บทที่ 3 เชี่ยเยี่ยนเฟิง 1.1

ห่างจากเมืองหลวงออกไปทางเหนือกว่าพันลี้ บนผืนแผ่นดินที่เต็มไปด้วยหิมะและอากาศหนาว สายลมหนาวพัดผ่านหอบเอาความยะเยือกมาเป็นระยะ กองทัพเกราะดำตั้งค่ายอยู่หน้าด่านเหยียนเป่ย ด่านแห่งนี้เป็นปราการสำคัญที่สุดของแคว้นต้าเซี่ย

ด้านหนึ่งคือภูเขาสูงชันที่ทอดตัวยาวราวกำแพงธรรมชาติ อีกด้านเป็นที่ราบกว้างสุดสายตา ซึ่งในฤดูร้อนอาจมีหญ้าขึ้นเป็นหย่อม ๆ แต่เมื่อฤดูหนาวมาเยือน ทุกสิ่งกลับแห้งกรอบจนกลายเป็นสีเหลืองหม่น ลมเหนือพัดผ่านอย่างรุนแรง เสียงของมันครวญครางอยู่ตามซอกหินราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังบาดเจ็บ

บนเนินเขาด้านตะวันตก มีธงสีดำปักตราพยัคฆ์ดำทมิฬสะบัดอยู่ท่ามกลางสายลม ธงผืนนี้เป็นสัญลักษณ์ของกองทัพเซี่ย

เพียงเห็นมัน ผู้คนชายแดนก็รู้ว่าพื้นที่แห่งนี้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของแม่ทัพเซี่ยเยี่ยนเฟิง

ส่วนศัตรูที่อยู่อีกฟากหนึ่งของด่าน เมื่อเห็นธงผืนนี้ ก็มักเลือกถอยทัพก่อนจะได้เห็นใบหน้าของผู้บัญชาการเสียด้วยซ้ำ

เพราะทั่วทั้งชายแดนต่างรู้ดีว่าเซี่ยเยี่ยนเฟิงไม่เคยอ่อนโยนต่อศัตรู เขาไม่เจรจาเมื่อการเจรจาไม่จำเป็น ไม่ไว้ชีวิตผู้ที่ยกอาวุธขึ้นทำร้ายทหารของภายใต้การบัญชาการของของเขา

ในสายตาของผู้คนในเมืองหลวง เขาคือเชื้อพระวงศ์ผู้ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ เป็นองค์ชายแปดผู้มีชาติกำเนิดสูงศักดิ์

แต่ในสายตาของผู้คนชายแดน เขาคือพายุเพลิงในร่างมนุษย์

ยามเขาขี่ม้าดำออกสู่สนามรบ ทวนเหล็กดำในมือจะกวาดผ่านศัตรูราวกับเปลวไฟลามทุ่ง ไม่มีผู้ใดหยุดยั้งได้ และไม่มีผู้ใดอยากเป็นคนแรกที่เผชิญหน้ากับเขา

เช้าวันนั้น ฟ้ายังไม่ทันสว่างเต็มที่ เสียงสัตว์ก็ดังก้องไปทั่วหุบเขาพลันทหารยามบนหอคอยตะโกนแจ้งข่าว

“ม้าศึกจากทิศตะวันออกกลับมาแล้ว!”

เสียงวูดดังขึ้นสามครั้ง ทหารในค่ายต่างเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ผู้ที่กำลังขนฟืนรีบหลบทาง ผู้ที่กำลังตรวจม้าหันไปมองถนนหลัก ส่วนทหารหนุ่มหลายคนหยุดมือจากการฝึกและยืดคอรอชมความเคลื่อนไหว

ไม่นาน ขบวนม้ากว่าสิบตัวก็ปรากฏขึ้นจากแนวหมอก

ม้าตัวหน้าเป็นม้าศึกสีดำสนิท ขนของมันสะท้อนแสงสีอ่อน ยามแสงจากฟ้าที่กำลังสาง ผู้ขี่นั่งหลังตรงสง่างาม แม้จะเดินทางตลอดทั้งคืน แต่ไม่มีท่าทีเหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย

เซี่ยเยี่ยนเฟิงสวมเกราะสีดำสนิท ส่วนไหล่และอกมีรอยฝุ่นจากการเดินทาง ผ้าคลุมสีแดงเข้มพาดอยู่ด้านหลังและสะบัดตามแรงลม ใบหน้าของเขาคมเข้ม ดวงตาดำลึกเย็นเยียบจนทหารที่อยู่ใกล้ไม่กล้าสบตาโดยตรง

ทวนเหล็กดำถูกพาดไว้ข้างกาย บนปลายทวนมีคราบเลือดแห้งติดอยู่เป็นเส้นบาง ๆ

เซียวฉงจิ่ง รองแม่ทัพทัพหน้า ขี่ม้าอยู่ด้านข้าง เขามีรูปร่างใหญ่โตไหล่กว้างจนดูคล้ายกำแพงเคลื่อนที่ ใบหน้ามีรอยแผลเป็นพาดผ่านคิ้วขวา และมีดเหล็กทั้งคู่ถูกแขวนไว้ที่หลังม้า

“ท่านแม่ทัพ” เซียวฉงจิ่งเอ่ยขึ้น 

“ข้าคิดว่าเราควรหยุดพักม้าก่อน”

“ไม่ต้อง”

“ม้าของท่านเดินทางต่อเนื่องมาสองวันแล้ว”

“มันยังไหว”

“แต่มันหายใจแรง”

เซี่ยเยี่ยนเฟิงเหลือบมองม้าของตน “เจ้าก็หายใจแรง”

เซียวฉงจิ่งนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างจริงจัง 

“ข้าเป็นมนุษย์ แต่ม้าของท่านเป็นม้า”

“ดังนั้นเจ้าควรเข้าใจว่าม้าของข้ายังแข็งแรงกว่าเจ้า”

ทหารที่อยู่ด้านหลังพยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดชีวิต

เซียวฉงจิ่งเหลือบมองพวกเขาแล้วกระแอมเสียงดัง “ผู้ใดหัวเราะ!”

เสียงหัวเราะที่กำลังจะหลุดออกมาจึงหายไปในลำคออย่างพร้อมเพรียง

แต่ชางเจิ้นหยาง นายกองคุมพลซุ่มยิงที่ขี่อยู่ท้ายขบวนกลับหัวเราะเสียงดังที่สุด เขาเป็นชายหนุ่มผิวคล้ำจากการตากแดด มีสายตาคมกริบและมีนิสัยพูดมากจนแม้แต่ลมเหนือยังดูเงียบไปเมื่ออยู่ใกล้เขา

“รองแม่ทัพเซียว ท่านแม่ทัพไม่ได้บอกว่าท่านเป็นม้าเสียหน่อย เขาเพียงบอกว่าม้าของท่านแข็งแรงกว่า”

“ชางเจิ้นหยาง!”

“ข้าแค่พูดตามความจริง”

“เจ้าพูดมากเกินไป”

“หากข้าไม่พูด ท่านก็ต้องฟังเสียงลมทั้งวัน เช่นนั้นนั่นน่าเศร้ากว่า”

ด้านหลังชางเจิ้นหยาง ซ่งซานเฉิงกำลังขี่ม้าคู่กับลังไม้ใบใหญ่ ชายผู้นี้มีรูปร่างท้วมกว่าคนอื่นเล็กน้อย ใบหน้ากลมและดวงตาเป็นมิตร เขารับหน้าที่ดูแลเสบียงกับค่ายกลอารักขา และมีสิ่งหนึ่งที่ทหารทั้งค่ายรู้ดี นั่นคือซ่งซานเฉิงสามารถจำตำแหน่งของข้าวสารทุกกระสอบได้ แต่กลับจำตำแหน่งของดาบตนเองไม่ได้เป็นประจำ

“ชางเจิ้นหยาง” ซ่งซานเฉิงกล่าวัน

“พูดให้น้อยหน่อย หากเจ้าทำให้ท่านแม่ทัพอารมณ์ไม่ดี เขาอาจสั่งลดส่วนอาหารของเจ้า”

ชางเจิ้นหยางหันไปมองทันที “ท่านแม่ทัพไม่ทำเช่นนั้นหรอก”

“เหตุใดเจ้าจึงมั่นใจ”

“เพราะข้ากินอาหารของตนเองหมดทุกมื้อ หากลดส่วนของข้า เขาจะไม่ได้เห็นข้าทำงาน” ซ่งซานเฉิงพยักหน้าอย่างคิดตาม 

“เหตุผลของเจ้าฟังดูถูกต้อง แต่ข้าว่าท่านแม่ทัพอาจสั่งเพิ่มงานแทน”

ชางเจิ้นหยางเงียบลงทันที

เซียวฉงจิ่งหัวเราะหึ ๆ “ในที่สุดก็มีบางอย่างทำให้เจ้าหุบปากได้”

“ข้าเพียงกำลังเก็บแรงไว้ใช้ตอนกินข้าว”

“เจ้ากินโดยไม่พูดไม่ได้หรือ”

“ไม่ได้ ข้าต้องพูดคุยกับอาหาร มิฉะนั้นมันจะรู้สึกโดดเดี่ยว”

ทหารที่อยู่ใกล้ ๆ หลุดหัวเราะออกมาในที่สุด

เซี่ยเยี่ยนเฟิงไม่ได้สนใจบทสนทนาไร้สาระเหล่านั้น เขาควบม้าต่อไปจนถึงหน้ากระโจมบัญชาการ ก่อนกระโดดลงจากหลังม้าด้วยท่วงท่าคล่องแคล่วและสง่างาม

โม่อวิ๋นฉาง หัวหน้าหน่วยองครักษ์เงา ยืนรออยู่ที่นั่นแล้ว

เขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างผอมสูง ใบหน้าเรียบเฉยจนแทบไร้อารมณ์ ดวงตาคมเหมือนใบมีด มือข้างหนึ่งถือม้วนเอกสาร ส่วนอีกข้างแนบอยู่ใกล้ด้ามมีดสั้นโดยไม่รู้ตัว

“รายงาน” เซี่ยเยี่ยนเฟิงกล่าว

“กองโจรจากหุบเขาเป่ยหลางเคลื่อนไหวอีกครั้งเมื่อยามอิ๋น” โม่อวิ๋นฉางตอบ 

“พวกมันปล้นเสบียงจากหมู่บ้านทางใต้ แต่ไม่ได้ทำร้ายชาวบ้าน มีคนเห็นชายสวมเสื้อเกราะสคล้ายเผ่าหูอยู่ในกลุ่ม”

“จำนวน”

“ประมาณสามสิบคน”

“กำลังทหารของเรา”

“หน่วยลาดตระเวน รวมสี่สิบคน”

เซี่ยเยี่ยนเฟิงรับม้วนเอกสารมาเปิดดู ดวงตาของเขากวาดผ่านตัวอักษรอย่างรวดเร็ว

“หรือพวกมันต้องการเสบียงเบี่ยงเบนความสนใจ”

“ยังไม่แน่ชัดขอรับท่านแม่ทัพ” โม่อวิ๋นฉางตอบ

“แต่จากร่องรอย พวกมันถอยไปทางหมู่บ้านอันผิง”นิ้วของเซี่ยเยี่ยนเฟิงหยุดอยู่บนกระดาษ

“อันผิง?”

“ขอรับ”

“ส่งหน่วยลาดตระเวนไปตรวจสอบ”

“ข้าส่งไปแล้ว”

“ให้ส่งเพิ่มอีก”

โม่อวิ๋นฉางพยักหน้า แต่ยังไม่ทันหันหลัง เซี่ยเยี่ยนเฟิงก็เอ่ยขึ้น

“อย่าเพิ่งปะทะ หากพบกลุ่มคนต้องสงสัย ให้ติดตามร่องรอยกลับมา”

“ขอรับ”

โม่อวิ๋นฉางเดินจากไปอย่างไร้เสียงราวกับไม่เคยอยู่ตรงนั้น

เซี่ยเยี่ยนเฟิงหันกลับไปทางกระโจมบัญชาการ ขณะนั้นเองหลินยวี่เจ๋อก็เดินออกมาพอดิบพอดี

กุนซือหนุ่มสวมชุดสีเขียวเข้มคลุมด้วยเสื้อขนสัตว์สีขาว ใบหน้าสุภาพอ่อนโยนและมีรอยยิ้มบาง ๆ ประดับอยู่เสมอ เขาแตกต่างจากคนอื่นในกองทัพอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าที่สะอาดเรียบร้อย มือที่ไม่หยาบกร้าน หรือท่าทีสุขุมจนดูเหมือนมาเดินเล่นในวัง ไม่ใช่ยืนอยู่กลางค่ายทหารชายแดน

“กลับมาเร็วกว่าที่คาด” หลินยวี่เจ๋อกล่าว

“งานเสร็จแล้ว”

“งานเสร็จหรือศัตรูหนี”

“ผลลัพธ์เหมือนกัน”

หลินยวี่เจ๋อยกพัดขึ้นปิดริมฝีปาก 

“คำพูดของท่านช่างช่วยประหยัดเวลาอธิบายยิ่งนัก”เซี่ยเยี่ยนเฟิงเดินเข้าไปในกระโจม 

“มีข่าวจากเมืองหลวงหรือไม่”

“มี”

“เรื่องใด”

“เรื่องแต่งงาน”

เซี่ยเยี่ยนเฟิงหยุดเดิน ทหารที่กำลังยกม่านกระโจมค้างอยู่กลางอากาศ ก่อนรีบถอยออกไปอย่างเงียบ ๆ หลินยวี่เจ๋อเดินตามเข้าไปด้วยสีหน้าสงบนิ่ง 

“ฝ่าบาททรงมีพระราชองค์การมา”

“เผาเสีย”

“ยังไม่ได้เปิดอ่าน”

“ไม่จำเป็น”

“บางทีอาจเป็นคำสั่งให้เลื่อนเบี้ยเลี้ยงทหาร”

“เช่นนั้นเจ้าจงเปิดอ่าน” หลินยวี่เจ๋อหยิบม้วนพระราชสาส์นจากโต๊ะ 

“น่าเสียดาย ไม่ใช่เรื่องเบี้ยเลี้ยง”กุนซือหนุ่มสายหน้าอย่างเสียดาย

“ก็เผาเสีย”

“แต่นั้นเป็นพระราชสาส์นจากฝ่าบาท”

“ข้ารู้”

“หากเผาแล้วเกรงว่าจะกลายเป็นความผิดฐานดูหมิ่นพระราชอำนาจ”

เซี่ยเยี่ยนเฟิงถอดถุงมือหนังออกทีละข้าง วางลงบนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ 

“ข้าจะรับผิดเอง”

“ท่านรับผิดมาแล้วสามครั้งในเรื่องนี้”

“เช่นนั้นเพิ่มอีกครั้งก็ไม่ต่างกัน”เซี่ยเยี่ยนเฟิงตอบรับหน้าตาย

หลินยวี่เจ๋อหัวเราะเบา ๆ “ท่านแม่ทัพ ท่านเป็นถึงองค์ชายแปด แต่เหตุใดจึงหวาดกลัวการแต่งงานยิ่งกว่าทหารใหม่กลัวการฝึกกลางหิมะ”

เซี่ยเยี่ยนเฟิงเงยหน้ามองเขาพลางส่งสายตาคมกริบไล่มองจนคนถูกมองเสียวสันหลังวาบ

แม้หลินยวี่เจ๋อจะยิ้มอยู่ แต่เขารู้ดีว่าสายตาเช่นนั้นหมายความว่า หากยังพูดต่ออีกคำเดียว อาจมีคนถูกโยนออกจากกระโจม

ทว่าคนที่เป็นเพื่อนกับเซี่ยเยี่ยนเฟิงมาตั้งแต่เด็กย่อมมีภูมิคุ้มกันอยู่บ้าง

“ข้าเพียงสงสัย” หลินยวี่เจ๋อกล่าวต่อ 

“ฝ่าบาททรงเลือกสตรีจากตระกูลใหญ่ให้เจ้าถึงสามครั้ง เจ้าก็ปฏิเสธทั้งหมด ครั้งแรกเจ้าแกล้งทำเป็นป่วย ครั้งที่สองเจ้าหนีไปปราบโจรที่ชายแดนตะวันตก ครั้งที่สามเจ้าประกาศว่าตนไม่เข้าใจภาษาสตรี”

“ก็ข้าไม่เข้าใจจริง”

“เจ้าเยี่ยนเฟิงหมายความว่าอย่างไรที่ว่าเจ้าไม่เข้าใจภาษาสตรี”กุนซือหนุ่มแสดงสีหน้าสงสัยก่อนที่ขยับไปรินชาชั้นดีที่ฮ่องเต้ประทานให้

“สตรีพูดว่าไม่เป็นไร แต่สีหน้าเหมือนจะฆ่าคน สตรีพูดว่าไม่โกรธ แต่กลับจำเรื่องเมื่อสิบปีก่อนได้ทุกคำ ข้าไม่อาจรบกับศัตรูที่ไม่ประกาศสงคราม”

หลินยวี่เจ๋อพยักหน้าอย่างเห็นอกเห็นใจ

“เป็นเช่นนั้น เป็นเช่นนั้น ศัตรูที่ไม่ประกาศสงครามน่ากลัวกว่าศัตรูบนสนามรบจริง ๆ”

ม่านกระโจมถูกเปิดออกอย่างแรง ชางเจิ้นหยางโผล่หน้าเข้ามา

“ท่านแม่ทัพ! ข้าได้ยินว่ามีข่าวแต่งงานหรือขอรับ” เซี่ยเยี่ยนเฟิงหันไปมองเขาเล็กน้อย

ชางเจิ้นหยางรีบก้าวเข้ามาแล้วปิดม่าน

“ข้าเพียงเป็นห่วงความมั่นคงของกองทัพ”

“ความมั่นคงของกองทัพเกี่ยวข้องกับการแต่งงานของข้าอย่างไร”

“หากท่านแต่งงานแล้ว อาจมีคนมาคุมท่าน หากมีคนคุมท่าน กองทัพก็อาจมีคนคุมอีกทอดหนึ่ง”

หลินยวี่เจ๋อใช้พัดเคาะแขนเขา “เหตุผลนี้แย่มาก”

“แต่ฟังดูมีตรรกะ”

“แน่นอนท่านแม่ทัพ” ชางเจิ้นหยางหันมาหาเซี่ยเยี่ยนเฟิง 

“ข้าขอถามตรง ๆ ท่านแม่ทัพไม่คิดแต่งงานจริงหรือ”

“ไม่คิด”

“เพราะเหตุใด”

“ไม่จำเป็น”เซี่ยเยี่ยนเฟิงตอบอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิด

“คนเรากินข้าวคนเดียวได้ แต่ไม่ควรตายคนเดียว”

“ข้ามีทหาร” ชางเจิ้นหยางนิ่งไป

“ท่านหมายถึงให้พวกทหารไปอยู่เป็นเพื่อนตอนท่านตายหรือ”

เซี่ยเยี่ยนเฟิงไม่ตอบ หลินยวี่เจ๋อยกพัดปิดหน้า แต่ไหล่ของเขาสั่นเล็กน้อย

ชางเจิ้นหยางยังไม่ยอมแพ้ “ท่านแม่ทัพ ท่านอายุยี่สิบแปดแล้ว”

“ข้ารู้”

“ถึงวัยที่ควรมีภรรยา”

“ข้ารู้”

“หากไม่แต่งปีนี้ ปีหน้าท่านก็จะแก่ขึ้นอีก”

“ข้ารู้”

“เมื่อรู้แล้ว เหตุใดจึงไม่แต่ง”

เซี่ยเยี่ยนเฟิงมองเขานิ่ง ๆ

“ข้ายังรู้ด้วยว่าควรทำสิ่งใดกับคนที่พูดมากเกินไป”

ชางเจิ้นหยางหุบปากทันที

เซียวฉงจิ่งที่เพิ่งเข้ากระโจมมาพอดีมองเขาแล้วกล่าว 

“ในที่สุดเจ้าก็รู้จักกลัว”

“ข้าไม่ได้กลัว ข้าเพียงเห็นแก่ชีวิต”

“สองอย่างนี้ไม่ต่างกัน”

เซี่ยเยี่ยนเฟิงเดินไปที่โต๊ะบัญชาการ เขาคลี่แผนที่ด่านเหยียนเป่ยออก พื้นที่ตรงหน้าเต็มไปด้วยเส้นหมึกและเครื่องหมายต่าง ๆ ทหารในกองทัพอาจมองเห็นเพียงภูเขา แม่น้ำ และหมู่บ้าน แต่สำหรับแม่ทัพผู้ผ่านสนามรบมานับไม่ถ้วน แผนที่ผืนนี้คือภาพของความเป็นและความตาย

หลินยวี่เจ๋อเดินตามไป “เรื่องแต่งงานยังไม่จบ ฝ่าบาททรงมีพระประสงค์ให้ท่านกลับเมืองหลวงภายในฤดูใบไม้ผลิ”

“ไม่กลับ”

“หากเป็นพระบัญชาเล่า”

“ข้าจะส่งฎีกาขอปฏิเสธ”

“ฝ่าบาททรงคาดไว้แล้ว พระองค์จึงส่งจดหมายส่วนพระองค์มาอีกฉบับ”

เซี่ยเยี่ยนเฟิงหันกลับมา “เขียนว่าอะไร”

หลินยวี่เจ๋อหยิบจดหมายออกจากแขนเสื้อ “ฝ่าบาททรงเขียนว่า หากท่านยังปฏิเสธการแต่งงาน พระองค์จะเสด็จมาชายแดนด้วยพระองค์เอง”

ชางเจิ้นหยางสูดลมหายใจ “ฝ่าบาทจะเสด็จมาจริงหรือ”

“ย่อมไม่” เซี่ยเยี่ยนเฟิงตอบ

“ท่านรู้ได้อย่างไร”

“เพราะฝ่าบาทไม่ชอบอากาศหนาว”

“ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ต้องกังวล”

หลินยวี่เจ๋อเสริมอย่างสงบ “แต่พระองค์อาจส่งฮองเฮามา”

ชางเจิ้นหยางเงียบลงอีกครั้ง

เซียวฉงจิ่งมองแผนที่ “เรื่องภรรยาเอาไว้ก่อน ตอนนี้ศัตรูเริ่มเคลื่อนไหว เราควรจัดกำลังลาดตระเวนเพิ่ม”

เซี่ยเยี่ยนเฟิงพยักหน้า “ให้หน่วยที่สามไปประจำทางตะวันออก ส่งหน่วยธนูขึ้นเขา ส่วนกำลังหลักยังไม่ต้องขยับ”

“ไม่ไล่ตามหรือ” เซียวฉงจิ่งถาม

“ยังไม่รู้ว่าพวกมันมีจำนวนเท่าใด”

“หากเป็นเพียงโจรสามสิบคน ข้าพาคนไปจัดการได้”

“หากพวกมันจงใจล่อเราออกจากด่านเล่า”เซียวฉงจิ่งมองแผนที่แล้วขมวดคิ้ว

หลินยวี่เจ๋อใช้นิ้วแตะตำแหน่งหมู่บ้านอันผิง

“พื้นที่นี้มีเส้นทางเชื่อมไปยังหุบเขาเป่ยหลาง หากศัตรูต้องการขโมยเสบียงจริง พวกมันไม่จำเป็นต้องอ้อมไกลถึงหมู่บ้านอันผิง แต่ถ้าต้องการตรวจสอบกำลังทหารของเรา เส้นทางนี้เหมาะที่สุด”

โม่อวิ๋นฉางเข้ามารายงานเพิ่มเติม “ชาวบ้านในผิงอันแจ้งว่าช่วงสามคืนมานี้มีคนแปลกหน้าปรากฏตัวใกล้ป่า พวกเขาไม่เข้าไปในหมู่บ้าน เพียงซื้ออาหารแห้งและสอบถามเรื่องกองทัพ”เซี่ยเยี่ยนเฟิงก้มมองแผนที่อีกครั้ง

หมู่บ้านผิงอันอยู่ห่างจากด่านเหยียนเป่ยไม่มากนัก แต่พื้นที่โดยรอบเป็นภูเขาและป่ารก ผู้คนไม่ค่อยเดินทางผ่าน นอกจากพ่อค้าเร่หรือทหารลาดตระเวน

“ส่งหน่วยทหารตามสะกดรอย” เขาสั่ง 

“อย่าให้ชาวบ้านตื่นตระหนก”

“ขอรับ”โม่อวิ๋นฉางรับคำแล้วถอยออกไป

เวลานั้นเอง ซ่งซานเฉิงเดินเข้ามาพร้อมถ้วยน้ำชาในมือ แต่ก่อนจะถึงโต๊ะ เขาก็สะดุดขาตนเองจนชาเกือบหก เซียวฉงจิ่งคว้าถ้วยไว้ได้ทัน

“ขอบคุณรองแม่ทัพ” ซ่งซานเฉิงกล่าว 

“ข้าคิดเรื่องเสบียงมากเกินไปจนลืมมองทาง”

ชางเจิ้นหยางมองลังไม้ที่เขาแบกมาด้านหลัง “ในลังมีอะไร”

“เสบียง”

“เสบียงอะไร”

“อาหาร”

“อาหารอะไร”

ซ่งซานเฉิงมองซ้ายมองขวา ก่อนกระซิบ “แป้งย่าง”

ชางเจิ้นหยางคว้าลังทันที “ขอข้าดู”

ซ่งซานเฉิงกอดลังแน่น “ไม่ได้”

“เจ้าบอกว่าเป็นเสบียง”

“เสบียงสำหรับข้า”

“ในกองทัพไม่ควรมีเสบียงส่วนตัว”

“ข้าซื้อด้วยเงินส่วนตัว”

“เช่นนั้นแบ่งข้า”

“เจ้ามีเงินส่วนตัวหรือ”

ชางเจิ้นหยางนิ่งงัน

“ซ่งซานเฉิง เจ้าควรแบ่งทุกคนเล็กน้อย”หลินยวี่เจ๋อกล่าวด้วยสีหน้าสุขุม 

“ข้าแบ่งได้”ทุกคนพลางมองเขา

“แบ่งให้ท่านแม่ทัพสองชิ้น รองแม่ทัพเซียวหนึ่งชิ้น ท่านกุนซือหนึ่งชิ้น ส่วนข้าเก็บที่เหลือ”

ชางเจิ้นหยางเบิกตา “เหตุใดท่านแม่ทัพถึงได้สองชิ้น”

“เพราะเขาเป็นท่านแม่ทัพ”

“แล้วเหตุใดข้าจึงไม่ได้”

“เพราะเจ้าพูดมาก อาหารไม่พอสำหรับคนที่ใช้คำพูดมากเกินไป”

เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วกระโจม แม้แต่เซี่ยเยี่ยนเฟิงก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น

ทหารทุกคนในค่ายรู้ดีว่า รอยยิ้มของแม่ทัพเซี่ยหายากกว่าชัยชนะในสนามรบ ดังนั้นชางเจิ้นหยางจึงชี้หน้าเขาอย่างตื่นเต้น

“เมื่อครู่ท่านแม่ทัพยิ้ม!”

เซี่ยเยี่ยนเฟิงกลับมาเป็นสีหน้าเย็นชาในทันที 

“ออกไปวิ่งรอบค่ายสิบรอบ”

ชางเจิ้นหยางหน้าซีด “ข้าควรไม่พูดอะไร”

“ตอนนี้ก็ยังไม่สาย”

“ขอรับ!”

ชางเจิ้นหยางหมุนตัววิ่งออกจากกระโจม แต่ยังตะโกนจากด้านนอก

“แป้งย่างของซ่งซานเฉิงต้องแบ่งข้าด้วย!”

“ไม่มีทาง!” ซ่งซานเฉิงตะโกนกลับ

บรรยากาศในกระโจมกลับมาครึกครื้นอีกครั้ง ทว่าความรื่นเริงนั้นอยู่ได้ไม่นาน เพราะเสียงกลองเตือนภัยดังมาจากกำแพงด้านเหนือ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป