บทที่ 6 ตอบแทนน้ำใจ

เจ้าของร่างสูงใหญ่ในวัยสามสิบสี่ปีครุ่นคิดอย่างหนัก ก่อนหน้าเขาอยู่ที่นี่อย่างสงบ คนในหมู่บ้านแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่ายังมีคนอาศัยอยู่ที่นี่ แต่ตอนนี้มีคนมาอาศัยอยู่ใกล้ ๆ ซ้ำยังดูเหมือนว่าพวกนางจะตั้งหลักปักฐานอยู่ที่นี่อีกนาน ในใจพลันคิดว่าหรือเขาจะย้ายไปจากที่นี่ดี แต่แล้วก็ตัดสินใจว่า “ดูไปก่อนก็แล้วกัน อย่างไรก็เป็นเพียงสตรีเท่านั้น” อี๋นั่วพึมพำกับตนเอง ก่อนเดินเข้าบ้าน แล้วทิ้งตัวลงนอนบนที่นอนเก่า ๆ ของตน

พออาการดีขึ้นจ้าวฟางหรูที่อยู่ในบ้านก็ไม่ได้นิ่งดูดาย นางนำหีบของออกมาจัดเก็บให้เป็นระเบียบอีกครั้ง อีกทั้งยังหยิบตำราแพทย์ออกมาให้บุตรสาวด้วย

“ถ้าอ่านตรงไหนไม่ได้ให้ถามแม่นะ” จ้าวฟางหรูก็ไม่ใช่คนเก่งมาก ถึงบิดาไม่สอนวิชาแพทย์ แต่เขาก็สอนนางให้อ่านออกเขียนได้จนคล่อง

“เจ้าค่ะ” เว่ยซินเหยียนหอบหนังสือไปนั่งใกล้กับขอบหน้าต่าง ซึ่งมีโต๊ะกับตั่งไม้เก่า ๆ อยู่หนึ่งชุด ซึ่งตรงนี้เคยเป็นที่ที่ท่านหมอจ้าวเคยสอนหนังสือจ้าวฟางหรูมาก่อน จากนั้นนางจึงหยิบหนังสือมาอ่านอย่างเพลิดเพลินโดยไม่ได้เอ่ยถามมารดาสักคำ

ถึงจ้าวฟางหรูจะรู้สึกแปลกใจ แต่พอคิดถึงคำพูดของบุตรสาวที่เคยบอกว่า ตั้งแต่นางฟื้นขึ้นมาครานั้นเหมือนนางมีจะความรู้มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า จ้าวฟางหรูจึงไม่คิดเอะใจ ปล่อยให้นางอ่านหนังสืออย่างเงียบ ๆ โดยไม่ไปรบกวน

นางเก็บของให้เข้าที่ บ่อยครั้งยังชำเลืองมองบุตรสาว ภาพของตนในอดีตหวนกลับมาอีกครั้ง ในใจพลันคิดถึงบิดาขึ้นมาครามครัน นางไม่คาดคิดมาก่อนว่าตนจะได้กลับมาอยู่ที่นี่อีกครั้ง และต่อจากนี้นางคงไม่ไปไหนอีกแล้ว คิดมาน้ำตาก็ไหลออกมา นางรีบเอามือเช็ดก่อนที่บุตรสาวจะมองเห็น

วันนั้นแม่นมเตียวกับซิ่วอิงถางหญ้าได้เพียงหนึ่งในสี่ส่วนเท่านั้น พอถึงยามเซินพวกนางจึงแบ่งหน้าที่กันไปทำงาน ซิ่วอิงตักน้ำในบ่อหลังบ้านไปใส่โอ่งดินในบ้าน ส่วนแม่นมเตียวปลีกตัวไปก่อไฟทำอาหาร

เย็นวันเดียวกันเพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจ หลังจากซิ่วอิงกับแม่นมเตียวช่วยกันเตรียมอาหารเสร็จ จ้าวฟางหรูจึงแบ่งใส่ชามอีกหนึ่งใบ ซึ่งอาหารมื้อนี้เป็นข้าวต้มใส่หมูสับ ถึงแม้เงินที่มีอยู่จะไม่สามารถกินเนื้อได้ทุกวัน แต่จ้าวฟางหรูจะพยายามให้ทุกคนได้กินเนื้อมากที่สุด นางบอกกับซิ่วอิงว่า “เจ้าเอาข้าวต้มชามนี้ไปให้นายท่านอี๋นั่ว ไม่ต้องเข้าไปรบกวนเขา วางไว้หน้าบ้านแล้วบอกว่าจะมาเก็บชามภายหลังก็พอ”

“เจ้าค่ะ” ซิ่วอิงรับคำ

แต่เว่ยซินหยียนกลับพูดขึ้นว่า “ข้าเอาไปให้เองเจ้าค่ะ” นางรู้สึกถูกชะตากับท่านลุงคนนี้ ถึงเขาจะดูลึกลับไปหน่อย แต่จิตใต้สำนึกของนางกลับบอกว่าเขาเป็นคนดี

“เช่นนั้นก็เดินระวังหน่อย”

“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” มือน้อย ๆ คว้าเอาตะกร้าใส่ชามข้าวต้มจากมือซิ่วอิง ขาสั้น ๆ ก้าวเดินออกอย่างว่องไวแต่มั่นคงตรงไปตามถนนลูกรังด้านหน้า

ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งถ้วยชาร่างเล็กก็มายืนอยู่หน้ากระท่อมหลังหนึ่งซึ่งมุงหลังคาด้วยหญ้า เว่ยซินเหยียนคิดว่านี่คงเป็นบ้านของนายท่านกระมัง เพราะนอกจากกระท่อมหลังนี้แล้วก็ไม่มีบ้านใครอีก นางจึงตะโกนบอกคนด้านในว่า “ชินเหยียนเอาข้าวมาให้ท่านลุง โปรดรับไว้ด้วยเจ้าค่ะ ส่วนชามข้าจะมาเก็บพรุ่งนี้ยามเหม่านะเจ้าคะ” ว่าจบร่างน้อย ๆ หยิบชามข้าวออกจากตะกร้า แล้ววางไว้บนพื้นกระท่อมข้างบันได ยังมีถ้วยใบเล็กที่ใส่ขิงซอยกับหอมซอยวางไว้ข้าง ๆ อีกด้วย จากนั้นก็เดินกลับบ้านตนทันที ในใจนางคิดว่าผู้ชายคนนี้คงเป็นคนโลกส่วนตัวสูงจึงไม่อยากคบค้าสมาคมกับใคร

เสียงฝีเท้าเดินห่างออกไปไกลมากแล้ว อี๋นั่วจึงเปิดประตูออกมา ก้มมองชามข้าวต้มด้วยสายตาที่อ่านได้ยาก จากนั้นจึงยกชามข้าวต้มเข้าไปด้านใน ก่อนกินยังใช้เข็มทดสอบพิษเมื่อรู้ว่าปลอดภัยแล้วจึงกินข้าวต้มจนหมดโดยไม่กลับออกมาด้านนอกอีก กระทั่งยามอิ๋นจึงนำชามเปล่าออกมาวางไว้ดังเดิม

วันถัดมาก่อนไปเก็บสมุนไพรกับมารดาเว่ยซินเหยียนจึงมาเก็บชามกลับไป มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเขากินข้าวจนหมดชาม แอบคิดเล่น ๆ ว่า เขาคงไม่ได้เททิ้งกระมัง เพราะในยุคนี้ข้าวยากหมากแพงใครจะเอาของกินไปทิ้งกัน

จ้าวฟางหรู กับเว่ยซินเหยียนและซิ่วอิงขึ้นเขาเพื่อเก็บสมุนไพร ปล่อยให้แม่นมมเตียวอยู่บ้านถางหญ้าไปพลาง ๆ เพียงลำพัง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป