บทที่ 5 ออกเดินทาง

จวนสกุลมู่คืนก่อนออกเดินทางไปยังหมู่บ้านอันผิงเงียบกว่าทุกคืนลมหนาวพัดผ่านแนวต้นสนจนกิ่งไม้กระทบกันเป็นจังหวะคล้ายเสียงกระซิบ 

ทว่าในเรือนเล็กท้ายหมู่บ้าน แสงตะเกียงกลับยังส่องสว่างอยู่

มู่หนานเสวี่ยนั่งอยู่ข้างโต๊ะไม้เก่า กำลังจัดสิ่งของลงหีบใบเล็กอย่างพิถีพิถันสิ่งของเหล่านั้นมีไม่มากนักเสื้อผ้าสามชุด ผ้าคลุมเก่าหนึ่งผืน ตำราแพทย์สองเล่ม กล่องเข็มเงิน และถุงสมุนไพรที่แม่ชีซูซินเคยให้นางไว้เมื่อสองปีก่อน

แม้หีบจะเล็ก แต่หนานเสวี่ยกลับใช้เวลาจัดของนานกว่าที่ควรจะเป็น เพราะทุกครั้งที่มือแตะสิ่งของชิ้นหนึ่ง ความทรงจำก็จะผุดขึ้นมา

กล่องเข็มเงินนั้นเป็นของที่นางรักษาเด็กชาวบ้านคนหนึ่งจนหายจากไข้สูง แม่ของเด็กจึงนำเงินเก็บทั้งหมดมาซื้อให้ แม้หนานเสวี่ยจะปฏิเสธ แต่หญิงผู้นั้นกลับคุกเข่าอยู่หน้าประตูอารามตลอดครึ่งวันนางไม่อาจทิ้งมันไว้

“คุณหนู ท่านยัดตำราเล่มเดิมเข้าไปเป็นครั้งที่สามแล้วนะเจ้าคะ”เสียงเสี่ยวชุ่ยดังขึ้นจากด้านข้าง

หนานเสวี่ยชะงัก มองตำราในมือแล้วก้มลงดูหีบตำราเล่มเดียวกันวางอยู่ข้างในแล้วสองเล่ม

“ข้ากำลังตรวจสอบว่าหีบยังมีที่ว่างหรือไม่”

“หีบใบนี้เล็กกว่ากล่องใส่ผักของร้านขายผักเสียอีก จะมีที่ว่างได้อย่างไรเจ้าคะ”

“หากไม่มีที่ว่าง ก็เอาของออก”

“เอาอะไรออก”

หนานเสวี่ยมองของในหีบ

“เสื้อผ้า”

“ไม่ได้เจ้าค่ะ ท่านมีเสื้ออยู่เพียงสามชุด หากเอาออกอีกหนึ่งชุด ท่านจะเหลือสองชุด” เสี่ยวชุ่ยทำหน้าไม่เห็นด้วยทันที

“สองชุดก็พอ”

“ไม่พอ หากชุดหนึ่งเปียก อีกชุดต้องใส่สลับกัน แล้วตอนซักจะทำอย่างไร”

“ตากให้แห้ง”

“ถ้าไม่มีแดดล่ะเจ้าคะ”

“ผิงไฟ”

“ถ้าฝนตกด้วยล่ะเจ้าคะ”

“เจ้าอยากให้ข้าพกบ้านไปทั้งหลังหรือ” หนานเสวี่ยเงยหน้ามองสาวใช้

“ถ้าพกได้ก็ดีเจ้าค่ะ” เสี่ยวชุ่ยครุ่นคิด

เหมยเปาที่กำลังเย็บชายเสื้ออยู่ไม่ไกลหัวเราะเบา ๆ “สองคนยังมีอารมณ์เถียงกันเรื่องเสื้อผ้าอีกหรือ พรุ่งนี้จะเดินทางแล้ว ควรพักผ่อนให้มาก”

“ข้าพักไม่ได้เจ้าค่ะ” เสี่ยวชุ่ยตอบ 

“ข้าต้องคิดให้รอบคอบว่าอาหารแห้งจำนวนเท่าใดจึงจะพอสำหรับเจ็ดวัน”

“ข้าเตรียมไว้แล้ว” เหมยเปากล่าว

“เตรียมอะไรไว้บ้างเจ้าคะ”

“แป้งแผ่น เนื้อแห้ง ถั่วคั่ว และเกลือ”

เสี่ยวชุ่ยทำตาโต “มีของหวานหรือไม่”

“ไม่มี”

“ถ้าเช่นนั้นระหว่างทางข้าจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร”

“เจ้ากินของหวานแทนข้าวหรือ” หนานเสวี่ยปิดหีบ

“หากจำเป็น ข้าทำได้”

“วันพรุ่งนี้ข้าจะซื้อเชือกเพิ่มหนึ่งเส้น”

“ซื้อทำไมเจ้าคะ”

“เอาไว้ผูกปากเจ้า”

เสี่ยวชุ่ยทำหน้าขุ่น แต่สุดท้ายก็หัวเราะออกมา

ความจริงแล้วไม่มีผู้ใดในเรือนนี้ต้องการนอนหลับในคืนนี้

เหมยเปากังวลเรื่องการเดินทาง เพราะหนทางจากเมืองหลวงไปหมู่บ้านผิงอันต้องผ่านภูเขาหลายลูก และในช่วงปลายฤดูหนาวมักมีโจรป่าปรากฏตัวอยู่ตามเส้นทางส่วนเสี่ยวชุ่ยกังวลว่าจะไม่มีอาหารดี ๆ ให้กิน

ส่วนหนานเสวี่ย แม้จะดูสงบนิ่ง แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกนางดีใจที่กำลังจะได้ออกจากจวนตื่นเต้นกับชีวิตที่ไม่เคยรู้จักและลึก ๆ ก็หวาดกลัวว่าหากก้าวออกไปแล้ว จะไม่มีทางให้นางย้อนกลับมาอีก

“คุณหนู” เหมยเปาเอ่ยขึ้นขณะตัดด้าย

“ท่านแน่ใจจริงหรือว่ายินดีที่จะเดินทางไปอันผิง”

“เหตุใดแม่นมถามเช่นนั้น” หนานเสวี่ยเงยหน้าขึ้น

“หมู่บ้านอันผิงลำบากกว่าที่นี่มาก อาหารและยารักษาโรคอาจหาได้ยาก การเดินทางก็ไม่สะดวก หากท่านกับเสี่ยวชุ่ยอยู่ที่จวน อย่างน้อยยังพอหางานทำได้”

“แม่นมกำลังจะบอกว่าหนทางข้างหน้าอาจจะมีอันตรายหรอกเหรอ”

เหมยเปาวางเสื้อในมือลง แล้วมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างจริงจัง

“คุณหนู ข้าเลี้ยงท่านมาตั้งแต่ยังเล็ก ข้ารู้ว่าท่านเข้มแข็งกว่าคนอื่น ท่านไม่เคยร้องไห้ต่อหน้าผู้ใด แม้จะถูกทำโทษหรืออดอาหาร ท่านก็ยังยืนขึ้นได้ทุกครั้ง แต่ความเข้มแข็งไม่ใช่เหตุผลที่ท่านต้องอยู่ตามลำพัง”

หนานเสวี่ยนิ่งไป

“หากท่านไป ข้าจะไปด้วย” เหมยเปากล่าว 

“เสี่ยวชุ่ยก็จะไปด้วย ต่อให้หมู่บ้านผิงอันอยู่สุดขอบแผ่นดิน เราก็จะไปกับท่าน”เสี่ยวชุ่ยพยักหน้าแรงจนปิ่นไม้แทบหลุด

“ใช่เจ้าค่ะ ข้าจะไปด้วย แม้ที่นั่นจะไม่มีขนมหวานก็ตาม”

หนานเสวี่ยมองทั้งสองคน แล้วก้มหน้าลงความอบอุ่นบางอย่างแผ่ซ่านขึ้นในอก แม้จะเป็นความรู้สึกที่ดี แต่กลับทำให้ดวงตาของนางร้อนผ่าว

“ขอบคุณ” นางพูดเบามาก

“ไม่ต้องขอบคุณ ข้าแค่ไม่อยากให้ท่านไปขโมยผักของชาวบ้านคนเดียว” แม่นมเหมยเปายิ้ม

“ข้าไม่ขโมย”

“คราวก่อนท่านเก็บเห็ดในสวนของแม่เฒ่าหลิวจนหมด”

“ข้าคิดว่านางอนุญาต”

“นางตะโกนไล่ท่านอยู่ครึ่งชั่วยาม”

“นั่นคงเป็นวิธีแสดงความเอ็นดูของนาง”

เสี่ยวชุ่ยหัวเราะจนต้องกุมท้อง

เสียงหัวเราะของพวกนางลอยไปตามลมหนาว ออกไปไกลถึงกำแพงเรือนเก่า โดยไม่มีผู้ใดรู้ว่าใต้ต้นเหมยด้านนอกมีชายผู้หนึ่งยืนอยู่ในเงามืดเขาเป็นบ่าวจากเรือนใหญ่มู่เฉิงอวี้ส่งมาสอดแนมดูว่าหนานเสวี่ยเก็บของเรียบร้อยหรือไม่ชายผู้นั้นยืนฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรีบกลับไปรายงานเมื่อข่าวไปถึงมู่เฉิงอวี้ นางกำลังนั่งตรวจบัญชีอยู่ในห้องส่วนตัว

เบื้องหน้าคือสมุดบัญชีหลายเล่ม บางเล่มบันทึกค่าใช้จ่ายของจวน บางเล่มเป็นบัญชีส่วนตัวที่นางเก็บไว้ต่างหากเงินเบี้ยเลี้ยงของหนานเสวี่ยที่ส่งมาจากคลังสกุสถูกแจกจ่ายออกไปทีละส่วน

เงินส่วนหนึ่งใซื้ถูกนำไปกว้านซื้อผ้าไหมเนื้อดี ส่วนหนึ่งใช้จับจ่ายเครื่องประดับเพื่อสนองความตระหนี่ของตน ทั้งยังส่งไปจุนเจือครอบครัวเดิมของนางอีกนำนวนไม่น้อย ส่วนที่เหลืออีกนิดหน่อยนำไปลงทุนกับร้านค้าในเมือง

มู่เฉิงอวี้ไม่คิดว่าการนำเงินของเด็กสาวมาใช้จะเป็นความผิดร้ายแรง

ในสายตาของนาง หนานเสวี่ยเป็นเพียงเด็กที่ไร้บิดามารดาอยู่ดูแล เป็นหญิงสาวที่ไร้การศึกษาซํ้ายังไม่รู้หนังสือ และไม่มีวันต่อกรกับนางได้

ต่อให้เด็กสาวลุกขึ้นมาต่อต้านนางแต่นางก็จะทำอะไรได้

“ฮูหยินรอง” สาวใช้คนสนิทก้มลงรายงาน

“คุณหนูสามเก็บของเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ ดูเหมือนจะไม่คัดค้านเรื่องเดินทางเลย”

“นางไม่ร้องไห้หรือ” มู่เฉิงอวี้ขมวดคิ้ว

“ไม่เจ้าค่ะ”

“ไม่คิดอ้อนวอนฮูหยินใหญ่เลยหรือ”

“ไม่เจ้าค่ะ”

“ไม่ถามว่าจะกลับมาเมื่อใดงั้นรึ”

สาวใช้ส่ายหน้าตอบ

มู่เฉิงอวี้วางพู่กันลงช้า ๆ ลางสังหรณ์ภายในใจเริ่มก่อตัวขึ้นนางคาดการณ์ไว้ว่าหนานเสวี่ยจะต้องก่อเรื่องสร้างความวุ่นวายก่อนออกเดินทาง หากเด็กนั้นครํ่าครวญร้องไห้หรืออาละวาด มู่จิ่วเกอก็อาจเปลี่ยนใจยอมใจอ่อนเปลี่ยนความคิด ทว่าเด็กสาวกลับยอมจากไปแต่โดยดี เป็นเช่นนั้นมันง่ายดายเกินไปง่ายจนผิดสังเกต

“ส่งคนตามไปด้วย” มู่เฉิงอวี้สั่งเสียงเรียบ

“ฮูหยินรองหมายถึง…”

“จับตาดูนางไว้ให้ดี อย่าให้นางติดต่อกับผู้ใดในเมืองหลวงโดยไม่ผ่านสายตาข้า และอย่าให้นางกลับมาก่อนกำหนดเป็นอันขาด”

สาวใช้ย่อกายรับคำสั่ง

มู่เฉิงอวี้เบือนหน้ามองออกไปหน้าต่าง ในยามราตรีที่ลมหนาวพัดผ่านแสงจันทร์ส่องตกกระทบบนลานหิมะสะท้อนประกายเย็นเยียบไร้หัวใจ

“นางคิดว่าการไปชายแดนจะทำให้นางเป็นอได้รับอิสระหรืองั้นหรือ” มู่เฉิงอวี้พึมพำกับตัวเอง

“ข้าจะทำให้นางได้รู้ว่า คนที่ไร้ผู้หนุนหลัง ต่อให้หนีไปไกลถึงสุดขอบฟ้า ก็ไม่มีวันมีได้เสวยสุข”

