บทที่ 7 ปะจรเข้

“เกิดอะไรขึ้นหรือพระองค์”

ผู้มาใหม่เอ่ยถามพลางพลิกศพของหัวหน้าโจรที่ถูกลูกศรปลิดชีพปักคาอกดูด้วยความประหลาดใจ

“พระองค์...”

สรรพนามนั้นทำให้เจ้าหญิงทรงรำพันออกมาแผ่วเบา เมื่อทอดพระเนตรบุรุษตรงหน้าอย่างเต็มตา ก็พบว่าเขาคงมิใช่สามัญชนคนธรรมดา ด้วยบุคลิกอันห้าวหาญและรัศมีแห่งอำนาจที่ฉายชัดอย่างมิอาจปิดบัง

บุคคลผู้นี้ต้องเป็นราชนิกุลจากสักราชวงศ์...แต่ไม่ทรงแน่พระทัยเลยว่าจะเป็นคนจาก ‘หิรัญบุรี’ หรือ ‘สัมภีร์’ กันแน่

“เราถามว่าเจ้าเป็นใคร!”

คราวนี้เสียงของบุรุษแปลกหน้าดังขึ้นกว่าเก่า และไม่สนใจที่จะตอบคำถามของผู้มาใหม่แต่กลับกดดันคนร่างบางที่สั่นเทาอยู่เบื้องหน้าแทน

เหล่าองครักษ์ต่างลอบมองหน้ากันด้วยความฉงนในท่าทีที่เจ้านายมีต่อหนุ่มน้อยตรงหน้า เพราะไม่เคยเลยสักครั้งที่พระองค์จะทรงคุกคามผู้ที่อ่อนแอกว่าเช่นนี้

เมื่อยังคงมิได้รับคำตอบจากคนที่เอาแต่อึกอัก พระพักตร์คมสันจึงเบือนกลับไปสนทนากับองครักษ์คนสนิทแทน

“วิรุณ... ทางโกสินทร์นครรายงานมาว่าองค์รัชทายาทเสด็จหนีออกจากวังหลวงใช่หรือไม่”

ขณะตรัส สายพระเนตรคมปลาบนั้นยังคงทอดมองมายังหนุ่มน้อยที่นั่งคลุกดินอย่างหมดท่า แววตานั้นฉายแววเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง

เจ้าหญิงทรงเบือนพระพักตร์หนีด้วยความรู้สึกเจ็บชาไปทั่วทั้งวรกาย ทว่าเมื่อทรงทบทวนสิ่งที่ได้ยินก็กลับกลายเป็นความตื่นตระหนก เจ้าชายธราบดินทร์เร้นหายไปจากวังหลวงงั้นหรือ? สิ่งนั้นจะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อมีการอารักขาอย่างแน่นหนาถึงเพียงนั้น หรือว่า...

“พระเจ้าค่ะ คนของเรารายงานว่าทั้งเจ้าชายธราบดินทร์และเจ้าหญิงธุวดารา ต่างเสด็จหนีออกจากพระราชวังในวันนี้” องครักษ์ผู้หนึ่งทูลตอบตามข้อมูลที่ได้รับมา

“เจ้าหญิงธุวดารา... คนที่โกสินทร์นครจัดเป็นเครื่องบรรณาการแก่อธิราชราชาน่ะหรือ? น่าสมเพชองค์ทิฆัมพรเสียจริงที่เลี้ยงลูกได้ขี้ขลาดถึงเพียงนี้ ทั้งลูกชายลูกสาวต่างไม่มีใครรักบ้านเมือง คิดแต่จะหนีเอาตัวรอดกันไปหมด นี่นะหรือคือสายเลือดแห่งขัตติยะ ช่างน่าขบขันนัก!”

“ไม่จริง!!!”

สุรเสียงเล็กแผดแทรกขึ้นทันควัน พร้อมกับที่ทรงหยัดพระวรกายยืนขึ้นอย่างมิเกรงกลัว พระเนตรงามจ้องเขม็งไปยังบุรุษแปลกหน้าราวกับจะแผดเผาให้ไหม้เกรียม ในเมื่อพระราชวงศ์ถูกดูหมิ่นถึงเพียงนี้ พระองค์จะทรงนิ่งเฉยได้อย่างไร!

“บังอาจ! เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังพูดอยู่กับใคร คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้ ทำความเคารพองค์วิษณุวรกานต์เสีย!”

สิ้นเสียงตวาดอันดุดัน องครักษ์ผู้หนึ่งก็ปราดเข้ามาคว้าพระวรกายเพื่อบังคับให้คุกพระชงฆ์[1]ลงกับพื้นทันที

“องค์วิษณุวรกานต์... นี่เราอยู่ในหิรัญบุรีเช่นนั้นหรือ?” สุรเสียงเล็กพึมพำกับพระองค์เองราวกับจะย้ำเตือนความจริง

“ใช่... ที่นี่คือหิรัญบุรี!”

