บทที่ 8 องค์ประกัน

ตะวันทอแสงเรืองรองจับขอบฟ้า รัศมีสีทองลอดผ่านกลุ่มหมอกหนาจนดูละลานตาคล้ายทะเลแห่งสุวรรณทวีป เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงเช้าวันใหม่

ตามความตั้งพระทัยเดิม เจ้าหญิงธุวดาราหมายจะเสด็จไปจากสถานที่แห่งนี้โดยเร็วที่สุด ทว่าทุกอย่างกลับแปรเปลี่ยนไปสิ้น เมื่อสถานภาพของพระองค์ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นองค์ประกันแทนเจ้าชายรัชทายาทตัวจริง ด้วยความเข้าใจผิดขององค์วิษณุวรกานต์

แสงอรุณของเช้าวันนี้จึงช่างดูหม่นหมองนัก อิสรภาพที่เคยได้รับกำลังจะถูกจำกัดลง

ทรงคิดถึงบ้าน ป่านนี้พระนมคงออกตามหาให้วุ่นไปทั้งวังหลวง จากมาครานี้ยังไม่อาจบอกได้ว่าเมื่อไหร่จะได้กลับไป หรือบางที...อาจจะไม่มีโอกาสนั้นอีกเลย

เมื่อความเศร้าและความสิ้นหวังอัดแน่นอยู่ในพระอุระ พระชลเนตร[1]ก็เริ่มปริ่มคลอ ทว่าต้องทรงหักห้ามใจมิให้มันรินไหลออกมา เพราะที่แห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ส่วนพระองค์ที่จะแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็นได้

ในที่สุดสายลมจากหุบเขาก็พัดผ่านมา ช่วยเป่าให้หยดพระอัสสุชลแห้งเหือดไป สุดสายพระเนตรเบื้องหน้าคือทิศทางของบ้าน บ้านที่ไม่มีปราการแข็งแกร่งพอจะต้านทานศึกใหญ่ หน้าที่ของพระองค์ในยามนี้คือต้องล่อหลอกศัตรูเพื่อยื้อเวลาให้นานที่สุด จนกว่าโกสินทร์นครจะมีผู้ยื่นมือมาช่วยเหลือ

“ตื่นเช้ามาก็ร้องไห้คร่ำครวญ เจ้านี่ช่างอ่อนแอเสียจริง”

สุรเสียงนั้นดังมาจากเบื้องพระปฤษฎางค์ ไม่ต้องหันไปทอดพระเนตรก็ทรงทราบดีว่าใครกัน ที่จงใจมาตรัสหาเรื่องในยามเช้าอันงดงามเช่นนี้

“เจ้าคิดถึงสิ่งใดอยู่เล่า...พระบิดา พระมารดา หรือว่าความสุขสบายที่เคยได้รับกันแน่ แต่คนอย่างเจ้าคงคิดถึงอย่างหลังมากกว่าสินะ เพราะหากเจ้าห่วงใยพระบิดาพระมารดาจริง คงไม่หนีออกมาเช่นนี้หรอก ถูกต้องหรือไม่”

ทุกคำที่หลุดออกมาล้วนเป็นคำเหยียดหยันที่ชวนให้ขุ่นเคืองพระทัยนัก ทรงอยากจะโต้ตอบกลับไปเหลือเกินว่าพระองค์ไม่ใช่คนขี้ขลาดที่ทอดทิ้งบ้านเมือง ทว่าสิ่งที่ควรทำที่สุดในยามนี้คือการนิ่งเฉยเสีย ด้วยสุภาษิตโบราณกล่าวไว้ว่ามิควรโต้ตอบคนพาล เพราะนอกจากจะมิได้ความอันใดแล้ว ยังเป็นการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์

“เราพูดกับเจ้า... ไม่ได้ยินหรืออย่างไร!”

กระแสรับสั่งขององค์วิษณุวรกานต์เริ่มฉายแววขุ่นเคือง เมื่อทอดพระเนตรเห็นอีกฝ่ายยังนิ่งเงียบ ทั้งที่ทรงอุตส่าห์ลดพระองค์ลงมาเสวนาด้วยตนเองแล้วแท้ๆ

“ถ้อยตรัสใดเล่าที่พระองค์ทรงมีต่อกระหม่อม เพราะสิ่งที่กระหม่อมได้ยินนั้นล้วนเป็นเพียงเสียงลมที่น่ารำคาญ”

เมื่อได้สดับวาจาสามหาวจากหนุ่มน้อยรัชทายาทเมืองเล็ก องค์วิษณุวรกานต์ก็ทรงขุ่นเคืองพระทัยเป็นล้นพ้น มิเคยมีผู้ใดกล้าอวดดีกับพระองค์เช่นนี้มาก่อน

“เจ้านี่ช่างอวดดีนัก! ต่อมความกล้าเพิ่งจะเริ่มทำงานหรืออย่างไร ก็ดี... แต่เราขอเตือนไว้ว่าหากคิดจะอวดดี ก็จงอวดดีให้ได้ตลอดรอดฝั่ง และจงอย่าคิดหลบหนีกลับโกสินทร์นครเป็นอันขาด มิเช่นนั้นเราจะตามจับตัวเจ้ามาทรมานด้วยมือของเราเอง และอย่าหวังว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องคนใดจะรอดพ้นไปได้!”

“ไม่ต้องทรงเป็นกังวลถึงข้อนั้นหรอกกระหม่อม กระหม่อมจะไม่กลับโกสินทร์นครจนกว่าพระองค์จะทรงอนุญาต หรือจนกว่ากระหม่อมจะพิสูจน์ให้ทรงประจักษ์ว่า ชาวโกสินทร์นครมิได้ขี้ขลาดอย่างที่ทรงดำริไว้!”

น้ำพระเสียงที่โต้กลับนั้นหนักแน่น เจ้าหญิงธุวดาราในคราบหนุ่มน้อยทรงเชิดพระพักตร์ขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว

“และขอโปรดทรงรับรู้ไว้ด้วยว่า แม้ตัวกระหม่อมจะเป็นเชลย แต่หัวใจของกระหม่อมนั้นมีอิสระเสมอ ดังนั้นในเวลานี้กระหม่อมจะคิดถึงสิ่งใด ก็มิใช่กงการอะไรของพระองค์”

พระพักตร์ต่อพระพักตร์... พระเนตรสบพระเนตร คนตัวเล็กกว่าหามีท่าทีพรั่นพรึงต่อคนตัวโตเบื้องหน้าไม่

“หากเป็นเช่นนั้น เจ้าก็จงแสดงความกล้าหาญ ความวิริยะอุตสาหะให้เราได้เห็นเป็นบุญตาหน่อยเถิด... ธราบดินทร์!”

สิ้นกระแสรับสั่ง องค์วิษณุวรกานต์ก็เสด็จรวดเร็วราวพายุกระโชกกลับไปสู่อาชาทรงทันที เหล่าองครักษ์ต่างรู้หน้าที่ กุลีกุจอเก็บข้าวของและสัมภาระขึ้นหลังม้าอย่างรวดเร็วเพื่อเตรียมพร้อมออกเดินทาง

ก่อนพายุจะโหม ทุกคนต่างเร่งรีบประจำที่บนหลังม้า เหลือเพียงเจ้าหญิงธุวดาราเท่านั้นที่ยังประทับยืนอยู่เบื้องล่าง ม้าทั้งหกตัวถูกจับจองโดยเจ้าของ และแต่ละตัวก็บรรทุกสัมภาระมาเต็มพิกัด ทำให้ทรงลังเลพระทัยว่าจะติดตามขบวนนี้ไปได้อย่างไร

รอยสรวลที่มุมพระโอษฐ์หนาฉายชัดถึงความเย้ยหยัน ทว่าเจ้าหญิงธุวดาราก็ทรงทำเป็นมิเห็นและมิสนพระทัย ด้วยเชื่อว่ายิ่งพระองค์นิ่งเฉย คนที่เดือดดาลที่สุดก็คือองค์วิษณุวรกานต์ กษัตริย์ผู้เกรียงไกรผู้นี้นั่นเอง

องครักษ์คนหนึ่งเตรียมจะลงจากหลังม้าเพื่อให้รัชทายาทแห่งโกสินทร์นครขึ้นประทับแทน แต่เมื่อสบเข้ากับสายพระเนตรคมปลาบขององค์วิษณุวรกานต์ เขาก็ต้องชะงักงันและก้มหน้าก้มตาเตรียมเดินทางต่อในทันที

“ในเมื่อเจ้าเก่งนัก เจ้าก็คงต้องเดินเท้าไปจนกว่าเราจะหาม้าใหม่ให้ได้ อาจจะเป็นหมู่บ้านข้างหน้า...หรือเมืองข้างหน้า ระยะทางก็ไม่ไกลเท่าไร เดินจากที่นี่ไปไม่เกินสองวันก็ถึง คงมิลำบากคนเก่งอย่างเจ้ามากไปใช่หรือไม่”

กษัตริย์หนุ่มตรัสทิ้งท้ายพลางกระตุกสายบังเหียน “ส่วนเราจะขี่ม้านำทางให้ ป้องกันไม่ให้เจ้าหลง เพราะหากเจ้าหลงทางกลับไปสู่โกสินทร์นครเสียก่อน เราคงเสียดายอย่างสุดหัวใจที่จะไม่ได้เห็นความกล้าหาญของราชนิกุลแห่งโกสินทร์นครด้วยตาตนเอง”

ถ้อยคำหยามเหยียดนั้นทำให้เจ้าหญิงธุวดาราต้องขบพระทนต์[2]แน่นเพื่อระงับอารมณ์กริ้ว ทรงไม่เคยพบพานบุรุษใดที่ปากร้ายและใจดำเช่นนี้ รังแกได้แม้กระทั่งคนพลัดถิ่นที่ไร้ทางสู้

ด้วยเลือดแห่งขัตติยะที่ค้ำคอ ทรงตั้งมั่นว่าต่อให้ต้องลำบากเจียนตายก็จะมิยอมปริโอษฐ์อ้อนวอนสักคำ

ทรงอดทนเสด็จตามขบวนม้าไปเรื่อยๆ จนตะวันคล้อยต่ำเลื่อนผ่านศีรษะไปนานแล้ว ทว่าขบวนม้ากลับไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพัก ทรงรู้สึกถึงความระบมร้าวรานไปทั่ววรกาย พระบาทเริ่มมีบาดแผลและมีพระโลหิตซึมจากการเสียดสีกับฉลองพระบาท

บัดนี้พระศอแห้งผากประหนึ่งผงธุลี ไม่มีแม้น้ำสักหยดตกถึงพระโอษฐ์ พระเพลาเริ่มอ่อนแรงลงทุกทีจนแทบจะทานทนไม่ไหว มีเพียงพระทัยเท่านั้นที่ยังมุ่งมั่น จะทรงยอมแพ้ในเวลานี้ไม่ได้ แม้จะรู้พระองค์ดีว่ากำลังเสียเปรียบอย่างที่สุดก็ตาม!

[1] น้ำตา

[2] ฟัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป