บทที่ 9 โดนงูเห่ากัด
สองนายบ่าวลอบสบตากันแวบหนึ่ง จ้าวฟางหรูมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เกิดมานางยังไม่เคยตื่นมาออกกำลังกายสักครั้ง นางจึงบอกบุตรสาวว่า “เจ้าฝึกต่อเถอะ แม่จะไปทำอาหารช่วยแม่นมสักหน่อย” แค่พูดคำว่าออกกำลังกายนางก็ขยาดแล้ว
“ไม่ได้เจ้าค่ะ ไหน ๆ ท่านแม่ก็มาแล้ว ลองสักหน่อยนะเจ้าคะ” ว่าพลางเดินไปหยิบลำไม้ไผ่ที่มีความยาวประมาณห้าฉื่อที่ตนเตรียมไว้เมื่อหลายวันก่อน จากนั้นเดินไปจูงมือมารดามาที่ลานฝึกของตน
จ้าวฟางหรูลอบสบตากับแม่นมเตียวพลางทำหน้าเหยเก เตียวจินเพียงพยักหน้าเพื่อเป็นการให้กำลังใจ และรีบถอยออกไปจากตรงนั้น
ก่อนเริ่มรำกระบองเว่ยซินเหยียนสอนให้มารดาอบอุ่นร่างกายเสียก่อน ราวหนึ่งถ้วยชาจึงเริ่มรำกระบอง พอได้ยืดเหยียดร่างกายจ้าวฟางหรูก็รู้สึกสบายตัวขึ้น กระทั่งเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูปเว่ยซินเหยียนจึงให้มารดาหยุดพัก
“รู้สึกอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
“รู้สึกโล่งอย่างบอกไม่ถูก” แผ่นหลังและกรอบหน้าของนางมีเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อย ในกายรู้สึกว่าเลือดกำลังสูบฉีดดียิ่งนัก
“ท่านแม่ลองฝึกทุกวันดูเจ้าค่ะ เผื่อร่างกายท่านจะแข็งแรงขึ้น”
จ้าวฟางหรูยิ้มจาง ๆ กล่าวว่า “ได้ แม่จะทำตามที่เจ้าบอก” นางเพิ่งรู้ว่าการออกกำลังกายทำให้รู้สึกดีเช่นนี้
ทุกเจ็ดวันเว่ยซินเหยียนกับซิ่วอิงจะนำสมุนไพรที่ตากแห้งดีแล้วเข้าไปขายที่โรงหมอในตลาด ซึ่งใช้เวลานั่งเกวียนเทียมวัวประมาณครึ่งชั่วยาม และทุกครั้งที่เข้าไปขายสมุนไพรทั้งสองจะต้องปิดบังใบหน้าด้วยผ้าสี่เหลี่ยมผืนบาง แต่รายได้ก็ไม่ถือว่าดีนัก เพราะขายสมุนไพรครั้งหนึ่งก็ได้ไม่เกินหนึ่งตำลึง
นางคำนวณดูแล้วว่าหนึ่งปีน่าจะมีรายรับไม่เกินห้าสิบตำลึง ซึ่งก็พออยู่ได้ แต่ก็ยังตึงมืออยู่ดี และในปีถัดไปอาจจะหาสมุนไพรมาขายได้น้อยลง หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ พวกนางคงหาเงินไม่ทันแน่ แต่เว่ยซินเหยียนก็ยังมีความคิดที่จะหลอมยาขายเช่นเดิม เพียงแต่ในตำราของท่านตาไม่มีหนังสือเล่มไหนที่ระบุเกี่ยวกับการหลอมยาไว้เลย นางสอบถามท่านแม่แล้วแต่นางก็ไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย เพราะท่านตาเองก็ไม่เคยเล่าให้บุตรสาวฟังเช่นกัน แล้วนางจะหาผู้รู้จากที่ใดได้
สตรีทั้งสี่คนใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและเรียบง่ายมาเป็นเวลาสองเดือนแล้ว และตั้งแต่วันที่จ้าวฟางหรูโดนตะขาบกัดพวกนางก็ยังไม่เคยเห็นหน้าอี๋นั่วอีกเลย แต่จ้าวฟางหรูก็ยังให้เว่ยซินเหยียนนำอาหารเย็นไปให้เขาเป็นประจำ โดยที่นางก็ไม่เคยเจอหน้าเขาเช่นกัน เพียงวางอาหารไว้ที่เดิมแล้วก็เดินกลับ และทุกครั้งอาหารก็ถูกกินจนหมดเกลี้ยง
ตอนนี้เว่ยซินเหยียนกับซิ่วอิงเริ่มมีความชำนาญด้านการเก็บสมุนไพรมากขึ้น เพราะส่วนมากก็มีแต่สมุนไพรชนิดเดิม โดยไม่จำเป็นต้องให้จ้าวฟางหรูขึ้นเขาไปด้วย ทั้งสองก็สามารถไปเก็บสมุนไพรเองได้ และหลังจากออกกำลังกายทุกวันอาการป่วยของจ้าวฟางหรูก็ดีขึ้นเล็กน้อย ทว่าอาการอ่อนเพลีย และมือเท้าเย็นยังคงเป็นอยู่ แต่ยังดีที่ช่วงนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิอากาศจึงพออบอุ่นอยู่บ้าง ถึงตอนกลางคืนจะรู้สึกหนาวเย็นก็ตาม ร่างกายของจ้าวฟางหรูจึงได้รับความอบอุ่นอย่างเพียงพอ อีกทั้งในห้องนอนยังเป็นเตียงเตา พวกนางจึงไม่หนาวมากนัก
เช้าวันนี้หลังจากกินอาหารเสร็จ เว่ยซินเหยียนกับซิ่วอิงจึงเตรียมตัวขึ้นเขาเพื่อเก็บสมุนไพรอีกครั้ง ซึ่งทุกครั้งที่ไปเก็บสมุนไพรก็มักเจอคนในหมู่บ้านไปเก็บสมุนไพรไปขายเช่นเดียวกัน เพราะที่หมู่บ้านแห่งนี้ผู้คนส่วนมากมีอาชีพทำนา ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และหาของป่าไปขายกันทั้งนั้น สมุนไพรที่อยู่ตามชายป่าจึงเริ่มเหลือน้อย วันนี้เว่ยซินเหยียนกับซิ่วอิงจำเป็นต้องเข้าป่าไปลึกอีกสักหน่อย
ทั้งสองต่างคนต่างเดินเก็บสมุนไพรอย่างเพลิดเพลิน จนลืมเรื่องความปลอดภัยไปชั่วขณะ ขณะที่เว่ยซินเหยียนกำลังก้าวขาออกอย่างรวดเร็วเพื่อไปเก็บสมุนไพรจึงเหยียบเข้าที่ตัวสัตว์เลื้อยคลานอย่างจัง และมันก็ฉกเข้าที่ข้อเท้าของนางอย่างว่องไวเช่นเดียวกัน
“โอ๊ย!” นางร้องขึ้นเสียงดัง สายตาเหลือบมองบนพื้นดิน และถอยหลังไปสองก้าว เมื่อเห็นงูเห่ากำลังเลื้อยจากไปอย่างช้า ๆ ในใจพลันตระหนกเมื่อรู้ว่าตนโดนงูพิษกัดเข้าที่ข้อเท้าแล้ว
ซิ่วอิงได้ยินเสียงเจ้านายจึงเงยหน้าขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วรีบวิ่งไปตามเสียง ปากพลางเอ่ยถาม “คุณหนูเป็นอะไรหรือเจ้าคะ”
“ข้าโดนงูเห่ากัด” นางพยายามข่มอารมณ์ให้มั่นคง มือเล็ก ๆ รีบฉีกชายกระโปรงรัดไว้เหนือแผลทันที
ซิ่วอิงใจเต้นระส่ำ ถามด้วยความตกใจ “จริงหรือเจ้าคะคุณหนู คุณหนูล้อบ่าวเล่นหรือเจ้าคะ”
“ข้าจะเอาความเป็นความตายมาล้อเจ้าเล่นได้อย่างไร” พูดจบร่างของเว่ยซินเหยียนก็เริ่มโอนเอน ซิ่วอิงวิ่งมาถึงจึงประคองร่างเจ้านายไปนั่งที่โคนต้นไม้
