสินพระทัย ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น ก็จะไม่ทรงเสียพระทัยกับการตัดสินใจครั้งนี้

กริชเล่มเล็กในพระหัตถ์ ค่อยๆ ขยับอย่างระมัดระวัง อิสรภาพกลับคืนสู่พระองค์อีกครั้ง แต่หาได้มีเวลาให้ยินดีไม่ สองพระบาทรีบออกดำเนินอย่างรวดเร็วฝ่าความมืดมิดเบื้องหน้า แม้หนทางจะมืดสนิทไร้ทิศทาง แต่ก็เป็นเพียงทางเดียวที่จะนำพาพระองค์ให้รอดพ้นจากอันตรายครั้งนี้

[1] น้ำตา

[2] เสื้อผ้า

[3] ผม

[4] หัว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป