บทที่ 6 กองทัพเกราะดำ
เขากระตุ้นอาชาทะยานตรงเข้ามา ดุจเงาดำทมิฬที่กดทับขวัญผู้คน เสียงกีบม้ากระแทกพื้นดังกึกก้อง ราวกับผืนปฐพีกำลังจะแยกสลาย!
เหล่าชายฉกรรจ์ยังไม่ทันได้ตั้งสติจากความตระหนก ทวนเหล็กดำในมือเซี่ยเยี่ยนเฟิงก็พลันตวัดกวาดผ่านนภา ก่อเกิดประกายคมอาวุธวาบวับ เพียงชั่วอึดใจ ร่างของโจรป่าสองคนแรกก็ถูกคมทวนสะบั้นจนลอยกระเด็น โลหิตแดงฉานสาดกระเซ็นลงบนผืนหิมะขาวพิสุทธิ์
กองทัพเกราะดำบุกทะลวงเข้าบดขยี้อย่างฉับไวและเด็ดขาด เสียงคมดาบปะทะกันประสานกับเสียงคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวดดังระงมทั่วบริเวณ ทว่าเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ศึกเบื้องหน้าก็สิ้นสุดลง โจรป่าที่เหลือรอดต่างทิ้งอาวุธ แตกฮือหลบหนีหายเข้าไปในป่าลึก
ความสงัดคืนกลับสู่ชายป่าอีกครา เหลือไว้เพียงกลิ่นคาวโลหิตลอยอวล ปะปนอยู่ในสายลมหนาวเหน็บ
เซี่ยเยี่ยนเฟิงเหนี่ยวบังเหียนให้อาชาดำหยุดนิ่งข้างรถม้าเก่าคร่ำคร่า สายตาคมกริบดุจพญาอินทรีทอดมองผ่านม่านผ้าซีดจาง ซึ่งบัดนี้ฉีกขาดเป็นรอยจากลูกธนู
เบื้องหลังม่านผ้านั้น ดรุณีน้อยในชุดคลุมสีเทาเข้มกำลังสบสายตากับเขาอย่างราบเรียบ นางมิได้เผยความตื่นตระหนกหรือร่ำไห้คร่ำครวญดั่งสตรีทั่วไปในเมืองหลวง ในอ้อมอกนางกอดห่อผ้าเก่าไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างซ่อนอยู่ในแขนเสื้ออย่างระแวดระวัง เตรียมพร้อมจะลงมือปกป้องตนเองได้ทุกเมื่อ
“ข้าคือเซี่ยเยี่ยนเฟิง แม่ทัพแห่งด่านเหยียนเป่ย” เขาเอ่ยเสียงเรียบ ทุ้มต่ำ กังวาน และเปี่ยมอำนาจ
“พวกเจ้าคือคนของจวนสกุลมู่ใช่หรือไม่”
หนานเสวี่ยค่อย ๆ คลี่ม่านออกให้กว้างขึ้น นางพินิจบุรุษบนหลังม้าผู้แผ่กลิ่นอายสังหารหนักหน่วง ก่อนจะยอบกายคารวะอย่างระวัง
“เรียนท่านแม่ทัพ ข้ามีนามว่ามู่หนานเสวี่ย เป็นคุณหนูสามแห่งจวนแม่ทัพมู่” นางตอบด้วยน้ำเสียงใสกังวาน ทว่าหนักแน่นและสงบนิ่ง
“ขอบพระคุณท่านแม่ทัพและกองทัพเกราะดำที่ยื่นมือช่วยชีวิตพวกข้าไว้ในครานี้”
เซี่ยเยี่ยนเฟิงปรายตามองห่อจดหมายในอ้อมอกนาง แววประหลาดใจวาบผ่านดวงตาคมกริบเพียงพริบตา ก่อนสายตาจะเลื่อนลงยังล้อรถม้าที่แตกร้าวและขบวนคุ้มกันอันหละหลวม แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“คุณหนูสามแห่งจวนแม่ทัพ เหตุใดจึงเดินทางมายังชายแดนอันห่างไกลด้วยสภาพเช่นนี้เล่า”
หนานเสวี่ยเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏ ณ มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไร้ทั้งวี่แววอ้อนวอนและความเวทนาตนเอง
“ข้าเพียงเดินทางไปรับหน้าที่ประพฤติตน ณ หมู่บ้านอันผิง ตามคำสั่งของสกุลมู่เจ้าค่ะ”
คำตอบสงบนิ่ง ไร้หยาดน้ำตาของเด็กสาวตรงหน้า ทำให้เซี่ยเยี่ยนเฟิงนิ่งเงียบไปชั่วครู่ เขาย่อมรู้จักตระกูลมู่แห่งเมืองหลวงดี และย่อมรู้ว่าศึกเร้นลับภายในจวนตระกูลใหญ่นั้น แม้เงียบงัน หากก็โหดเหี้ยมไม่แพ้สมรภูมิรบ การส่งเด็กสาวไร้ผู้หนุนหลังมายังชายแดนที่เต็มไปด้วยภยันตรายเช่นนี้ แท้จริงมิใช่การลงโทษธรรมดา หากเป็นการผลักนางลงสู่กองเพลิงเป็นแน่
“ทางเบื้องหน้ายังมีร่องรอยของคนแปลกหน้าซุ่มเร้นอยู่” เซี่ยเยี่ยนเฟิงกล่าว ก่อนหมุนหัวม้ากลับไปทางทิศเหนือ
“หากไม่อยากกลายเป็นศพกลางป่า ก็จงเคลื่อนขบวนตามหลังกองทัพข้าไป”
สิ้นคำสั่ง กองทัพเกราะดำก็จัดกระบวนแถวอย่างเป็นระเบียบ ขยับเข้าคุ้มกันขนาบสองข้างรถม้าเก่าคันนั้นด้วยความพร้อมเพรียง
หนานเสวี่ยลดม่านลงอย่างช้าๆ นางกอดห่อจดหมายของบิดามารดาแนบอก กระแสอบอุ่นค่อย ๆ แผ่ซ่านลึกถึงหัวใจ แม้หนทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยอันตราย
แสงตะวันยามบ่ายสาดลอดม่านผืนบางเข้ามาต้องใบหน้าของหนานเสวี่ย รถม้าเคลื่อนผ่านทางขรุขระเข้าสู่เขต หมู่บ้านอันผิงในที่สุด
ภาพเบื้องหน้ามิได้กันดารหรือรกร้างดังที่มู่เฉิงอวี้จงใจให้เป็น แม้เป็นเพียงหมู่บ้านชายแดนเล็กๆ ทว่าผู้คนกลับดูมีชีวิตชีวา ชาวบ้านต่างหยุดมือแล้วหันมองขบวนรถม้าเก่าซึ่งมีกองทัพเกราะดำอารักขาด้วยความประหลาดใจ แววตาเต็มไปด้วยความใคร่รู้ บางคนลอบพยักหน้าให้กันเมื่อเห็นธงเกราะดำอันทรงเกียรติแห่งทัพเหยียนเป่ย
ครั้นรถม้าเคลื่อนมาหยุดหน้าเรือนไม้หลังใหญ่ท้ายหมู่บ้าน เซี่ยเยี่ยนเฟิงพลันกระโจนลงจากหลังอาชาอย่างคล่องแคล่ว ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีเข้มก้าวตรงมาหยุดข้างตัวรถม้า ขณะหนานเสวี่ยก้าวลงมาอย่างสงบนุ่มนวล โดยมีแม่นมเหมยเปากับเสี่ยวชุ่ยช่วยกันประคองหีบสัมภาระลงจากรถอย่างระมัดระวัง
“ที่นี่คือเรือนพักของผู้ดูแลหมู่บ้านอันผิง”
เซี่ยเยี่ยนเฟิงเอ่ยเสียงราบเรียบ นัยน์ตาทอดมองเด็กสาวอย่างพิจารณา ก่อนสายตาจะหยุดลงที่ล้อรถม้าซึ่งแตกร้าวหนักจนแทบหลุดออกจากแกนไม้ หากฝืนเดินทางต่ออีกเพียงครึ่งชั่วยาม รถม้าคันนี้คงพินาศกลางทางเป็นแน่
“ขอบพระคุณท่านแม่ทัพ” หนานเสวี่ยยอบกายลง
“หากมิได้ท่านกับกองทัพเกราะดำยื่นมือเข้าช่วย ป่านนี้พวกข้าคงกลายเป็นดวงวิญญาณเฝ้าภูเขาไปแล้ว น้ำใจของท่านในวันนี้ หนานเสวี่ยจะจดจำไว้เจ้าค่ะ”
เซี่ยเยี่ยนเฟิงกวาดตามองรอบเรือนพัก ภายนอกแม้ยังดูมั่นคง ทว่าลานหน้ากลับถูกหิมะหนาทับถม ตัวเรือนร้างการดูแลมานาน ลมหนาวชายแดนพัดกวาดจนบานประตูส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดชวนวังเวง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ทางจวนสกุลมู่ส่งสตรีไร้ทางสู้มาอยู่ที่นี่ โดยไร้บ่าวชายหรือทหารคุ้มกันแม้เพียงคนเดียวกระนั้นหรือ”
“เรียนท่านแม่ทัพ สกุลมู่จัดหาบ่าวชายมาส่งเพียงสองคนเจ้าค่ะ และพวกเขากำลังจะเดินทางกลับเมืองหลวงในเย็นนี้” หนานเสวี่ยตอบอย่างตรงไปตรงมา ไร้ซึ่งแววตาตัดพ้อหรือเรียกร้องความสงสาร
เซี่ยเยี่ยนเฟิงนิ่งเงียบ ดวงตาคมกริบจับจ้องใบหน้าอ่อนเยาว์ทว่าเด็ดเดี่ยวของดรุณีน้อยตรงหน้า สตรีผู้นี้เพิ่งผ่านการถูกโจรป่าซุ่มโจมตี เพิ่งเห็นคนถูกสังหารต่อหน้าต่อตา ทั้งยังถูกส่งมาทิ้งไว้ในแดนไกลเช่นนี้ แต่นางกลับไม่มีหยาดน้ำตาแม้เพียงหยดเดียว ในอ้อมแขนยังโอบห่อผ้าเก่าๆ ไว้แน่น ประหนึ่งสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต
“สตรีสามคนกับเรือนร้างกลางฤดูหนาว ทั้งรอบทิศยังมีโจรป่าชุกชุม…” เซี่ยเยี่ยนเฟิงหันไปมองโม่อวิ๋นฉางและเซียวฉงจิ่งที่ยืนรอรับคำสั่ง “หากข้าถอนกำลังกลับค่ายในยามนี้ คืนนี้พวกเจ้าอาจมิรอดถึงรุ่งสาง”
“ท่านแม่ทัพหมายความว่า…” หนานเสวี่ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“วันนี้ทัพเกราะดำเดินทางมาไกล อาชาเริ่มอ่อนล้า อีกทั้งข้าต้องตรวจตราพื้นที่รอบหมู่บ้านอันผิงให้ถี่ถ้วน” เซี่ยเยี่ยนเฟิงตวัดชายเสื้อคลุมดำ ก่อนก้าวนำตรงไปยังประตูเรือนพัก
“คืนนี้ข้ากับทหารส่วนหนึ่งจะตั้งค่ายพักแรมอยู่ที่เรือนหลังนี้”
เซียวฉงจิ่งและโม่อวิ๋นฉางหันมาสบตากันด้วยความตกตะลึง ปกติแล้วผู้บังคับบัญชาของพวกตนไม่เคยรั้งรอหรือพักแรมในสถานที่ของชาวบ้านโดยไม่จำเป็น ยิ่งเป็นเรือนของบุตรีตระกูลใหญ่จากเมืองหลวงยิ่งต้องเว้นระยะห่าง ทว่ายามนี้แม่ทัพใหญ่กลับออกปากรั้งอยู่ด้วยตนเอง
“แต่… ท่านแม่ทัพ เรือนหลังนี้อาจจะคับแคบไปสักหน่อยสำหรับทหารของท่าน” หนานเสวี่ยเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงกังวานใส
“ทหารแห่งด่านเหยียนเป่ยนอนกลางดินกินกลางทรายได้เป็นนิตย์ เรือนหลังนี้มีหลังคากันลมหนาว นับว่าดีเกินพอแล้ว” เซี่ยเยี่ยนเฟิงหันกลับมามองนาง นัยน์ตาล้ำลึกยากคาดเดา
“หรือคุณหนูสามรังเกียจที่จะให้พวกข้าร่วมอาศัย”
“หามิได้เจ้าค่ะ” หนานเสวี่ยระบายยิ้มบางเบา ดวงตาทอประกายสดใส
“มีกองทัพเกราะดำอยู่ด้วย ย่อมทำให้นอนหลับได้สนิทใจยิ่งกว่าสิ่งใด”
“คุณหนูเจ้าคะ!” เสี่ยวชุ่ยกระซิบกระซาบพลางทำตาโตด้วยความตื่นเต้น
“ท่านแม่ทัพจะอยู่เฝ้าพวกเราหรือเจ้าคะ! เช่นนี้พวกโจรชั่วก็ไม่กล้าเข้าใกล้แล้วแต่ว่าชายหญิงไม่ควรใกล้กัน!”
“อย่าลืมจัดเตรียมน้ำชาและอาหารแห้งต้อนรับท่านแม่ทัพด้วย” หนานเสวี่ยหันไปสั่งสาวใช้ ก่อนจะเดินนำทุกคนเข้าไปในเรือน
ทหารเกราะดำแบ่งกำลังออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งกระจายกำลังลาดตระเวนรอบหมู่บ้านอันผิง อีกส่วนหนึ่งช่วยกันปัดกวาดลานเรือน เก็บหิมะ ตัดฟืน และจุดไฟเพิ่มไออุ่น บรรยากาศอ้างว้างของเรือนร้างพลันฟื้นคืนชีวิตและความปลอดภัยขึ้นในชั่วพริบตา
ค่ำคืนใต้เรือนไม้ท้ายหมู่บ้าน
ครั้นตะวันลับยอดเขา อากาศชายแดนยิ่งเย็นยะเยือก ลมหนาวหวีดหวิวผ่านแนวป่าสนหลังเรือนพัก ทว่าภายในห้องโถงกลางกลับอบอุ่นด้วยกองไฟในเตาเผา กลิ่นควันไม้เจือกลิ่นชาสมุนไพรอ่อนๆ ที่แม่นมเหมยเปาต้มขึ้นเพื่อต้อนรับเหล่าทหาร
เสี่ยวชุ่ยจัดวางถ้วยชาและถั่วคั่วลงบนโต๊ะไม้ด้วยความแคล่วคล่อง แม้ปากจะบ่นอุบอิบเรื่องขนมหวานที่ไม่มีติดมา แต่เมื่อเห็นนายทหารร่างใหญ่หลายคนนั่งสงบนิ่งอยู่รอบๆ นางก็เคอะเขินจนต้องก้มหน้าก้มตาทำงาน
เซี่ยเยี่ยนเฟิงนั่งอยู่ตรงข้ามกับหนานเสวี่ย เขาสวมเพียงเสื้อหนังเนื้อหนาสีดำ ตัวเกราะหนักถูกปลดวางไว้ข้างกาย ทวนเหล็กดำเล่มมหึมาพิงอยู่ริมผนัง สะท้อนแสงไฟเป็นประกายวาววับ
“บาดแผลและความตื่นตกใจเมื่อกลางวันเล่า เป็นอย่างไรบ้าง” เซี่ยเยี่ยนเฟิงเอ่ยถามเสียงราบเรียบ สายตาหลุบมองข้อมือบอบบางของเด็กสาว
“ขอบพระคุณท่านแม่ทัพที่เป็นห่วง ข้ามิได้บาดเจ็บที่ใดเจ้าค่ะ” หนานเสวี่ยรินน้ำชาลงในถ้วยของเขาอย่างแผ่วเบา
“ชีวิตในจวนสกุลมู่หล่อหลอมให้ข้าคุ้นชินกับความเหน็บหนาวและเรื่องไม่คาดฝันมานานแล้ว เหตุการณ์เมื่อกลางวันจึงมิอาจสั่นคลอนใจข้าได้มากนัก”
เซี่ยเยี่ยนเฟิงเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาจับจ้องใบหน้าเรียบเนียนของนาง แววตาของดรุณีน้อยผู้นี้สงบนิ่งดั่งผิวน้ำในสระลึก ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น ไร้ซึ่งความอ้อนวอนอย่างที่สตรีในเมืองหลวงมักจะเป็น
“คนของสกุลมู่ทอดทิ้งเจ้าไว้ที่นี่ พร้อมกับส่งโจรป่าสะกดรอยตามมางั้นหรือ” คำถามของเขาตรงไปตรงมาจนแม่นมเหมยเปาที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับหน้าซีด
“มู่เฉิงอวี้ อาสะใภ้ของข้า… นางคงเพียงอยากให้ข้าได้ลิ้มรสความยากลำบากอย่างแท้จริงเจ้าค่ะ” หนานเสวี่ยตอบพร้อมรอยยิ้มที่แฝงแววย่อหยันบางเบา
“ส่วนเรื่องโจรป่า ข้าคิดว่าพวกมันคงเพียงบังเอิญผ่านมา… หรืออย่างน้อยที่สุด มู่เฉิงอวี้ก็คงเปิดทางให้พวกมันลงมือได้สะดวกขึ้น”
“เจ้าดูไม่แปลกใจเลยสักนิด”
“ข้ารู้จักนางดีพอๆ กับที่นางคิดว่านางรู้จักข้านั่นละเจ้าค่ะ” หนานเสวี่ยประสานสายตากับเขาโดยไม่หลบเลี่ยง
“นางคิดว่าการส่งข้ามายังหมู่บ้านอันผิงจะทำให้ข้าตรอมใจตาย หรือไร้หนทางตอบโต้ แต่นางคงลืมไปว่า ชายแดนแห่งนี้… คือสถานที่ที่บิดาและมารดาของข้าเคยหลั่งเลือดปกป้อง”
เซี่ยเยี่ยนเฟิงชะงักเล็กน้อย คำว่า บิดามารดา ของนางปลุกความทรงจำในใจเขา แม่ทัพมู่ผู้ห้าวหาญและฮูหยินเคยเป็นตำนานแห่งทัพเหยียนเป่ย วีรกรรมของพวกเขายังคงสลักแน่นอยู่ในใจของทหารหลายคน
“เจ้าได้รับจดหมายของพวกเขาแล้วสินะ” เซี่ยเยี่ยนเฟิงมองไปยังห่อกระดาษสีเหลืองกรอบบนโต๊ะ
หนานเสวี่ยลูบซองจดหมายฉบับแรกเบาๆ นัยน์ตารื้นด้วยหยาดน้ำตาที่พยายามกดกลั้น
“แปดปีเต็มที่ข้าคิดว่าตนเองถูกทอดทิ้ง คิดว่าตนเองเป็นเด็กที่ไม่มีผู้ใดต้องการ ทว่าความจริงแล้ว จดหมายทุกฉบับ ความรักทุกถ้อยคำ กลับถูกซ่อนไว้ใต้เงาแห่งความโลภและความเคียดแค้นในจวนแห่งนั้น”
ความเงียบครอบคลุมห้องโถงอีกครั้ง มีเพียงเสียงฟืนปะทุในเตาไฟ ลมหนาวภายนอกยังคงพัดเป็นระยะ แต่ภายในเรือนกลับอบอุ่นด้วยไอแห่งความจริงใจ
เซี่ยเยี่ยนเฟิงเอื้อมมือแตะถ้วยชา ก่อนถอนหายใจแผ่วลึก
“ความจริงในโลกนี้ มักถูกผู้มีอำนาจปกปิดไว้ ทว่ายามนี้เจ้ามาถึงอันผิงแล้ว ที่นี่มิใช่จวนสกุลมู่ และข้าก็มิใช่คนที่จะยอมให้ผู้ใดมาใช้อำนาจบาตรใหญ่ในเขตแดนของข้า”
ยามดึกสงัด ทหารส่วนใหญ่แยกย้ายกันพักผ่อนตามมุมเรือนและลานด้านนอก โดยมีเวรยามคุ้มกันแน่นหนา หนานเสวี่ยยังคงนั่งอยู่ริมหน้าต่างห้องนอน คลี่จดหมายฉบับสุดท้ายของมารดาออกอ่านใต้แสงตะเกียง
เสียงก้าวเท้าหนักแน่นทว่าเบากริบดังขึ้นที่หน้าประตูห้อง เซี่ยเยี่ยนเฟิงหยุดยืนอยู่ตรงนั้น ในมือถือปิ่นไม้ชิ้นหนึ่งที่เขาเก็บได้จากบริเวณที่เกิดเหตุปะทะเมื่อกลางวัน
“ปิ่นอันนี้คงเป็นของสาวใช้ของเจ้า” เขายื่นมันส่งคืนให้นาง
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพยังมิพักผ่อนอีกหรือ”
“ข้าคุ้นชินกับการตื่นตัวในยามลาดตระเวนกลางคืน” เซี่ยเยี่ยนเฟิงทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง หิมะเริ่มโปรยลงมาอีกครั้งเป็นสายยาว
“พรุ่งนี้ข้าจะส่งทหารสิบนายมาประจำการที่หมู่บ้านอันผิง เพื่อคุ้มกันเรือนพักและช่วยบูรณะพื้นที่”
หนานเสวี่ยชะงัก ประหลาดใจในความเอื้อเฟื้อของเขานี่เหรอแม่ทัพผู้เย็นชาและเหี้ยมโหด
“ท่านแม่ทัพ การใช้กำลังทหารส่วนตัวมาดูแลข้าเช่นนี้ อาจทำให้ผู้อื่นนำไปโจมตีท่านได้นะเจ้าคะ”
เซี่ยเยี่ยนเฟิงเหยียดยิ้มเย็นชา ดวงตาคมกริบทอประกายแข็งกร้าว
“ทหารเหยียนเป่ยปกป้องแผ่นดินและราษฎร เจ้าเป็นบุตรีของแม่ทัพมู่ ผู้เคยมีบุญคุณต่อทัพเหยียนเป่ย การดูแลเจ้าย่อมเป็นหน้าที่ตามธรรมเนียม อีกอย่าง… ผู้ใดในเมืองหลวงจะกล้าตั้งคำถามต่อการตัดสินใจของข้า”
น้ำเสียงอันทรงพลังและเปี่ยมด้วยความมั่นใจนั้น ทำให้อกของหนานเสวี่ยอุ่นวาบ ความรู้สึกโดดเดี่ยวที่กัดกินหัวใจนางมาตลอดหลายปีพังทลายลงในชั่วข้ามคืน
“ข้าจะไม่ยอมเป็นภาระของท่านแม่ทัพแน่นอนเจ้าค่ะ” หนานเสวี่ยสบตาเขาด้วยแววตาแน่วแน่
“ข้ามีวิชาแพทย์ที่แม่ชีซูซินเคยถ่ายทอด มีเข็มเงินและตำราสมุนไพร ข้าจะช่วยรักษาชาวบ้านในหมู่บ้านอันผิง และสร้างประโยชน์ให้แก่ชายแดนแห่งนี้”
“ดี” เซี่ยเยี่ยนเฟิงตอบรับสั้นๆ
“สร้างที่ยืนของเจ้าขึ้นมาด้วยสองมือของเจ้าเอง ให้พวกในเมืองหลวงได้รู้ว่า ดรุณีน้อยที่พวกเขาคิดจะกำจัด กลับเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดินนี้”
เขายื่นมือไปจับบานหน้าต่างแล้วปิดลงช้าๆ ป้องกันลมหนาวไม่ให้พัดเข้ามาหาตัวนางอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังเตรียมก้าวออกไป
“ท่านแม่ทัพ…” หนานเสวี่ยเอ่ยเรียกเบาๆ
เซี่ยเยี่ยนเฟิงหยุดก้าว หันกลับมามอง
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ… สำหรับทุกสิ่ง”
เซี่ยเยี่ยนเฟิงพยักหน้ารับเล็กน้อย รอยยิ้มจางๆ ที่หาได้ยากยิ่งปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำจะก้าวหายลับไปในเงามืดของระเบียงเรือน
หนานเสวี่ยกอดห่อจดหมายไว้แนบอก นัยน์ตาทอดมองแสงตะเกียงริบหรี่ นางรู้ดีว่าเส้นทางข้างหน้ายังคงเต็มไปด้วยกลลวง ขวากหนาม แต่นับจากคืนนี้เป็นต้นไป นางจะมิใช่เด็กสาวที่ต้องหลบซ่อนอยู่ในเงามืดอีกต่อไป