องค์วิษณุวรกานต์ประกาศก้อง รอยพระสรวล[2]เหยียดหยันยังคงประดับอยู่บนพระพักตร์คม “เราคงต้องขอบใจโจรป่าพวกนั้นที่นำตัวประกันอย่างเจ้ามาให้ถึงที่ โดยที่เราไม่ต้องออกแรงตามหาให้เหนื่อย ขอต้อนรับสู่ดินแดนของเรานะธราบดินทร์ ”

“ตัวประกัน!!!” เหล่าองครักษ์ต่างอุทานขึ้นพร้อมกัน เมื่อแสงไฟจากคบเพลิงสาดส่องให้เห็นพระพักตร์ชัดเจน ทุกคนต่างก็รู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด เพราะดวงหน้าเบื้องหน้านั้นช่างละม้ายคล้ายคลึงกับพระฉายาลักษณ์ของ ‘เจ้าชายธราบดินทร์’ ที่ได้รับรายงานมาจากสายในวังหลวงโกสินทร์นครยิ่งนัก

แม้คนตรงหน้าจะไม่ใช่เจ้าชายรัชทายาทอย่างที่พวกเขาเข้าใจ แต่กลับเป็น ‘เจ้าหญิงธุวดารา’ ผู้เป็นขนิษฐาต่างพระมารดา ทว่าด้วยเหตุที่มีสายพระโลหิตเดียวกัน จึงส่งผลให้ทั้งสองพระองค์มีพระพักตร์ละม้ายคล้ายกันอย่างไม่อาจเลี่ยง เครื่องหน้าอันหมดจดคมคายที่ปรากฏภายใต้ฉลองพระองค์บุรุษ จึงทำให้ทุกคนปักใจเชื่ออย่างสนิทใจว่าหนุ่มน้อยผู้นี้คือองค์รัชทายาทที่กำลังตามหา

ความจริงเรื่องฐานะของบุรุษผู้โหดเหี้ยมทำให้เจ้าหญิงทรงหวั่นเกรงขึ้นมาในทันที ความกลัวเริ่มรุกรานรอบวรกาย ราวกับมีปีศาจร้ายกำลังโอบกอดและฉุดรั้งให้พระองค์ดิ่งจมลงสู่ความมืดมิด

และที่สำคัญ ดูเหมือนกษัตริย์แห่งหิรัญบุรีกำลังทรงเข้าใจผิดอย่างมหันต์!

“ธราบดินทร์... เราไม่ใช่ธราบดินทร์!”

ทรงปฏิเสธออกไปทันควัน มิใช่เพียงเพราะความหวาดกลัว แต่เพราะพระองค์ไม่ใช่เจ้าชายรัชทายาทตามที่ถูกกล่าวหา ทรงสงสัยว่าเหตุใดองค์วิษณุวรกานต์ถึงดำริว่าพระองค์เป็นเจ้าชายรัชทายาทแห่งโกสินทร์นคร ทั้งที่พระองค์ทรงเป็นอิสตรี เพราะทรงลืมเสียสนิทว่าทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์เป็นผู้ชายขณะที่ถูกโจรลักพาตัว

“เจ้าจะขี้ขลาดไปถึงไหน! แหวนนั่นเป็นสิ่งบ่งบอกชัดเจนว่าเจ้าเป็นใคร หรือเจ้าจะยังกล้าปฏิเสธอีกว่านั่นไม่ใช่แหวนประจำราชวงศ์แห่งโกสินทร์นคร”

สายพระเนตรเลื่อนไปยังพระธำมรงค์[3]ที่ถูกอ้างถึงด้วยความตระหนก

สายข่าวของหิรัญบุรีช่างน่าสะพรึงกลัวนัก มีสิ่งใดเกี่ยวกับโกสินทร์นครบ้างที่กษัตริย์ผู้นี้จะไม่ทรงทราบ ขนาดเรื่องที่พระองค์จะถูกส่งไปเป็นเครื่องบรรณาการยังเป็นความลับที่มีเพียงพระราชินีเท่านั้นที่ตรัสกับพระองค์ แล้วตราสัญลักษณ์บนแหวนนี้เล่า... ดูท่าหิรัญบุรีจะมีความน่ากลัวเกินกว่าที่ทรงคาดการณ์ไว้มากทีเดียว

ทว่า... สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง บางทีนี่อาจเป็นโอกาสรอดเพียงหนึ่งเดียวของโกสินทร์นคร ในเมื่อหิรัญบุรีเข้าใจผิดไปแล้วว่าพระองค์คือเจ้าชายธราบดินทร์

“หากเจ้ายังคงยืนกรานว่าไม่ใช่รัชทายาทแห่งโกสินทร์นคร เราคงต้องยกทัพบุกไปที่นั่นตามที่ได้ลั่นวาจาไว้ภายในเจ็ดวัน!”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ความคิดที่จะปฏิเสธก็มลายสิ้น หากทรงทำเช่นนั้นบ้านเมืองคงต้องเดือดร้อนและประสบกับพิบัติภัยใหญ่หลวงเป็นแน่ อีกทั้งหากทูลความจริงว่าพระองค์เป็นใคร อันตรายที่จะเกิดขึ้นกับอิสตรีนย่อมร้ายแรงกว่าบุรุษหลายเท่าตัวนัก

เมื่อมองจากสถานการณ์ในยามนี้ ทรงมั่นพระทัยว่ากษัตริย์ผู้ไร้พระทัยผู้นี้สามารถฆ่าคนได้ประหนึ่งผักปลา และคงไม่มีวันปล่อยให้พระองค์กลับคืนสู่โกสินทร์นครเป็นแน่ การยอมรับสมอ้างเป็นองค์ประกันอยู่ที่นี่ อย่างน้อยก็อาจช่วยยื้อเวลาแห่งสงครามออกไปได้สักระยะหนึ่ง

“ใช่... เราคือธราบดินทร์”

น้ำพระเสียงที่ตอบกลับนั้นหนักแน่นไร้ซึ่งความหวั่นเกรง ต่อจากนี้พระองค์จะต้องรับหน้าที่เป็นองค์ประกันหรือเชลยทางการเมือง ซึ่งหากความจริงเปิดเผยในภายหลัง โทษทัณฑ์ที่ได้รับย่อมหนักหนาถึงขั้นประหารตามกฎมณเฑียรบาล แต่หากทำเพื่อบ้านเมืองได้...พระองค์ก็ทรงยินดี

[1] เข่า

[2] ยิ้ม

[3] แหวน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป