บทที่ 4 เซี่ยเยี่ยนเฟิง 1.2

ตอนที่ ๓.๒

ตึง! ตึง! ตึง!

เสียงกลองสามครั้งติดต่อกันหมายถึงพบความเคลื่อนไหวของศัตรู ทหารทุกคนหยุดการกระทำทันที เซี่ยเยี่ยนเฟิงพลางหยิบทวนเหล็กดำขึ้นมา

“รายงานสถานการณ์” เขาสั่ง

ทหารส่งสารวิ่งเข้ามาคุกเข่า

“พบกลุ่มคนติดอาวุธทางหุบเขาด้านเหนือ จำนวนประมาณห้าสิบคน พวกมันกำลังเคลื่อนเข้ามาทางด่าน!”

“ธงหรือเครื่องหมาย”

“ไม่พบขอรับ”

“ค่ายกลป้องกันพร้อมหรือยัง” เซี่ยเยี่ยนเฟิงถามซ่งซานเฉิง

“พร้อมแล้วขอรับ”

“หน่วยธนู”

“รอคำสั่งอยู่บนหอคอย”

“เซียวฉงจิ่ง นำทัพหน้าออกไปสกัด”

“ขอรับ!”

เซียวฉงจิ่งคว้าพลองเหล็กคู่แล้วก้าวออกไป

“หลินยวี่เจ๋อ เจ้าอยู่ที่นี่คอยเฝ้าระวัง”

“แน่นอน”

“โม่อวิ๋นฉาง ส่งคนอ้อมไปทางตะวันตก ตรวจดูว่ามีหน่วยซุ่มโจมตีหรือไม่”

“ขอรับ”

เซี่ยเยี่ยนเฟิงก้าวออกจากกระโจม ทหารทั้งค่ายกำลังเคลื่อนพลตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว เสียงเกราะกระทบกันดังต่อเนื่อง ธงรบสะบัดรุนแรงขึ้นตามแรงลม ร่างสูงแข็งแรงและอุดมไปด้วยมักกร้ามขึ้นม้าศึกสีดำอย่างรวดเร็ว

ชางเจิ้นหยางซึ่งกำลังวิ่งรอบค่ายอยู่หันมาเห็น จึงตะโกน

“ท่านแม่ทัพ! ข้าวิ่งครบแล้วหรือยัง”

“ยังเหลือเก้ารอบ”

“แต่ข้าเพิ่งเริ่ม!”

“เช่นนั้นก็วิ่งต่อ”

“ขอรับ!”

ชางเจิ้นหยางกัดฟัน แล้วออกวิ่งเร็วขึ้น กองทัพเคลื่อนออกจากค่ายพื้นที่นอกด่านเงียบผิดปกติ

ไม่มีเสียงนก ไม่มีเสียงสัตว์ป่า มีเพียงลมหนาวที่พัดผ่านต้นหญ้าแห้งจนเกิดเสียงเสียดสีกันเบา ๆ

เซี่ยเยี่ยนเฟิงควบม้าอยู่แนวหน้า สายตาของเขากวาดมองทุกสิ่งโดยไม่พลาดแม้แต่เงาดำบนเนินเขา ไม่นาน กลุ่มคนติดอาวุธก็ปรากฏขึ้นบนสันเขา

พวกมันสวมเสื้อคลุมสีเทา ปิดบังใบหน้าเกือบทั้งหมด  และไม่มีท่าทีหวาดกลัวแม้จะเห็นกองทัพเกราะดำตั้งขบวนอยู่เบื้องหน้า

เซียวฉงจิ่งยกพลองขึ้น “หยุด!”

ทหารแนวหน้าหยุดม้าเป็นแถว

“พวกเจ้าเป็นใคร” เซียวฉงจิ่งตะโกน

กลุ่มคนบนเนินไม่ตอบทว่าชายคนหนึ่งชักธนูขึ้น เซี่ยเยี่ยนเฟิงเองเห็นการเคลื่อนไหวก่อนทุกคน

“โล่!”

เสียงคำสั่งดังขึ้นพร้อมกัน ทหารแนวหน้าชูโล่เหล็กขึ้น ลูกธนูชุดแรกพุ่งลงมา กระแทกโล่ราวกับห่าฝน

“ยิงตอบโต้!”

ทหารธนูบนหอคอยปล่อยลูกศรออกไปเป็นแนว เสียงแหวกอากาศดังต่อเนื่อง ผู้คนบนเนินล้มลงหลายคน แต่กลุ่มที่เหลือกลับไม่ถอย พวกมันตะโกนเสียงดังแล้วพุ่งลงจากเนินเข้าหากองทัพ

“บุก!” เซียวฉงจิ่งคำราม

พลองเหล็กคู่ฟาดออกไปอย่างรุนแรง ชายคนหนึ่งถูกกระแทกจนล้มกลิ้งลงกับพื้น ทหารเกราะดำปะทะศัตรูอย่างดุดัน เสียงเหล็กกระทบเหล็กดังไปทั่วหุบเขา

เซี่ยเยี่ยนเฟิงยังไม่เคลื่อนไหวร่างสูงเขากำลังมองหาอะไรบางอย่างการโจมตีตรงหน้านี้รุนแรงแต่ไร้แบบแผน ศัตรูมีจำนวนไม่มากพอจะยึดด่านหน้า และไม่มีท่าทีจะต่อสู้จนถึงที่สุดพวกมันเหมือนต้องการเพียงก่อความวุ่นวายทันใดนั้น เสียงหวีดแหลมก็ดังมาจากด้านหลัง

โม่อวิ๋นฉางควบม้ากลับมา “ท่านแม่ทัพ มีอีกกลุ่มลอบเข้าใกล้ค่ายจากทางตะวันตก!”

เซี่ยเยี่ยนเฟิงหรี่ตาเป็นไปตามที่คิดกลุ่มตรงหน้าเป็นเพียงตัวล่อเขากระชับทวนในมือ แล้วควบม้าออกไปทางตะวันตกทันที

ทหารที่เห็นเขาเคลื่อนพลต่างหลีกทางให้ราวกับคลื่นแหวกออกจากกัน เซี่ยเยี่ยนเฟิงพุ่งทะยานผ่านแนวทหารด้วยความเร็วสูง ทวนเหล็กดำสะท้อนแสงเย็นวาบ

ขณะเดียวกันกลุ่มคนอีกสิบกว่าคนกำลังปีนกำแพงด้านหลังค่าย พวกมันคิดว่ากำลังจะลอบเข้าไปอย่างเงียบ ๆ แต่ไม่ทันรู้ตัวว่าแม่ทัพแห่งกองทัพเกราะดำกำลังเข้าประชิด เซี่ยเยี่ยนเฟิงยกทวนขึ้น

ปลายทวนแทงผ่านโล่ของชายคนแรกจนทะลุไหล่ เขาถูกแรงกระแทกเหวี่ยงลงจากกำแพง ส่วนชายคนที่สองฟันดาบเข้าหา เซี่ยเยี่ยนเฟิงเอียงตัวหลบ ก่อนฟาดด้ามทวนกลับไปกระแทกคางจนร่างนั้นลอยตกลงพื้นทุกการเคลื่อนไหวของเขารวดเร็ว หนักหน่วง และแม่นยำ

ทหารที่อยู่ใกล้ที่สุดเคยเห็นแม่ทัพออกศึกมาหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่ได้เห็นเขาลงมือก็ยังอดรู้สึกสะท้านไม่ได้ เซี่ยเยี่ยนเฟิงมิได้ต่อสู้เหมือนมนุษย์ผู้หนึ่งกำลังเอาชนะศัตรูแต่เขาต่อสู้เหมือนเปลวไฟที่กำลังเผาผลาญสิ่งกีดขวางตรงหน้า

ไม่นานนัก กลุ่มลอบโจมตีก็ถูกจับกุมส่วนกลุ่มบนเนินเขาถูกเซียวฉงจิ่งกวาดล้างจนแตกกระเจิง เหลือผู้รอดชีวิตถูกมัดไว้หลายคน

เซี่ยเยี่ยนเฟิงควบอาชากลับมายังลานหน้าค่าย ทวนในมือมีเลือดสดหยดลงบนพื้นทีละหยดทหารทุกคนเงียบลงเมื่อเห็นเขา

ชางเจิ้นหยางยังวิ่งอยู่รอบค่าย แต่พอเห็นภาพตรงหน้าก็หยุดยืนหอบ

“ข้าพลาดอะไรไปหรือ”

ซ่งซานเฉิงตอบ “พลาดการต่อสู้”

“ท่านแม่ทัพชนะแล้วหรือ”

“ยังเหลือคนให้สอบสวน”

ชางเจิ้นหยางมองคนที่ถูกมัดแล้วหันไปมองเซี่ยเยี่ยนเฟิง “เช่นนั้นข้าขอหยุดวิ่งได้หรือไม่”

เซี่ยเยี่ยนเฟิงปรายตามองมาแวบเดียว ชางเจิ้นหยางไม่รอช้ารีบวิ่งต่อทันที

ทางด้านหลินยวี่เจ๋อเดินมาถึงพร้อมม้วนเอกสารในมือ “จับได้กี่คน”

“สิบเจ็ดขอรับท่านกุนซือ” เซียวฉงจิ่งตอบ

“มีใครยอมพูดหรือไม่”

“ยัง”

เซี่ยเยี่ยนเฟิงมองคนเหล่านั้นทีละคน พวกเขาแต่งกายคล้ายโจร แต่ฝ่ามือมีรอยด้านจากการใช้อาวุธหนัก บางคนมีรอยกดของเกราะตรงไหล่ และรองเท้าของพวกเขาเป็นแบบที่ทหารชายแดนใช้

พวกนี้ไม่ใช่โจรธรรมดาอาจเป็นทหารรับจ้าง หรือคนที่ได้รับการฝึกจากกองทัพใดกองทัพหนึ่งเซี่ยเยี่ยนเฟิงเดินไปหยุดตรงหน้าชายผู้หนึ่งทว่าถชายคนนั้นพยายามถ่มน้ำลายใส่พื้นใกล้เท้าเขา

เซี่ยเยี่ยนเฟิงไม่แสดงสีหน้าใดๆ เพียงยกปลายทวนในมือขึ้นวางใต้คางอีกฝ่าย

“ใครส่งมา”

ชายผู้นั้นหัวเราะ “ต่อให้ฆ่าข้า ข้าก็ไม่พูด”

“ข้าไม่ได้ถามว่าเจ้าจะพูดหรือไม่”

“แล้วเจ้าถามอะไร”

“ข้าถามว่าใครส่งมา เพราะข้าต้องการให้เจ้าตอบ”

“หากข้าไม่ตอบเล่า”

เซี่ยเยี่ยนเฟิงกดปลายทวนลงเล็กน้อย เลือดสีเข้มซึมขึ้นตรงลำคอของชายคนนั้น

“เช่นนั้นเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องตอบอีก”

ชายคนนั้นหน้าซีดหลินยวี่เจ๋อถอนหายใจ 

“ท่านแม่ทัพ ท่านควรปล่อยให้ผู้สอบสวนทำหน้าที่”

“ข้ากำลังสอบสวน”

“ท่านกำลังข่มขู่”

“ผลลัพธ์ต่างกันหรือ”

หลินยวี่เจ๋อเงียบไปชายที่ถูกจ่อคอเริ่มหายใจแรง เขามองปลายทวน แล้วมองใบหน้าของเซี่ยเยี่ยนเฟิง ในที่สุดความกล้าก็เริ่มสั่นคลอน

แต่ก่อนที่เขาจะตอบ ชายอีกคนหนึ่งกลับกัดบางอย่างในปากโม่อวิ๋นฉางสังเกตเห็น รีบพุ่งเข้าไปคว้าคางของเขา ทว่าไม่ทันร่างของชายคนนั้นกระตุก เลือดสีดำไหลออกจากมุมปาก

“ยาพิษ” โม่อวิ๋นฉางกล่าว

เซี่ยเยี่ยนเฟิงหันไปมองผู้ที่เหลือแววตาของเขาเย็นลงกว่าเดิมคนกลุ่มนี้ได้รับคำสั่งถ้าถูกจับต้องพลีชีพ พวกมันมิใช่โจรที่หวังเพียงขโมยเสบียงเป็นแน่

“ลากคอพวกมันไปขัง” เขาสั่ง 

“อย่าให้พวกมันพยายามกัดยาพิษอีกหาอะไรยัดปากมันไว้มันยังตายไม่ได้ถ้ายังไม่ได้สอบสวน”

“ขอรับ”

ทหารนำตัวนักโทษออกไปหลินยวี่เจ๋อมองรอยเลือดบนพื้น ก่อนหันไปหาเซี่ยเยี่ยนเฟิง 

“ท่านคิดว่าพวกมันเกี่ยวข้องกับใคร”

“ยังไม่รู้”

“แต่พวกมันกำลังมุ่งไปทางอันผิง”

“ข้ารู้”

“หมู่บ้านนั้นมีราษฎรอยู่มาก หากเกิดการปะทะ พวกเขาอาจได้รับอันตราย”

เซี่ยเยี่ยนเฟิงเก็บทวนพร้อมเอ่ย “ส่งกำลังไปคุ้มกัน”

“ข้าจะจัดการทันที”

“ข้าจะไปเอง”

หลินยวี่เจ๋อชะงัก “เจ้าจะไปหมู่บ้านอันผิง”

“ใช่”

“แต่ว่าเจ้าพึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากชายแดนตะวันออก”

“ข้ายังไม่เหนื่อย”

“แต่ท่านควรพัก”เซียวฉงจิ่งเอ่ยเสริม

“ความปลอดภัยของราษฎรต้องมาก่อนข้าไม่อาจล่าช้าได้”

“ขอรับท่านแม่ทัพ”

เซี่ยเยี่ยนเฟิงมองเขาก่อนที่จะหันไปสั่งการต่อ

“เซียวฉงจิ่ง นำทหารหนึ่งร้อยนายตามข้าไปผิงอัน ซ่งซานเฉิง ตรวจเสบียงสำหรับเดินทางสามวัน ชางเจิ้นหยางหยุดวิ่งได้เมื่อเตรียมพลเสร็จ”

ชางเจิ้นหยางที่วิ่งอยู่ไกล ๆ ตะโกนกลับมา “ข้าวิ่งครบแล้วหรือขอรับ”

“ยังวิ่งต่อไปไข้มันตามใบหน้าเจ้าจะได้หาย”

“อีกกี่รอบ”

“ไม่รู้ข้าลืมนับ”

“เหตุใดจึงไม่รู้”เซี่ยเยี่ยนเฟิงสายหัวอย่างเอือมระอา

ชางเจิ้นหยางยกมือกุมหน้า “ข้าควรเงียบตั้งแต่แรกจริง ๆ”

เหล่าทหารทั้งค่ายหัวเราะขึ้นพร้อมกันอย่างสนุกสนาน

หลังจัดกำลังเสร็จ กองทัพชุดเล็กก็เตรียมออกจากด่านเหยียนเป่ยอีกครั้ง

หมู่บ้านอันผิงอยู่ห่างออกไปทางใต้ หากเดินทางด้วยม้าจะใช้เวลาเกือบหนึ่งวัน ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีทองเมื่อขบวนทหารเคลื่อนผ่านเนินเขา

ลมหนาวยังคงพัดแรง ทว่าเซี่ยเยี่ยนเฟิงกลับไม่รู้สึกถึงความหนาวเลย

ในใจของเขามีเพียงภาพแผนที่กับร่องรอยของกลุ่มทหารลึกลับพวกมันปรากฏตัวใกล้หมู่บ้านอันผิงหลายวันอีกทั้งพวกมันโจมตีด่านในเวลาเดียวกับที่มีคนแอบเข้าใกล้ค่ายซํ้ายังพวกมันฆ่าตัวตายเพื่อไม่ให้ข้อมูลรั่วไหล

ทุกอย่างบ่งบอกว่ากำลังมีบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้ความเงียบสงบของชายแดนหากแต่เขายังไม่รู้ว่าพวกมันมีแผนจะทำอันใดกันแน่

ในเวลาเดียวกัน ณ เมืองหลวงอันห่างไกล ฮ่องเต้กำลังนั่งอยู่ในห้องทรงอักษร พระหัตถ์ถือพระราชโองการอีกฉบับที่เขียนถึงเซี่ยเยี่ยนเฟิงบนโต๊ะมีรายชื่อสตรีจากตระกูลขุนนางวางเรียงอยู่หลายแผ่นฮ่องเต้ทอดพระเนตรรายชื่อเหล่านั้นด้วยสีหน้าปวดพระเศียร

“องค์ชายแปดปฏิเสธทั้งหมดจริงหรือ” พระองค์ตรัสถาม

“ขอรับ” กงกงรีบก้มหน้าลงเล็กน้อย

“แล้วเหตุผลคืออะไรละกงกง”

“องค์ชายตรัสว่า การแต่งงานทำให้พระองค์ไม่มีเวลาตรวจตราชายแดน”

“เขาอยู่ชายแดนมาแปดปีแล้ว จะตรวจตราให้ครบทุกก้อนหินเลยหรืออย่างไร”ฮ่องเต้หลับพระเนตรพลางยกถ้ายชาขึ้นจิบ

“ส่งจดหมายไปอีกฉบับ”

“จะทรงเขียนว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้หยิบพู่กันขึ้นมา ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเขียนถ้อยคำลงบนกระดาษ กงกงแอบเหลือบมอง เห็นเพียงข้อความสั้น ๆ ว่า

หากยังไม่กลับมาเลือกคู่ครองภายในปีนี้ เราจะเลือกให้เอง และครั้งนี้เจ้าห้ามหนี

กงกงกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคืองฮ่องเต้ทรงประทับตรา แล้วส่งมอบจดหมายให้ขันที

“นำไปให้ถึงมือเขา”

“ถ้าองค์ชายเผาจดหมายอีกเล่าพ่ะย่ะค่ะ”

“เช่นนั้นก็ส่งคนไปยืนดูเขาอ่าน” ฮ่องเต้ยิ้มแย้มพระสรวล

บทก่อนหน้า
บทถัดไป