บทที่ 10 เลือดขับพิษได้

เว่ยซินเหยียนรู้สึกถึงลมปราณในร่างกายกำลังปั่นป่วนอย่างยิ่งยวด นางนั่งหลับตาและเริ่มเดินลมปราณทันที นางไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำเช่นนี้ แต่จิตใต้สำนึกบอกให้นางทำและพยายามควบคุมลมปราณให้สงบให้ได้

“คุณหนู ขึ้นขี่หลังบ่าวเถิดเจ้าค่ะ ข้าต้องพาคุณหนูไปหาหมอ” ซิ่วอิงรู้สึกกระวนกระวายใจเป็นอย่างยิ่ง หากชักช้ากว่านี้ เว่ยซินเหยียนอาจจะตายอยู่ในป่าแห่งนี้ แม้ไม่รู้ว่าลงไปด้านล่างแล้วจะมีหมอหรือไม่ก็ตาม

เว่ยซินเหยียนกัดฟันพูดออกทั้งที่ยังหลับตา และกล้ามเนื้อเริ่มอ่อนแรง อีกทั้งยังเริ่มหายใจลำบาก “ข้าไม่เป็นไร” ร่างกายนางเริ่มหลั่งเหงื่อเย็นจนกายชุ่ม

“จะไม่เป็นไรได้อย่างไรเจ้าคะ ตอนนี้ร่างกายคุณหนูมีแต่เหงื่อผุดเต็มไปหมด”

สิ้นคำของซิ่วอิง เว่ยซินเหยียนลืมตาโพลงพร้อมทั้งพ่นเลือดสีดำออกมาจากปาก ซิ่วอิงตกใจจนหน้าไร้สีเลือด พูดออกเสียงสั่นเครือพลางร้องไห้ “คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้าคะ คุณหนูรีบขึ้นขี่หลังบ่าวเถิดเจ้าค่ะ บ่าวจะรีบพาคุณหนูไปหาหมอ ฮือ ๆ” หากคุณหนูเป็นอะไรไปนางจะมีหน้ากลับไปหานายหญิงได้อย่างไร

เว่ยซินเหยียนค่อย ๆ ยืดกายขึ้นนั่งตัวตรง แต่ดวงตายังมีแววฉงนอยู่เต็มเปี่ยม ทำไมนางถึงได้รู้สึกสบายตัวเช่นนี้ราวกับไม่เคยโดนงูกัดมาก่อน ตอนนี้ลมปราณในกายนางสงบลงแล้ว อีกทั้งพิษของงูเห่าก็ถูกขับออกจากร่างนางแล้วเช่นกัน นางกล่าวออกเสียงเรียบ “ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว เจ้าก็หยุดร้องไห้เถิด”

สิ้นเสียงของคุณหนูซิ่วอิงปิดปากเงียบกริบ นั่งมองเว่ยซินเหยียนตาปริบ ๆ พูดออกเสียงแผ่วว่า “เป็นไปได้อย่างไรเจ้าคะ” น้ำตานางยังไม่เหือดแห้งด้วยซ้ำ

“เป็นไปแล้ว เรากลับบ้านกันเถิด” วันนี้เก็บสมุนไพรได้มากแล้ว และคำตอบที่นางอยากรู้ว่าทำไมวันแรกที่นางฟื้นขึ้นมาถึงได้กระอักเลือดและหายจากอาการเจ็บป่วย ก็เพราะเลือดของนางสามารถขับพิษได้นั่นเอง แสดงว่าเจ้าของร่างนี้มีพิษสะสมอยู่ในร่างกาย เว่ยซินเหยียนฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ หรืออาการป่วยของจ้าวฟางหรูจะเกี่ยวข้องกับพิษด้วย เช่นนั้นนางจะรักษาและตรวจสอบได้อย่างไร

ในตำราของท่านตาไม่มีหนังสือเล่มไหนอธิบายถึงการจับชีพจรเช่นกัน นางจึงแยกแยะไม่ออกว่าระหว่างการเจ็บป่วยธรรมดากับการโดนพิษชีพจรต่างกันอย่างไร เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินไปสำหรับนาง

เว่ยซินเหยียนก้าวเท้าเดินออกไปไกลแล้ว แต่ซิ่วอิงยังยืนมองผู้เป็นนายอย่างงงงัน กระทั่งเว่ยซินเหยียนเดินไปจนเกือบลับสายตา นางจึงได้สติและออกวิ่งตามไป ตลอดทางซิ่วอิงยังคงสับสนงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เว่ยซินเหยียนถูกงูเห่ากัด จากนั้นนางก็นั่งสมาธิ เวลาไม่ถึงหนึ่งถ้วยชานางกลับกระอักเลือดออกมา พอลืมตาขึ้นมากลับบอกว่าไม่เป็นอะไรแล้ว นี่เจ้านายตัวน้อยของนางเป็นเทพเซียนหรืออย่างไร ถึงโดนงูพิษกัดแล้วไม่ตาย ไม่ตายไม่ว่าแต่นางกลับไม่รู้สึกระคายแม้แต่เส้นขน นี่มันประหลาดเกินไปแล้ว

กลับมาถึงบ้านเว่ยซินเหยียนไม่ได้ปิดบังเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตน นางเล่าให้มารดากับแม่นมเตียวฟังทั้งหมด ยังมีซิ่วอิงช่วยยืนยันอีกเสียง สาวใช้ทั้งสองและจ้าวฟางหรูตกใจแล้วตกใจอีกกับความพิเศษในตัวเว่ยซินเหยียน ผู้เป็นมารดาเริ่มเป็นห่วงความปลอดภัยของบุตรสาวขึ้นมาทันควัน เรื่องนี้จะให้คนอื่นรู้ไม่ได้เด็ดขาด เพราะในแคว้นฉินไม่เคยมีผู้ใดที่เลือดสามารถขับพิษได้

นางกล่าวออกเสียงอ่อนโยนว่า “เหยียนเอ๋อร์ เจ้าสัญญากับแม่ได้หรือไม่ ว่าจะไม่บอกเรื่องนี้กับใคร” ถึงแม้บุตรสาวของนางจะไม่ค่อยได้พบปะผู้คนมากเท่าไร แต่เมื่อยามขึ้นเขาและยามเข้าตลาดเพื่อไปขายสมุนไพรและจับจ่ายใช้สอยก็มักพบผู้คนอยู่เสมอ นางเกรงว่าเว่ยซินเหยียนอาจจะพลาดพลั้งเอาได้

“เจ้าค่ะ ข้าจะไม่บอกใครเป็นอันขาด” นางรับปากเสียงหนักแน่น เรื่องนี้นางรู้ดีว่าถ้าบอกคนอื่น อาจจะนำภัยมาสู่นางกับครอบครัวได้

บุตรสาวรับปากเช่นนั้นจ้าวฟางหรูก็เบาใจไปเปลาะหนึ่ง แต่ลึก ๆ แล้วก็ยังรู้สึกเป็นกังวลอยู่ดี

บทก่อนหน้า
บทถัดไป