วันรุ่งขึ้น รถม้าสองคันจอดรออยู่หน้าประตูจวนแม่ทัพมู่รถม้าคันแรกคือรถม้าเก่าทรุดโทรมที่มู่เฉิงอวี้จัดหามาให้หลังคาผุพังเล็กน้อยล้อข้างหนึ่งมีรอยแตกร้าวส่วนม่านกั้นด้านข้างก็บางเสียจนสายลมพัดผ่านเข้ามาได้อย่างง่ายดาย รถม้าคันที่สองมีขนาดเล็กยิ่งกว่า มีไว้เพื่อใช้ขนสัมภาระเท่านั้น

รางบอบบางของมู่หนานเสวี่ยยืนอยู่หน้าเรือนหลังเก่า นางสวมเสื้อคลุมสีเทาเข้ม ผมยาวถูกรวบอย่างเรียบง่าย บนเรือนกายไร้ซึ่งเครื่องประดับแม้สักชิ้นมีเพียงปิ่นไม้ธรรมดาๆปักอยู่บนศรีษะ ส่วนแม่นมเหมยเปากับเสี่ยวชุ่ยช่วยกันยกสัมภาระขึ้นรถม้า

“นี่เรียกว่ารถม้าหรือรถขนฟืนกันแน่” เสี่ยวชุ่ยบ่นพึมพำขณะตรวจดูสภาพล้อรถม้า

“หากเดินทางไปถึงชายแดนได้โดยปลอดภัย ข้าจะกราบไหว้เทพเซียนทุกองค์”

“อย่าพูดมาก” แม่นมเหมยเปาเอ่ยปราม 

“อย่างน้อยก็ยังมีรถม้าให้ใช้”

“รถที่มีล้อสี่ล้อ แต่ข้าไม่แน่ใจว่าจะเหลือครบสี่ล้อเมื่อถึงปลายทางหรือไม่”

หนานเสวี่ยเอื้อมมือเคาะล้อเบา ๆ ตรวจดูแกนไม้และรอยต่อ

“ยังใช้ได้”

“คุณหนูรู้เรื่องรถม้าด้วยหรือเจ้าคะ”

“ข้าไม่รู้”

“แล้วเหตุใดจึงบอกว่ายังใช้ได้”เสี่ยวเอียงหน้าอย่างสงสัย

“เพราะถ้าใช้ไม่ได้ เราคงต้องเดิน”

เสี่ยวชุ่ยเงียบไป ก่อนพยักหน้าอย่างยอมรับ 

มู่เฉิงอวี้เดินออกมาจากเรือนใหญ่พร้อมมู่จิ่วเกอวันนี้นางแต่งกายเรียบร้อยกว่าปกติ สวมเสื้อคลุมสีม่วงเข้มและถือผ้าเช็ดหน้าในมือ ใบหน้าประดับรอยยิ้มที่ดูเหมือนห่วงใยอย่างจริงใจ

“หนานเสวี่ย” มู่จิ่วเกอเอ่ยเรียก

“ท่านย่า” หนานเสวี่ยหันไปคารวะ

“การเดินทางครั้งนี้เป็นการอบรมเจ้า มิใช่การทอดทิ้งแต่อน่างใด” หญิงชรากล่าว

“เมื่อไปถึงอันผิงจงตั้งใจประพฤติตนให้ดี อย่าทำให้ตระกูลมู่ต้องอับอายขายหน้าอีก”

“หลานเข้าใจเจ้าค่ะ”

“เจ้าต้องเชื่อฟังผู้ดูแลหมู่บ้าน ไม่ออกไปเที่ยวในยามค่ำคืน ไม่พูดจาไร้มารยาทต่อหน้าคนนอก และอย่าก่อเรื่องวุ่นวาย”

หนานเสวี่ยพยักหน้า

“หากหิวก็อดทน หากหนาวก็สวมเสื้อเพิ่ม หากเจ็บป่วยก็…”

มู่จิ่วเกอชะงักคำพูดไปเสียดื้อๆ เพราะไม่รู้ว่าจะกล่าวสิ่งใดต่อ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางไม่เคยดูแลหลานสาวด้วยตนเองจริง ๆ หากหนานเสวี่ยป่วย นางไม่เคยไปเยี่ยม หากหนานเสวี่ยถูกลงโทษ นางก็เพียงฟังคำอธิบายจากมู่เฉิงอวี้ แล้วพยักหน้าไปตามนั้น

จวบจนบัดนี้ยามที่เด็กสาวกำลังจะออกจากจวนไป นางจึงเพิ่งตระหนักว่า ตนไม่รู้เลยว่าหลานสาวชอบกินอะไร ไม่ชอบอะไร หรือเคยป่วยไข้หนักกี่ครั้ง

มู่จิ่วเกอรู้เพียงว่าหนานเสวี่ยเป็นเด็กดื้อและไร้มารยาทนางเองก็ไม่เคยเอ่ยถามว่าทำไมเด็กคนหนึ่งจึงกลายเป็นเช่นนั้น

“ท่านย่ามีอะไรจะกำชับอีกหลานหรือไม่เจ้าคะ” หนานเสวี่ยเอ่ยถาม

“ดูแลตัวเองให้ดี” มู่จิ่วเกอเม้มริมฝีปากแน่น

แม้นจะเป็นเพียงคำพูดธรรมดาแต่หนานเสวี่ยกลับชะงักไปเล็กน้อยนางไม่แน่ใจว่าคำพูดนี้เป็นเพียงคำพูดตามมารยาท หรือเป็นความห่วงใยจริง ๆ

“หลานจะดูแลตัวเองเจ้าค่ะ” สุดท้ายหนานเสวี่ยก็ยอบกายลงเล็กน้อย

“หนานเสวี่ย เจ้าอย่าโกรธเคืองท่านแม่เลย ท่านเพียงหวังดีต่อเจ้าเท่านั้น” มู่เฉิงอวี้ก้าวเข้ามาใกล้พลางเอ่ยเสริม

“หลานไม่เคยโกรธท่านย่า”

“เช่นนั้นก็ดี” มู่เฉิงอวี้กล่าวก่อนจะแฝงความนัย

“หมู่บ้านอันผิงอยู่ห่างไกล หากเจ้าพบความลำบากก็จงอดทนเสีย ที่นั่นมิใช่สถานที่สำหรับบุตรีตระกูลใหญ่ที่จะไปเสวยสุขได้หรอกนะ”

“อาสะใภ้เคยไปที่นั่นหรือเจ้าคะ” หนานเสวี่ยจ้องมองนางด้วยแววตาใสซื่อ

“ไม่เคย” มู่เฉิงอวี้ชะงักไปเล็กน้อย

“หากไม่เคย แล้วเหตุใดจึงรู้ว่าเล่าว่าที่นั่นไม่มีอาหารดี ๆให้รับประทาน”

“ข้าฟังมาจากผู้อื่นอีกที”

“แล้วผู้อื่นที่ว่าเคยไปที่นั่นด้วยตนเองหรือไม่เจ้าคะ”

“หนานเสวี่ย!” มู่จิ่วเกอปรามเสียงเข้ม

“อย่าได้ซักไซ้ไล่เลียงอาสะใภ้ของเจ้าเช่นนี้”

“หลานเพียงแค่อยากรู้เท่านั้นเจ้าคะ”หนานเสวี่ยรีบก้มหน้าลงตํ่าทันที

“ไว้เจ้าไปถึง ก็จะรู้แจ้งเองนั่นแหละ”มู่เฉิงอวี้ฝืนยิ้มอย่างละไม

“เจ้าค่ะ”

นาไม่เอ่ยสิ่งใดต่อหากแต่ในใจกลับสลักลึกทุกสีหน้าและแววตาของมู่เฉิวอวี้ไว้แน่นแท้ อาสะใภ้ผู้นี้ไม่ต้องการให้นางเหยียบยํ่าอยู่ในจวนแห่งนี้อีกต่อไป

หนานเสวี่ยยังมิอาจล่วงรู้ได้ว่ามู่เฉิงอวี้ปรารถนาสิ่งใดกันแน่แต่สัญชาตญาณกลับร้องเตือนว่าการเดินทางไกลในคราวนี้มิใช่การลงโทษธรรมดาอย่างแน่นอน

ขณะนั้นเองหยางชุนเดินตรงเข้ามาหานางพร้อมห่อผ้าขนาดเล็กในมือ

“คุณหนู นี่เป็นสิ่งของที่ข้าเก็บซ่อนไว้ให้ท่านเจ้าค่ะ”

หนานเสวี่ยคลี่ห่อผ้าออกดู ด้านในมีถุงเงินใบหนึ่งกับจดหมายเก่าหลายฉบับเพียงสายตาทอดมองไปยังจดหมายเหล่านั้นหัวใจของนางพลันกระตุกวูบ

“จดหมายอะไรกัน”

“ข้าแอบซ่อนไว้ใต้แผ่นไม่พื้นเตียงเจ้าค่ะเป็นจดหมายที่ท่านแม่ทัพส่งมาเมื่อหลายปีก่อน”ร่างผอมของหยางชุนหลุบสายตาลงตํ่า

หนานเสวี่ยเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

“ท่านพ่อหรือ”

หยางชุนเปาพยักหน้ารับ

“ข้าเคยพยายามจะนำไปมอบให้ท่าน แต่ทุกครั้งที่มีจดหมายส่งมาถึง คนของฮูหยินรองจะรีบชิงตัดหน้าไว้ก่อนเสมอพวกเขามักอ้างว่าจะนำไปมอบให้ท่านเอง แต่…ข้ากลับไม่เคยเห็นมันถึงมือคุณหนูเลย”

“เหตุใดเพิ่งนำมาให้ข้า”

“เมื่อคืนข้าคิดว่า หากไม่มอบให้ตอนนี้ บางทีอาจจะไม่มีโอกาสอีกแล้วเจ้าค่ะ”

หนานเสวี่ยยื่นมือออกไปรับจดหมายเหล่านั้นมาอย่างทะนุถนอมและระมัดระวัง

แผ่นกระดาษแปรเปลี่ยนเป็นสีเหลืองกรอบตามกาลเวลา ขอบบางฉบับมีรอยไหม้เกรียม บางฉบับถูกเปิดออกแล้ว หากแต่เนื้อหายังคงอยู่ครบถ้วน มือบางของหนานเสวี่ยสั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่

ตลอดแปดปีที่ผ่านมา นางเคยเฝ้ารอจดหมายจากบิดามารดามาโดยตลอดนางเคยคิดว่าตนถูกลืมเลือนเคยคิดว่าตนเป็นเพียงคนที่ไม่มีใครต้องการ…

เคยคิดว่าทุกครั้งที่เห็นกองทัพเคลื่อนกลับเข้าเมืองหลวง แต่กลับไม่มีผู้ใดก้าวเข้ามาหา ณ จวนแห่งนี้ล้วนเป็นเพราะนางไม่มีค่ามากพอให้พวกเขานึกถึง

ทว่าบัดนี้…จดหมายหลายฉบับกลับกำลังวางอยู่ในมือของนางเอง

“เหตุใดเจ้าจึงไม่รีบเอามาให้ข้าเร็วกว่านี้” หนานเสวี่ยถามเสียงแผ่วเบา

“ข้ากลัวว่าหากนำมาให้ท่านแล้วจะถูกจับได้จะถูกลงโทษ และข้ากลัวว่าจดหมายจะทำให้ท่านเจ็บปวดยิ่งกว่าเดิม” หยางชุนนํ้าตาคลอเบ้า

หนานเสวี่ยก้มมองลายมือบนซองจดหมายนางจำลายมือนี้ไม่ได้เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมานางไม่เคยมีโอกาสได้เห็นมันเลยสักครั้ง หน้าซองจดหมายฉบับแรกสลักตัวอักษรไว้เพียงสั้นๆว่า

ถึงหนานเสวี่ยลูกรักของพ่อ

เพียงตัวอักษรสั้น ๆ ไม่กี่คำทว่ากลับทำให้นางต้องสูดหายใจเข้าลึกด้วยความจุกแน่นในอกนางยังไม่กล้าเปิดออกอ่านมิใช่เพราะไม่อยากรู้…หากแต่เกรงว่าความหวังที่กำลังสว่างไสวขึ้นในใจนี้จะเป็นเพียงภาพลวงตาที่พร้อมจะพังทะลายลง

“เก็บไว้ก่อน” นางเอ่ยเสียงเบา

“คุณหนูไม่เปิดอ่านหรือเจ้าคะ”แม่นมเหมยเปามองนางด้วยความห่วงใย

“ไว้ระหว่างทางค่อยอ่าน”

นางไม่อยากอาจเปิดอ่านต่อหน้าผู้คนในจวนแห่งนี้ได้และไม่อาจยินยอมให้มู่เฉิงอวี้หรือท่านย่าได้เห็นความอ่อนแอในดวงตาของนางแม้แต่เพียงเสี้ยววินาที

หากจดหมายเหล่านี้เป็นหลักฐานยืนยันว่าบิดามารดายังคงคิดถึงนางอยู่จริงเช่นนั้นเรื่องราวหลายอย่างภายในจวนแห่งนี้ก็คงมิใช่สิ่งที่นางเคยเข้าใจมาโดยตลอดเป็นแน่

หนานเสวี่ยบรรจงกอดห่อจดหมายเข้ากับอ้อมอกของนางราวกลับกลัวว่ามันจะหลุดหายไป

“ขึ้นรถม้าได้แล้ว” มู่เฉิงอวี้เอ่ยเตือน

“หากออกเดินทางล่าช้าเกินไป จะไปไม่ทันจุดพักม้า”

หนานเสวี่ยหันกลับไปมองจวนแม่ทัพมู่เป็นครั้งสุดท้ายกำแพงสูงใหญ่ตระหง่านประตูใหญ่โตและเรือนเก่าท้ายจวนสิ่งของทุกอย่างนี้ล้วนแลกมาด้วยหยาดเหงื่อบิดามารดาทั้งสิ้น

และทุกสิ่งล้วนคุ้นตาเสียจนแทบจดจำได้แม้ยามหลับตาทว่าในวันนี้สิ่งเหล่านั้นกลับดูห่างเหินและแปลกตาอย่างประหลาด

นางเคยเฝ้าฝันว่าสักวันจะมีใครสักคนเดินทางมารับนางออกไปจากสถานที่แห่งนี้ทว่าความเป็นจริงผู้ที่ผลักไสไล่ส่งนางออกไปกลับกลายเป็นคนในครอบครัวของนางเอก

“คุณหนู” เสี่ยวชุ่ยร้องเรียกจากบนรถม้า 

“หากท่านยังยืนมองอยู่อีก ข้าจะขึ้นรถไปก่อนนะเจ้าคะ”

“เจ้าไปคนเดียวได้หรือ”หนานเสวี่ยหันมอง

“ไม่ได้เจ้าค่ะ เพราะข้าไม่รู้เส้นทาง”

“เช่นนั้นก็รอ”

“ข้ารอจนขาชาหมดแล้วเจ้าค่ะ”

หนานเสวี่ยก้าวขึ้นรถม้า แม่นมเหมยเปาตามขึ้นไปนั่งด้านใน เสี่ยวชุ่ยรับหน้าที่บังคับรถม้าอยู่ด้านนอกโดยมีคนของจวนสกุลมู่อีกสองคนติดตามไปด้านหลัง

ทว่าก่อนรถม้าจะเคลื่อนตัวออกไปมู่จิ่วเกอกลับร้องเรียกหนานเสวี่ยขึ้นอีกครั้ง

“หนานเสวี่ย”

เด็กสาวเลิกม่านหน้าต่างขึ้นมู่จิ่วเกอยืนอยู่หน้าประตูจวน ใบหน้าของหญิงชราดูเคร่งขรึมยิ่งกว่าปกติ แต่แววตากลับมีความลังเลซ่อนอยู่

“หากยากลำบากเกินไป ก็จงเขียนจดหมายส่งกลับมา”

หนานเสวี่ยนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถามเรียบๆ

“ท่านย่าจะเปิดอ่านหรือเจ้าคะ”

มู่จิ่วเกอชะงักกึกไปกับคำถามนั้น หนานเสวี่ยไม่ได้เอ่ยด้วยน้ำเสียงประชดประชัน เพียงเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมาทว่ากลับทำให้มู่จิ่วเกอมิอาจหาคำตอบใดมาตอบได้

“เขียนมาเถิด”ในที่สุดหญิงชราจึงได้แต่กล่าวพึมพำ

หนานเสวี่ยจ้องมองท่านย่าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้ารับคำ

“เจ้าค่ะ”

รถม้าเริ่มเคลื่อนตัวออกไปและหนานเสวี่ยก็ไม่ไดหันกลับมามองอีกเลย

ล้อไม้บดกวาดลงบนถนนหิน ส่งเสียงครืดคราดสลับกับเสียงกีบม้ากระทบพื้นเป็นจังหวะสมําเสมอขบวนรถค่อยๆเคลื่อนตัวห่างออกจากหน้าประตูจวนสกุลมู่อย่างช้าๆ

หนานเสวี่ยไม่ได้หันกลับไปมองอีกเพราะนางรู้ดีว่า หากหันกลับไป นางอาจเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นไม่ว่าจะเป็นภาพมู่จิ่วเกอที่ยังยืนอยู่หน้าประตู หรือแววตาของมู่เฉิงอวี้ที่กำลังซ่อนความกระหยิ่มยินดีไว้ภายใต้รอยยิ้ม

เมื่อพ้นเขตเมืองหลวง เส้นทางราบเรียบเริ่มเปลี่ยนเป็นทางดินรถม้าเริ่มโครองเคลงและสั่นสะเทือนจนคนข้างในโอนเอนไปมา

เสี่ยวชุ่ยที่บังคับม้าอยู่ด้านนอกบ่นประปอดกระแปดไม่หยุดปาก

“คุณหนู ข้าคิดว่าข้ารู้แล้วว่าเหตุใดคุณชายเหลียงจึงขอถอนหมั้น”

“เหตุใด” หนานเสวี่ยที่กำลังคลี่จดหมายฉบับแรกออกดูเอ่ยถาม

“เพราะเขารู้ว่าล่วงหน้าว่าต้องนั่งรถม้าคันนี้ไปกับท่านในอนาคตอย่างไรเล่าเจ้าคะ”

“ยังไม่ทันรู้จักรถม้าของบ้านตนเอง ก็คิดโทษรถของผู้อื่นเสียแล้ว”แม่นมเหมยเปาหัวเราะ

“ข้าไม่ได้โทษรถม้าสักหน่อย ข้าเพียงคิดว่ารถคันนี้มีความแค้นเคืองต่อผู้เดินทางเป็นแน่”

หนานเสวี่ยพยายามเพ่งสายตาอ่านข้อความท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนลายมือที่ปรากฎบนกระดาษนั้นแข็งแกร่งและทรงพลังตัวอักษรเด่นชัดแม้บางส่วนจะเลือนหายไปตามกาลเวลาก็ตาม

หนานเสวี่ย ลูกของพ่อ

ปีนี้เจ้าอายุแปดขวบแล้ว พ่อได้ยินว่าทางเมืองหลวงหิมะตกหนักพ่อหวังว่าเจ้าจะมีเสื้อผ้าอบอุ่นสวมใส่เพียงพอหากรู้สึกเหน็บหนาวก็จงบอกกล่าวคนในจวนเถิดพ่อกำชับให้พวกเขาดูแลเจ้าเป็นอย่างดีแล้วมิจำเป็นต้องเกรงกลัวผู้ใด

หนานเสวี่ยกวาดสายตาอ่านถึงตรงนี้แล้วพลันชะงักหัวใจของนางบีบรัดแน่นจนรู้สึกเจ็บปวดไปทั้งทรวงอก

บิดารู้เพียงว่านางต้องเผชิญกับควาใหนาวเหน็บทว่ากลับมิอาจรู้เลยว่าสนางต้องถูกลงโทษให้คุกเข่าอยู่กลางลานหิมะเย็นเยียบมาแล้วกี่ครั้งกี่คราว

จดหมายฉบับที่สองถูกเขียนขึ้นในปีถัดมา

วันนี้พ่อได้รับชัยชนะกลับมาจากชายแดน แม่ของเจ้าดีใจยิ่งนักนางเอ่ยว่าหากได้กลับเมืองหลวงเมื่อใดจะลงมือทำขนมให้เจ้าด้วยตนเอง เจ้าชอบท่านขนมชนิดใดเขียนจดหมายตอบกลับมาบอกพ่อได้หรือไม่

ฉบับที่สามเอ่ยถึงพี่ชายของนาง

เฉิงเฟิงโตขึ้นมากแล้วเขาเฝ้าถามพ่ออยู่ทุกวันว่าน้องสาวของตนหน้าตาเป็นเช่นไรพ่อจึงบอกเขาไปว่าเจ้าจะต้องเป็นเด็กสาวที่งดงามและเฉียบแหลมที่สุดอย่างแน่นอน

หนานเสวี่ยไม่อาจอ่านตั้งสติอ่านต่อไปได้อีกแล้วนางค่อยๆพับจดหมายเก็บลงอย่างช้าๆแล้ววางมันไว้บนตักด้วยมืออันสั่นเทา

“คุณหนู” แม่นมเหมยเปาเอ่ยเรียกเบาด้วยความห่วงใย

“ข้าไม่เป็นไร”

“ท่านกำลังร้องไห้”

หนานเสวี่ยยกมือขึ้นแตะแก้ม ตนเองจึงเพิ่งตระหนักได้ว่าหยาดนํ้าตาไหลรินลงมาตั้งแต่เมื่อใดก็มิอาจรู้

“ฝุ่นเข้าตาตาน่ะ”นางรับยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดเบาๆ

“ในรถม้าไม่มีฝุ่นเลยนะเจ้าคะ”เสี่ยวชุ่ยหันกลับมาจากด้านหน้าพลางทำหน้าฉงน

“ตอนนี้มีแล้ว”

“ฝุ่นอยู่ตรงไหนกันเจ้าคะ”

“ตรงหน้าเจ้านี่อย่างไรเล่า”

“ข้าไม่เห็นมีเลยสักนิด”เสี่ยวชุ่นรีบหันกลับไปจับบังเหียนดังเดิมพลางบ่นพึมพำ

แม่นมเหมยเปามองหนานเสวี่ยด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจทว่ามิได้เอ่ยถามสิ่งใดต่อด้วยรู้ดีว่าความรู้สึกบางอย่างไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยเป็นคำพูด

ขบวนรถเคลื่อนเดินทางมาถึงจุดพักม้าแห่งแรกในยามเย็นพวกนางหยุดพัก ณ หมู่บ้านเล็กๆข้างทางแม่นมเหมยเปาจัดการหาห้องพักในโรงเตี๊ยมสภาพเก่าแก่ส่วนบ่าวชายสองคนแยกย้ายกันไปจัดหาเสบียงและนํ้าดื่ม

เจ้าของโรงเตี๊ยมเป็นหญิงชราร่างอ้วน เมื่อเห็นเสื้อผ้าของหนานเสวี่ยก็ถามว่า

“พวกเจ้ามาจากเมืองหลวงหรือ”

“เจ้าค่ะ” เสี่ยวชุ่ยตอบ

“กำลังเดินทางไปหมู่บ้านอันผิงเจ้าค่ะ”

เพล้ง!!

ชามในมือของหญิงชราล่วงลงสู่พื้นจนเกิดเสียงดังบาดหู

“อันผิงงั้นเหรอ”

“มีสิ่งใดผิดปกติหรือเจ้าคะ”เสี่ยวชุ่ยเอ่ยถามด้วยความตกใจ

“ช่วงนี้อย่าคิดเดินทางยามคํ่าคืนเป็นอันขาด” หญิงชรากล่าวด้วยนํ้าเสียงกังวล

“เส้นทางไปอันผิงมีคนแปลกหน้าปรากฏตัวอยู่บ่อยครั้งชาวบ้านแถบนี้เล่ากันว่าเห็นคนถืออาวุธเดินเพ่นพ่านอยู่ในป่า”

แม่นมเหมยเปาหันไปสบตากับหนานเสวี่ยทันที

“เป็นกลุ่มโจรหรือเจ้าคะ”หนานเสวี่ยขมวดคิ้วน้อยๆ

“ไม่อาจแน่ใจได้ ”หญิงชราลดเสียงลงตํ่า

“บางคนสวมอาภรณ์คล้ายทหารทว่ามิใช่ทหารของทางการเป็นแน่”

“หากเป็นคนร้ายจริงเหตุใดทางการถึงไม่ส่งคนมาจับกุมเล่าเจ้าคะ”เสี่ยวชุ่ยยกมือขึ้นกอดอก

“แถบชายแดนวุ่นวายถึงเพียงนี้ ผู้คนมากมายเข้าออกนับไม่ถ้วน พวกมันมาไวไปไวประดุจเงาจะไปจับตัวได้เยี่ยงไร”หญิงชราถอนหายใจ

หนานเสวี่ยนิ่งเงียบไปไม่ได้เอ่ยอะไรต่อคำเตือนนี้สอดคล้องกับสิ่งที่มู่เฉิงอวี้เคยเอ่ยไว้ ทว่ามู่เฉิงอวี้ไม่มีทางรู้แน่ว่ามีกลุ่มคนติดอาวุธปรากฎตัวอยู่ใกล้หมู่บ้านเช่นนี้

นางจึงเริ่มสงสัยว่าการถูกส่งตัวมาครั้งนี้อาจมิใช่เรื่องบังเอิญทว่าในตอนนั้นความคิดอีกสายหนึ่งก็แล่นปราดเข้ามาในหัว บางทีคนของมู่เฉิงอวี้อาจไม่รู้เรื่องนี้เช่นกัน

หรือบางทีเขาอาจเพียงต้องการกำจัดนางออกไปให้พ้นหูพ้นตาโดยไม่แยแสสักนิดว่านางจะต้องเผชิญสิ่งใดระหว่างทางหนานเสวี่ยเก็บความสงสัยนี้ไว้ในอกก่อนจะช่วยแม่นมเหมยเปาจัดที่นอน

ยามดึกสงัดหลังที่ทุกคนหลับสนิทนางค่อยๆลุกขึ้นมานั่งทอดกายอยู่ริมหน้าต่างแสงจันทร์กระจ่างสาดส่องลงบนจดหมายฉบับที่วางเรียงรายตรงหน้านางค่อยๆอ่านมันทีละฉบับ

บางฉบับเขียนโดยบิดา บางฉบับเขียนโดยมารดาลายมือของมารดาดูขรุขระและสั่นไหวตัวอักษรเอียงไปเอียงมาคล้ายผู้ที่ไม่ค่อยถนัดการใช้พู่กันนัก

หนานเสวี่ย วันนี้แม่ฝึกหัดตัดเย็บผ้าคลุมตัวใหม่มันใหญ่มากจนทหารสามคนแทบจะตกใจ พ่อของเจ้าบอกว่าเจ้าคงไม่ชอบแน่ แต่แม่คิดว่าเจ้าจะต้องชอบมันแน่ๆ

ส่วนอีกฉบับหนึ่งเขียนไว้ว่า

แม่ได้ยินว่าฤดูหนาวในเมืองหลวงหนาวเย็นยิ่งนักหากมีผู้ใดรังแกเจ้า จงบอกชื่อมันมาแม่จะกลับไปจัดการมันเอง

หนานเสวี่ยอ่านแล้วพลันหลุดยิ้มออกมานี่เป็นครั้งแรกที่นางได้รู้ว่ามารดาของตนเป็นคนเช่นไร

ห้าวหาญ ตรงไปตรงมาและอาจมีนิสัยคล้ายกับนางมากกว่าที่คิดท้ายจดหมายฉบับหนึ่งมีลายเส้นพู่กันที่ทิ้งข้อความสั้นๆไว้ว่า

แม่คิดถึงเจ้า

คำเพียงสามคำกลับทำให้ความเงียบยามคํ่าคืนหนักอึ้งและจุกแน่นในอกหนานเสวี่ยกอดเข่าตนเองไว้แน่น หากจดหมายเหล่านี้ส่งถึงมือนางตั้งแต่หลายปีก่อนนางคงไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความเข้าใจผิดเช่นนี้นางคงไม่ต้องคอยบอกตัวเองว่าตนเองนั้นเป็นเด้กที่ถูกทอดทิ้ง

อาจไม่ต้องเรียนรู้วิธีเสแสร้งแกล้งโง่เขลาเพียงเพื่อเอาชีวิตรอด และอาจไม้ต้องเคยชินกับการเย็นชาจนต้องเลิกตั้งตารอคอยผู้ใดอีก ทว่าอดีตเหล่านั้นย้อนกลับไปแก้ไขสิ่งใดไม่ได้อีกแล้ว

สิ่งที่นางทำได้ยามนี้มีเพียงการเก็บรักษาจดหมายทุกฉับไว้ให้ดีที่สุดแล้วออกสืบหาความจริงทั้งหทดด้วยสองมือของตัวเอง

เช้าวันถัดมาขบวนรถม้าเริ่มออกเดินทางอีกครั้งเส้นทางแปรเปลี่ยนเป็นความลาดชันสูงขึ้นเรื่อยๆเมื่อเข้าสู่เขตทิวเขาที่ตั้งตะหง่าน สองข้างทางละลานตาไปด้วยหิมะที่ปกคลุมก้อนหินขนาดใหญ่ รถม้าโครงเคลงและสั่นสะเทือนอย่างหนักจนเสี่ยวชุ่ยต้องยึดขอบที่นั่งไว้แน่นตลอดเวลา

“หากเดินทางเช่นนี้อีกสามวัน กระดูกข้าคงแยกออกจากกันเป็นชิ้น ๆแน่” นางบ่น

“เจ้ามีชิ้นส่วนให้หลุดหายมากถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”หนานเสวี่ยเลิกม่านหนย้าต่างออกมามองภายนอก

“มีเจ้าค่ะ แต่ข้าคิดว่าชิ้นส่วนสำคัญที่สุดก็คือกระเพาะ”

“เหตุใดจึงเป็นกระเพาะเล่า”

“เพราะตราบใดที่กระเพาะยังอยู่ข้าก็ยังมีแรงบ่นอย่างไรนเล่าเจ้าคะ”

แม่นมเหมยเปาส่ายหน้าเบาๆพลางถอนหายใจด้วยความเอือมระอา

ขบวนรถม้าเดินทางมาถึงทางแยกในช่วงสายทันใดนั้นบ่าวชายสองคนที่ขี่ม้านำหน้าอยู่ก็ดึงบังเหียนหยุดชะงักลงอย่างกระทันหัน

“เกิดสิ่งใดขึ้นหรือ” เสี่ยวชุ่ยตะโกนถามออกไป

“มีร่องรอยล้อรถม้าหลายคัน พร้อมรอยเท้ามนุษย์และรอนเท้าม้า”บ่าวชายเอ่ยขึ้นพลาง

ชี้ไปยังพื้นถนน

ทว่าตั้งแต่เมื่อวานย่อมไม่มีขบวนสินค้าใดผ่านเส้นทางนี้แน่

รอยล้อรถม้ากดลึกไว้บนหิมะแม้บางส่วนจะถูกหิมะที่ตกลงมาทับถมไปบ้างแล้ว ทว่ายังคงมองเห็นได้ชัดด้วยดวงตา รอยเท้าม้าหลายรอยยํ่าซํ้าซ้อนกันทั้งยังมีรอยรองเท้าจำรวนมากมุ่งตรงหายเข้าสู่ป่าลึก

“คนพวกนั้นไม่ได้เดินทางไปที่หมู่บ้าน” หนานเสวี่ยเอ่ยคำนวนเสียงเรียบ

“คุณหนูรู้ได้อย่างไรหรือขอรับ”บ่าวชายหันมามองนางด้วยความประหลาดใจ

“รอยล้อรถมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกทว่ารอยเท้ากลับแยกออกไปทางทิศใต้”นางชี้วนให้ดู

“อาจเป็นพวกพ่อค้าก็ได้นะขอรับ”

“พ่อค้าไม่มีทางละทิ้งเกวียนไว้โดยไร้ซึ่งสินค้าหรอก”

บ่าวชายผู้นั้นชะงักไปทันที ไม่อาจหาคำใดมาโต้แย้งได้อีก

หนานเสวี่ยทอดมองสายตามองลึกเข้าไปในป่ารกทึบร่างเล็กเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยเตือน

“รีบเดินทางต่อเถิดอย่ารั้งอยู่ที่นี่นานนัก”

แม่นมเหมยเปารีบเข้ามาประคองพานางกลับขึ้นรถม้า

ไม่มีใครสังเกตว่าบนเนินเขาห่างออกไป ชายกลุ่มหนึ่งกำลังเฝ้ามองขบวนรถม้าอยู่อย่างเงียบๆ

หนึ่งในนั้นสวมเสื้อคลุมสีดำเข้มและมีรอยแผลเป็นตรงคาง

เขามองรถม้าคันเก่าที่กำลังเคลื่อนผ่านทางแยก แล้วหันกลับไปถามชายที่อยู่ด้านหลัง

“นั่นใช่คนจากจวนแม่ทัพมู่หรือไม่”

“ย่อมใช่”

“มีทหารคุ้มกันกี่นาย”

“เพียงสองคน”

“ดูเหมือนท่า นางจะถูกส่งตัวออกจากเมืองหลวงจริงตจามข่าวที่ข้าได้มา”ชายมีรอยแผลเป็นเหยียดยิ้มเย็นชา

“จะลงมือเมื่อใด”

“ยังมิใช่ยามนี้”

“เหตุใดเล่า”

“ยังมีสายตาอีกคู่หนึ่ง กำลังจับตาดูเส้นทางนี้อยู่เช่นกัน”

“ทหารจากด่านเหยียนเป่ยหรือ”

ชายที่มีรอยแผลเป็นทอดสายตามองไปทางทิศเหนือที่ปลายขอบฟ้าไกลออกไป ปรากฏฝุ่นควันสีจางตลบอบอวลขึ้นมาจากไกลๆ

“อาจใช่”

ในเวลาเดียวกันเสียงฝีเท้าม้าศึกดังกึกก้องเป็นจำนวนมากเริ่มควบทะยานเข้ามาใกล้

เซี่ยเยี่ยนเฟิงนำกำลังทหารชุดเล็กเคลื่อนพลออกจากด่านเหยียนเป่ยตั้งแต่ยามราตรีหลังได้รับรายงานว่าพบร่องรอยของกลุ่มคนต้องสงสัยบริเวณหมู่บ้านอันผิง

การเดินทางครั้งนี้รวดเร้วกว่าปกติยิ่งนัก ด้วยไร้การขนเสบียงหนัก มีเพียงทหารฝีมือดีไม่กี่นายคอยควบม้าติดตามไปอย่างใกล้ชิด

เมื่อมาถึงบริเวณเนินเขา สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นรอยล้อรถม้าประทับอยู่บนพื้นที่เริ่มมีหิมะปกคลุมเล็กน้อย

เซียวฉงจิ่งกระโดดลงจากหลังม้า พลางเข้าไปพินิจร่องรอยบนพื้นอย่างถี่ถ้วนก่อนเอ่ยขึ้น

“มีรถม้าสองคันสัญจรผ่านไปเมื่อไม่นานนี้ขอรับ”

“มุ่งหน้าไปทิศทางใด” เซี่ยเยี่ยนเฟิงเอ่ยถามเสียงเรียบ

“เส้นทางมุ่งตรงไปยังหมู่บ้าน”

โม่อวิ๋นฉางซึ่งกำลังตรวจตราบริเวณธโดยรอบกลับมารายงาน

“พบรอยเท้าคนกลุ่มหนึ่งบนเนินเขานี่ด้วยขอรับพวกมันคงดักซุ่มดูรถม้าอยู่ตรงนี้”

เซี่ยเยี่ยนเฟิงเหลียวมองไปตามทิศที่คนสนิทชี้บอก

ไกลออกไป รถม้าสองคันแล่นมาตามทางคดเคี้ยว คันหน้านั้นเก่าคร่ำคร่า ทว่าม่านผ้าสีหม่นยังสะบัดไหวตามแรงลมหนาว

“ในรถมีผู้ใด” เขาเอ่ยเสียงเรียบ

“ยังมิทราบขอรับ”

“ตามไปดู”

“แล้วพวกบนเนินเล่า ควรเก็บกวาดเสียก่อนหรือไม่” เซียวฉงจิ่งมองเขาแวบหนึ่ง

“ให้โม่อวิ๋นฉางรับมือ” โม่อวิ๋นฉางประสานมือรับคำ

เซี่ยเยี่ยนเฟิงกระตุกบังเหียน ควบม้าลงจากเนิน มุ่งตรงไปยังรถม้าคันนั้น โดยหารู้ไม่ว่า เบื้องหลังม่านผ้าซีดจาง มีดรุณีน้อยผู้หนึ่งกำลังอ่านจดหมายจากบิดามารดาอยู่เงียบ ๆ

ขณะนั้น หนานเสวี่ยนั่งพินิจจดหมายอย่างสงบ ครั้นเสียงตะโกนดังมาจากเบื้องหลังนางจึงเงยหน้าขึ้นทันที

“หยุดรถ!”

อาชาของเสี่ยวชุ่ยร้องลั่น ก่อนจะชะงักกึก รถม้าสั่นสะเทือนจนหีบสัมภาระล้มคว่ำระเนระนาด

“เกิดเรื่องอันใดขึ้น” แม่นมเหมยเปารีบเอ่ยถาม

ยังไม่ทันมีผู้ใดตอบ เสียงลูกธนูแหวกอากาศก็ดังขึ้น ก่อนพุ่งเข้าปักกระแทกตัวรถอย่างแรง

ปัก!

ลูกธนูทะลุผ่านผ้าม่าน ปักค้างห่างจากใบหน้าของหนานเสวี่ยเพียงคืบเดียว

“โจร!” เสี่ยวชุ่ยกรีดร้อง

แม่นมเหมยเปารีบดึงร่างเล็กหนานเสวี่ยให้หมอบต่ำลง

ด้านนอกพลันมีเสียงฝีเท้าคนจำนวนมากเคลื่อนไหวสับสน เคล้ากับเสียงอาชาร้องอย่างตื่นตระหนก

หนานเสวี่ยคว้ากล่องเข็มเงินซ่อนไว้ในแขนเสื้ออย่างคล่องแคล่ว

“แม่นม ท่านอยู่ข้างใน อย่าได้ออกไปเด็ดขาด”

“แล้วคุณหนู…”

“ข้าเพียงจะดูสถานการณ์ มิได้บุ่มบ่าม”

“คุณหนู!”

หนานเสวี่ยแหวกม่านออกเพียงนิด ภาพเบื้องหน้าคือชายฉกรรจ์ถืออาวุธหลายคนกำลังโอบล้อมรถม้า บ่าวชายผู้หนึ่งถูกกระชากตกจากหลังม้า ส่วนอีกผู้หนึ่งกำลังฝืนรับมือชายสามคนพร้อมกัน

ฉับพลันนั้น เสียงกีบอาชานับไม่ถ้วนก็กระหึ่มมาจากเบื้องหลัง ราวอัสนีบาตกลิ้งผ่านผืนป่าเหล่าศัตรูต่างหันขวับไปมองพร้อมกัน

ธงสีดำปักตราเซี่ยพลันปรากฏเหนือแนวไม้ โบกสะบัดท่ามกลางสายลมหนาวกองทัพเกราะดำมาถึงแล้ว

ณ ด้านหน้าสุดของขบวน บุรุษผู้หนึ่งประทับอยู่บนหลังอาชาดำ สูงสง่าดุจขุนเขา

แม้อยู่ห่างไกล หนานเสวี่ยยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันเย็นเยียบและหนักหน่วงที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาอย่างชัดเจน

เขายกทวนเหล็กดำขึ้นอย่างเชื่องช้าเพียงชั่วอึดใจ กองทัพทั้งแถวก็พุ่งทะยานเข้ามาดุจพายุคลั่ง หมายกลืนกินทุกสิ่งที่ขวางหน้า

บทก่อนหน้า
บทถัดไป