บทที่ 10 ของฟรี
บทที่ 9
ของฟรี
“ไว้ว่าง ๆ ก็แวะไปที่ไร่ได้นะครับคุณชม” ปุริมปรัชญ์ยิ้มพร้อมยินดีต้อนรับ
“ขอบคุณมากเลยนะคะ ไว้ถ้าคุณปัตถ์อนุญาต ชมจะไปนะคะ” เธอพูดพลางลอบมองไปที่ดวงหน้าของปรรณวัชร แต่เขาไม่ได้ให้ความสนใจกับเธอสักนิด
“ไม่ต้องไปขออนุญาตเจ้าปัตถ์มันหรอกครับ ถ้าอยากหาที่พักสงบ ๆ ก็รีสอร์ทผมเลย”
“ทุกคนใจดีกับชมจังเลย ขอบคุณนะคะ” ครอบครัวเขาใจดีกับเธอ ทั้งสะใภ้บ้านธุวานันท์ก็พูดคุยและแสดงมิตรภาพที่ดีให้ตลอดการสังสรรค์เล็ก ๆ ผิดกับชายหนุ่มที่เป็นเจ้าของหัวใจ
“ก็คุณชมเป็นแฟนเจ้าปัตถ์มันนี่ครับ ตอนนี้ก็เหมือนครอบครัว ใช่ไหมปัตถ์?” คราวนี้พี่คนโตหันไปถามปรรณวัชร แต่ชายหนุ่มไม่ตอบอะไรกลับมา เขาทำเพียงแค่ดวงหน้าที่นิ่งเฉยกับคำพูดพวกนั้น
“รีบกลับเถอะครับ เดี๋ยวจะถึงดึก” แม้ระยะทางจากสวนอะโวคาโด้ไปไร่กับรีสอร์ท จะไม่ได้ไกลกันมากนัก แต่ตอนนี้เด็ก ๆ ที่กำลังนั่งสะลึมสะลืออยู่ในรถคงจะง่วงกันเต็มทน
“เออ ๆ ไล่จริง งั้นพวกเรากลับก่อนนะครับคุณชม ไว้มีโอกาสคงได้เจอกันอีก”
“ไว้เจอกันนะคะ” ชมจันทร์ยืนส่งจนรถสองคันของปรัตถกรและปุริมปรัชญ์ลับสายตาไป เธอหันกลับไปมองหน้าปรรณวัชร แต่ไม่พูดอะไรเลือกเดินผ่านหน้าเขาตรงดิ่งเข้าไปในบ้าน
“นี่! มาคุยกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้” ชายหนุ่มตามเข้าไปกระชากแขนหญิงสาว ให้หันมาเผชิญหน้าและแรงเขามันก็มากพอให้เจ้าหล่อนลอยปะทะอกแกร่งของเขา
“ทำเบา ๆ สิคะ ถ้าเกิดลูกของเราเป็นอะไรไปจะทำยังไง”
“ลูกที่ฉันไม่ได้อยากให้เกิดมาน่ะเหรอ”
“อยากหรือไม่อยาก แต่ก็เกิดมาแล้วค่ะ” แม้นจะเจ็บ แต่เธอก็ฝืนว่าไม่รู้สึกอะไร แถมยังไหวไหล่ไม่ใส่ใจ เก็บซ่อนซ่อนทุกอย่างเอาไว้ได้อย่างดีเยี่ยม
“ชมจันทร์!”
“แหม่... เป็นสามีภรรยากันแล้ว จะมาเรียกชมจันทร์อะไรกันคะ เรียกแค่ชมก็พอ ชมไม่ว่าอะไรหรอก”
“ไม่อยากเรียก กะดากปาก”
“ใจร้ายจัง”
“อย่ามาชวนฉันเบี่ยงเบนประเด็นนะ เธอเข้ามาที่บ้านฉันได้ยังไง”
“อ้าว... ก็สามีภรรยากัน จะอยู่บ้านเดียวกันไม่ได้เหรอคะ?” ชมจันทร์ถามเขาหน้าซื่อ แน่นอนว่ามันเป็นท่าทีที่ปรรณวัชรไม่ชอบเลยสักนิด
ชายหนุ่มขบกรามแน่น ผู้หญิงคนนี้ทำเหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรเลย การกระทำไร้ซึ่งมารยาท เหมือน... “ชีวิตเธอมันคงไม่มีใครมานั่งสั่งสอนเรื่องมารยาทสินะ ถึงได้เข้ามาในบ้านคนอื่น โดยที่ไม่ได้รับอนุญาตแบบนี้”
เขาไม่พูดเปล่า แต่กำข้อมือของชมจันทร์ให้แน่นขึ้น จนขึ้นรอยนิ้วมือแดงเถือกบนข้อแขนเล็ก นัยน์ตาชายหนุ่มจ้องเขม็งด้วยความโมโหราวกับจะใช้สายตานี้ฆ่าผู้หญิงตรงหน้าให้ตาย ๆ ไปซะ
“...” ประโยคนี้ทำเอาชมจันทร์สะอึก จนพูดอะไรแทบไม่ออก
“งั้นก็ขอโทษด้วยแล้วกันนะคะ ที่ชมมารยาททราม ทำกิริยาต่ำ ๆ ไม่เหมือนคนมารยาทงามอย่างนางฟ้านางสวรรค์ของคุณ” เธอบิดข้อมือของตัวเองคืนมา ก่อนจะเดินลิ่ว ๆ หนีชายหนุ่มไป แม้เขาจะเรียกเอาไว้แต่หญิงสาวก็ไม่ยอมหยุดฝีเท้า
“ชมจันทร์ กลับมาคุยกับฉันเดี๋ยวนี้!”
“นายครับ” เท้าที่กำลังจะก้าวเดินตามไปจำต้องหยุดชะงักกะทันหัน เพราะเสียงของโกมินทร์ก็ดังขึ้นเสียก่อน
“อะไรของมึงวะ!”
“เออ... ฟ้ารุ่งป่วยครับ ลุงไกรเพิ่งโทรมาบอกผมเมื่อกี้”
“ฟ้ารุ่งป่วย แล้วเรียกหมออุ่นรึยัง” เขาจำเป็นต้องปรับอารมณ์ เมื่อแม่วัวพันธุ์ของสวนเขาเกิดป่วยขึ้นมา
“โทรตามหมออุ่นเรียบร้อยแล้วครับ”
“งั้นก็ไป”
“ครับ” ลูกน้องคนสนิทรับคำ
“หลังจากกลับมาจากคอกวัว กูจะมาคิดบัญชีกับมึงไอ้มิน”
“เรื่องอะไรครับนาย ไอ้มินคนนี้ยังไม่รู้ว่าทำอะไรผิด”
“อย่ามาตอแหล มึงพาแม่นั่นเข้ามาในบ้าน ทำไมกูจะไม่รู้!” ถ้าไม่ใช่โกมินทร์ก็ไม่มีคนอื่นแล้ว
“โถ่นาย... เห็นใจกันเถอะนะครับ ผมไม่มีทางเลือก” ชมจันทร์ใช้ไม้เด็ดโดยบอกว่าอยากให้ลูกได้อยู่ใกล้พ่อ จะได้รับความรักจากพ่อเยอะ ๆ เช่นนั้นเขาจะปฏิเสธได้อย่างไรกันเล่า
“เดี๋ยวมึงได้เลือกแน่ ว่าจะกินข้าวหรือกินตีนกู ไป!” เดี๋ยวเขาจะปล่อยชมจันทร์ไปก่อน ทำธุระเรื่องฟ้ารุ่งเสร็จเมื่อไร เขาจะตามมาคิดบัญชีต่อ
โกมินทร์ที่เดินตามไปก็ได้แต่ร้อน ๆ หนาว ๆ ชะตากรรมจะสิ้นสุดกันแค่วันนี้รึเปล่านะ
ขณะเดียวกัน ชมจันทร์ที่ไม่สนใจว่าน้ำเสียงของปรรณวัชรจะเคืองโกรธกันมากขนาดไหน เธอเดินไปที่ห้องพักของตัวเองที่อยู่บริเวณชั้นล่างของบ้าน เป็นห้องที่โกมินทร์บอกว่าไว้สำหรับแม่บ้านที่เข้ามาทำความสะอาดพักอาศัย แม้เธอจะไม่มีมารยาทเข้ามาบ้านคนอื่นโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต แต่เธอก็ไม่ได้หน้าด้านพอพาตัวเองขึ้นไปอยู่ชั้นบน เทียบเคียงกับเจ้าของบ้านหรอก
ประตูห้องถูกปิดลงพร้อม ๆ กับร่างสาวที่ทรุดลงไปนั่งกองอยู่บนพื้น หยาดน้ำตาหยดแหมะลงมา แต่มันก็แค่เสี้ยววินาที เพราะเจ้าหล่อนเช็ดมันออกด้วยความไว คำพูดของปรรณวัชรยังดังก้องอยู่ในหัว มันเป็นคำพูดที่ดูไม่ได้รุนแรงอะไรนัก แต่ทำไมเธอถึงได้รู้สึกปวดใจมากขนาดนี้
ไม่มีคนสั่งสอนมารยาทหรือ?
ก็แน่สิ จะไปมีได้อย่างไร ในเมื่อคนที่สั่งสอนมารยาทให้เธอ จากกันไปตั้งแต่สิบปีก่อน หลังจากนั้นความโดดเดี่ยวก็แทรกแซงเข้ามาแทนที่ ตั้งแต่อดีตจนถึงตอนนี้
“จะด่าก็ด่าให้มันไม่จี้ใจดำหน่อยก็ไม่ได้ ไอ้ปัตถ์ปากหมา!”
ยิ่งพยายามแสดงออกว่าไม่รู้สึก มันยิ่งเหมือนเป็นการตอกย้ำให้เธออ่อนแอมากขึ้นกว่าเดิม น้ำตาของชมจันทร์หลั่งรินออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เธอก็พยายามอย่างที่สุดที่จะเช็ดมันทิ้งไป...
“เป็นยังไงบ้างครับหมอ”
“คงจะไปกินอะไรแปลก ๆ เข้าน่ะครับ เลยป่วย แต่ผมให้ยาแล้วเดี๋ยวสักพักอาการก็น่าจะดีขึ้น” อดิศรหรือหมออุ่น สัตวแพทย์หนุ่มหล่อประจำสวนของปรรณวัชรหันไปบอกเจ้านาย
“ขอบคุณมากนะครับ แล้วก็ขอโทษที่รบกวนดึก ๆ ดื่น ๆ แบบนี้”
“ไม่เป็นไรครับ มันเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว ว่าแต่คุณปัตถ์เถอะครับ ออกมาดึก ๆ แบบนี้ คนที่บ้านจะไม่มองทางหรือครับ”
“คนที่บ้าน?” คิ้วหนาขมวดอีกแล้ว ไม่รู้ว่าวันนี้เขาขมวดคิ้วไปแล้วกี่รอบกัน ก่อนหันไปหาโกมินทร์ที่ยืนอยู่ไม่ไกล “ไอ้มิน”
“หมออุ่นมาเจอคุณชมที่หน้าสวนพอดีน่ะครับ ก็เลยได้เจอหน้ากัน”
“ก็แค่บังเอิญน่ะครับ”
“ดูเหมือนเรื่องนี้ ผมจะรู้เป็นคนสุดท้ายนะครับ” ถ้าไม่นับคนงานคนอื่น ๆ ก็เห็นจะมีแต่เขานี่แหละ ที่รู้ว่าชมจันทร์เข้ามาที่สวนเข้าเป็นคนสุดท้าย ให้มันได้แบบนี้สิ
“ก็คุณชมเขาอยากเซอร์ไพร์สไงนาย”
“เซอร์ไพร์สบ้า เซอร์ไพร์สบออะไร มึงน่ะตัวดีเลยนะไอ้มิน” คราวนี้ชายหนุ่มชี้นิ้วไปที่โกมินทร์ ขณะที่อดิศรทำได้แค่ยิ้มก่อนลุกขึ้นเอาพวกอุปกรณ์ต่าง ๆ ไปเก็บไว้ที่รถของตนเอง
“โถ่... ขอโทษครับ แต่ว่านะนาย นายใจดีกับคุณชมเขาหน่อยก็ได้นะครับ ตอนที่นายด่าเขาว่าไม่มีมารยาทอะ ผมเห็นคุณชมนิ่งไปเลย”
“ก็มันจริง แม่นั่นไม่มีมารยาทเข้ามาในที่ของคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต มึงจะได้กูเชิญธงขึ้นเสา แล้วยืนทำความเคารพรึไง”
“นายก็ว่าจี้ใจดำเกิน”
“จี้ใจดำยังไง?”
“ก็ที่ว่าไม่มีใครสั่งสอนมารยาทไงครับ คุณชมน่ะต้องอยู่คนเดียวมาตั้งแต่อายุสิบห้า นี่ยังดีหน่อยนะครับที่ได้รับการอุปการะจากทนายคนนึงช่วยดูแลเรื่องค่าใช้จ่าย แล้วก็ส่งเสียให้เรียนต่อ”
“มึงอย่ามาโกหกกูไอ้มิน จะมาอยู่คนเดียวได้ยังไง แม่เขาก็มี ไหนจะวิวแล้วก็พ่ออีก พ่อลูกเขาจะไม่ติดต่อกันเลยรึไง”
“ไม่รู้สิครับ ผมหาข้อมูลพวกนี้ไม่ค่อยได้ แต่ที่ผมรู้ก็มีเท่าที่ผมเพิ่งพูดไป” ก่อนหน้านี้ปรรณวัชรให้โกมินทร์ไปหาข้อมูลของชมจันทร์ เขาได้ข้อมูลมาคร่าว ๆ ว่าชมจันทร์ได้รับการอุปการะจากทนายคนหนึ่ง หลังจากสูญเสียมารดาไป ในส่วนของความสัมพันธ์กับครอบครัวฝั่งบิดาแม้พยายามสืบสาวเท่าไรก็แทบไม่มีอะไรให้เขาหาได้เลย
“แล้วแม่ของแม่นั่นตายเพราะอะไร”
“เห็นมีคนบอกว่าฆ่าตัวตายนะครับ”
“...” ปรรณวัชรพูดอะไรไม่ออก เพราะเขาไม่รู้ว่าตนเองควรจะแสดงท่าทีอย่างไรกับเรื่องนี้ดี
“เพราะงั้นผมว่าว่าคุณชมแบบนั้น อาจจะแรงไปนิดนึง ยิ่งท้องอยู่ด้วย”
“เสือก! กูไม่ใช่พ่อพระ ไม่ต้องให้กูมาพะเน้าพะนอผู้หญิงคนนั้น ปัญหาชีวิตใครก็แก้ไขเอง ไม่ได้เกี่ยวกับกู” เขาพูดแล้วก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเท้ายาว ๆ เดินปึงปังขึ้นรถจิ๊ปคันเก่งและขับตรงไปยังบ้านหลังใหญ่ของตนเอง เขาจัดการธุระที่นี่เสร็จแล้ว จากนี้จะเป็นการคิดบัญชีกับชมจันทร์
ทว่าระหว่างทาง ปรรณวัชรพยายามไม่ใส่ใจกับคำพูดของโกมินทร์ แต่ไม่สามารถทำได้มากพอ เรื่องชีวิตและความเป็นอยู่ของชมจันทร์ เขาจะไปสนใจทำไม หญิงสาวจะเจออะไรมามันก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาควรใส่ใจสิ
เสียงก๊อกแก๊กที่หน้าประตูห้อง ทำให้คนที่เพิ่งล้มตัวลงนอนได้ไม่ถึงยี่สิบนาทีขมวดคิ้ว ก่อนจะเปิดโคมไฟหัวเตียงแล้วเดินไปยังต้นเสียง ทว่ายังไม่ทันได้เอื้อมมือเปิดลูกบิด ประตูก็ถูกเปิดโผงออกมา ปรากฏเป็นชายหนุ่มหน้าหล่อแต่ใจมารยืนอยู่ตรงหน้าของชมจันทร์
“คุณปัตถ์”
‘ปึก!’
พอเห็นว่าเป็นเขา ชมจันทร์ก็รีบปิดประตูหนี แต่เพราะเธอช้ากว่าชายหนุ่มมากนัก เขาจึงแทรกตัวเข้ามาภายในห้องได้ ท้ายที่สุดก็ต้องยอมให้ปรรณวัชรเข้ามา พร้อมถอยหลังทิ้งระยะห่างจากเขาพลางกระชับเสื้อนอนของตัวเอง
“มีความสุขจริง ๆ เลยนะ กินนอนบ้านคนอื่นสบายใจ”
“บ้านคนอื่นที่ไหนคะ บ้านสามีชมต่างหาก” เธอเชิดหน้าตอบเขา ขณะที่ปรรณวัชรสืบเท้าเข้ามาใกล้ชมจันทร์มากขึ้นเรื่อย ๆ เจ้าหล่อนจำต้องถอยเท้าหนี ทว่ายิ่งหนีเขาก็ยิ่งเข้ามาใกล้มากกว่าเดิม
“แล้วมีธุระอะไรคะ มาทำไม” เธอรีบเข้าประเด็น เพราะท่าทีของเขาตอนนี้ไม่น่าไว้วางใจ ไม่รู้ว่าเขามีจะมาไม้อีก
“ก็ไหนว่าฉันเป็นผัวเธอ ผัวจะมาหาเมียนี่ต้องมีธุระเหรอ ถึงจะมาหาได้”
“อยากเป็นขึ้นมาแล้วเหรอคะ?”
“ของฟรี มีมันก็ดีรึเปล่า”
“...” ชมจันทร์สะอึก เพราะเธอก็ไม่คิดว่าเขาจะพูดแบบนี้เหมือนกัน แต่กระนั้นในเมื่อเขาว่าเธอของฟรีหรือ แล้วเขาเล่า ต่างอะไรกัน
“ถ้าชมฟรี คุณก็ฟรีเหมือนกันนั่นแหละ” ก็เหมาะสมกันดีออก
“ชมจันทร์” คราวนี้ชายหนุ่มกัดฟันกรอด
“ถ้าจะมาชวนทะเลาะก็พอเถอะค่ะ วันนี้ดึกแล้ว ชมจะนอน”
“เกิดอยากนอนอะไรขึ้นมา วันนี้ฉันยังไม่ได้คิดบัญชีกับเธอเลยนะ กล้าดียังขนข้าวของมาบ้านฉันแบบนี้”
“ก็บอกแล้วไงคะ ว่าภรรยาก็ต้องอยู่กับสามีสิ”
“งั้นเหรอ?” คิ้วข้างหนึ่งของเขาเลิกขึ้น ย่างสามขุมเข้าหาชมจันทร์มากขึ้นไปอีก จนหญิงสาวจำต้องถอยกายหนีห่างเขาไป แต่ก็ดูเหมือนว่าจะถอยไม่พ้นเมื่อสุดปลายทางของเธอดันเป็นเตียงนอนเล็ก ๆ
“คุณปัตถ์ จะทำอะไร ถอยไปเลยนะ” ชมจันทร์ยกมือขึ้นมาผลักอกของเขาเอาไว้ ทว่าไม่ได้ผลเลย เมื่อเขายังทำท่าทีคุกคามกว่าเดิม
“กลัวเหรอ?” เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ ลมหายใจอุ่น ๆ ของปรรณวัชรเป่ารดใบหน้าของชมจันทร์จนเธอขนลุกซู่
“กลัวอะไร ไม่ได้กลัวสักหน่อย ว้าย!”
เพราะชมจันทร์ถอยไปจนไม่มีทางรอด สุดท้ายก็ชนเข้ากับปลายเตียงจนเสียหลักล้มลงไปอยู่บนที่นอน ทว่าก่อนที่ร่างสาวจะกระแทกถึงเตียงก็มีมือหนาของเขา เข้ามาช้อนไว้ด้านหลังของเธอ แล้วล้มลงมาด้วยกัน
ระยะห่างระหว่างปรรณวัชรและชมจันทร์ใกล้กันมากกว่าเดิมเสียอีก ดวงหน้าของเขาห่างจากหญิงสาวเพียงแค่คืบ นัยน์ตาคู่คมจ้องมองไปที่ดวงตาหญิงสาว วินาทีนั้นมันเหมือนมีกระแสบางอย่างให้สองคนตกอยู่ในภวังค์หวาน
ปรรณวัชรในวินาทีที่เผลอไผลยื่นหน้าเข้าไปใกล้ชมจันทร์ จมูกของหญิงสาวต้องกับจมูกโด่งสันของเขา รับรู้ถึงลมหายใจร้อน ๆ ของชายหนุ่ม เพียงแค่นิดเดียวที่ริมฝีปากจะถึงกัน
“คะ... คุณปัตถ์ จะทำอะไร”
“มาทำเรื่องที่ผัว ๆ เมีย ๆ เขาทำกันดีกว่า”
“อย่านะคะ” เธอเอามือดันอกแกร่งเขาเอาไว้ ไม่ยอมให้ชายหนุ่มล้วงล้ำใบหน้าของเขาเข้ามาใกล้มากกว่านี้
“จะมาสะดีดสะดิ้งอะไร เธอก็น่าจะชอบไม่ใช่เหรอ เสื้อในก็ไม่ใส่ ดูก็รู้ว่าจงใจยั่วกันชัด ๆ” ไม่ว่าเปล่า แต่มองไปที่เนินหน้าอกของหญิงสาว ที่มันใหญ่จนเกินตัว แถมตอนนี้ยังเด้งยุ่นสู้เขาอีก
“ไอ้คุณปัตถ์ หยุดมองเลยนะ” เจ้าหล่อนทำท่าทีห่วงแหน เอามือมากระชับเสื้อนอนของตัวเองให้แน่นขึ้น ปกปิดหน้าอกของตัวเองให้รอดพ้นจากสายตาของปรรณวัชร ทว่าหญิงสาวกลับหารู้เลยว่าท่าทางแบบนั้นมันยิ่งเหมือนไปกระตุ้นต่อมความดิบเถื่อนในตัวชายหนุ่ม
“หึ! เธอแน่ใจนะว่าไม่ได้ยั่ว”
“ประสาทค่ะ ใครเขาอยากจะยั่วคุณ ลุกออกไปเลย”
“เหรอ?” ปรรณวัชรไม่ใส่ใจในคำพูด มิหนำซ้ำยังทำมากกว่านั้นอีก
ชายหนุ่มก้มหน้าลงไปชิดใกล้ จมูกโด่งสันสูดดมความหอมจากกายสาว เขาได้กลิ่นครีมอาบน้ำอ่อน ๆ ออกมาจากตัวหญิงสาว พลอยให้เผลอไผล กระนั้นแค่เสี้ยววินาที ส่วนชมจันทร์รีบพลิกดวงหน้าหนีเขาไปทางอื่นยามที่ชายหนุ่มจ้องโน้มหน้าเข้ามาหา แต่เสียงเยาะที่ดังก้องมาจากลำคอของปรรณวัชร ก็ทำให้หญิงสาวรู้สึกได้ทันทีว่าตนเสียเชิงให้เขาซะแล้ว
“เธอนี่มันง่ายจริง ๆ ด้วย แค่ทำท่านิด ๆ หน่อย ๆ ก็ยอม” ปรรณวัชรแสดงออกว่าสมเพชหญิงสาวมากแค่ไหน “แต่อย่างว่าของฟรีแบบเธอ ไม่ต้องเล่นตัวอะไรเยอะหรอก เล่นตัวไปก็ไม่มีราคา”
“...” เป็นอีกครั้งที่ชมจันทร์สะอึกกับคำพูดของปรรณวัชร
“เก่งจังเลยนะคะ พูดให้คนอื่นเจ็บเนี่ย หรือจริง ๆ มันคือพรสวรรค์ของคุณปัตถ์ ที่ชอบพูดจาไร้สมอง ดูเหมือนคนไม่มีความคิด เหมือนไม่ได้เรียนมา”
“ชมจันทร์!”
“โกรธเหรอคะ ทีเมื่อกี้บอกชมเป็นของฟรีไม่มีราคา ชมยังไม่แสดงอาการโกรธอะไรเลย หยวน ๆ กันสิ”
“ปากดีจังเลยนะ”
“แหม่... เป็นคำชมที่ฟังแล้วชื่นใจจังเลยค่ะ ลูกได้ยินคงดีใจที่พ่อรักแม่มากขนาดนี้นะคะ” คำพูดประชดประชันของชมจันทร์ช่างสร้างความขุ่นมัวในใจของปรรณวัชร จนเขาต้องขบกรามแน่นเพื่อระงับความโกรธเอาไว้ให้ลึกที่สุด
และก่อนที่จะมีปากเสียงกันไปมากกว่านี้ ปรรณวัชรยอมผละกายออกห่างหญิงสาว ลุกขึ้นไปยืนเต็มความสูง ชมจันทร์เองก็ยันกายลุกขึ้นนั่ง คว้าผ้าห่มมาปกปิดทรวงอกของตัวเองให้รอดพ้นจากสายตาของปรรณวัชร
“อยากอยู่ก็อยู่ไป แต่อย่าคิดว่าฉันจะให้เธออยู่สุขสบาย มาอยู่บ้านคนอื่นก็ทำตัวให้มีประโยชน์ ไม่ใช่อยู่ไปวัน ๆ เปลืองข้าวเปลืองน้ำ”
“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ชมก็ไม่ได้คิดจะมาอยู่ฟรี ๆ”
“ให้มันจริงเถอะ ไม่ใช่ฉันหันไปอีกที เจอเธอวางท่าเป็นคุณนาย นั่งชี้นิ้วสั่งคนอื่น”
“สบายใจได้ค่ะ อย่างชมชี้นิ้วสั่งใครไม่เป็นหรอก”
“จำคำพูดเธอไว้ให้ดีแล้วกัน”
ปรรณวัชรบอกแล้วก็เดินออกจากห้องของชมจันทร์ออกไป ปล่อยให้หญิงสาวนั่งเคว้งคว้างอยู่ตามลำพัง ชมจันทร์ถอนหายใจออกมาหลังจากปรรณวัชรจากไปแล้ว เธอคิดมาตลอดว่าสามารถรับมือชายหนุ่มได้อย่างไม่มีปัญหา ทว่ามาตอนนี้คงต้องคิดใหม่ เพราะดูเหมือนว่าการรับมือกับเขามันจะยากมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว
เพราะว่าชมจันทร์ต้องหลบซ่อนจากคนร้ายที่หมายเอาชีวิต ทำให้หญิงสาวจำต้องละทิ้งหน้าที่ของตัวเองที่สำนักงานไปก่อน แต่ในบทบาทของทนายเธอยังคงอยู่ เพราะเธอยังคงต้องสืบหาข้อมูลอีกหลายเรื่อง หากจะให้หยุดทุกอย่างที่เคยทำคงเป็นไปไม่ได้ ร่วมถึงการได้มาที่นี่ด้วย
“คุณปัตถ์เขาไม่อยู่เหรอคะคุณมิน” ชมจันทร์เดินออกมาจากห้อง เห็นโกมินทร์ที่กำลังขัดถูรถยนต์อยู่หน้าบ้าน ถึงได้ถามไถ่
“ไม่อยู่ครับ ขับรถไปกรุงเทพตั้งแต่เช้าแล้ว”
“ไปกรุงเทพเหรอคะ?” ไม่ต้องให้เธอเดา ก็พอรู้ว่าปลายทางของชายหนุ่มเป็นที่ไหน คงไม่พ้นโรงพยาบาลที่ชนิศาอยู่นั่นแหละ รักเหลือเกินนะผู้หญิงคนนั้น
“ใช่ครับ อีกอย่างคุณชมไม่ต้องเรียกผมว่าคุณหรอกครับ เรียกพี่ก็พอครับ ไม่ก็แค่ชื่อเฉย ๆ”
“งั้นพี่มินก็เรียกแค่ชมพอค่ะ ไม่ต้องเรียกคุณ”
“ได้ที่ไหนล่ะครับ ก็คุณชม-”
“เป็นแค่คนอาศัยค่ะ มาอาศัยชั่วคราว มีสถานะเท่าเทียมกับพี่มินทุกอย่าง” หรือบางทีสถานะพวกนั้นอาจจะน้อยกว่านั้นก็ได้ อีกอย่างเธอจะมาอยู่ที่นี่ได้นานแค่ไหนกันเชียว แค่วันเดียวปรรณวัชรก็อยากไล่ตะเพิดเธอออกไปใจแทบขาดแล้ว “เพราะงั้นเรียกชมก็พอค่ะ”
“ก็ได้ครับ งั้นพี่เรียกน้องชมแล้วกันเนอะ”
“ตามสบายเลยค่ะ อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่คุณชม ฟังแล้วมันแปลก ๆ” เธอยิ้มแย้มส่งให้ชายหนุ่ม “ว่าแต่ เขาคงไม่ได้ออกไปข้างนอก โดยที่ไม่ได้ฝากงานอะไรไว้กับพี่มินใช่ไหมคะ”
“รู้ทันด้วยเหรอครับ”
“ก็นิดหน่อยค่ะ”
“แต่พี่ไม่เข้าใจนาย แทนที่จะให้เมีย เอ้ย... ภรรยาตัวเองอยู่บ้านเฉย ๆ ก็ได้ จะให้ไปทำงานทำไมก็ไม่รู้”
“ชมบอกเขาเองน่ะค่ะ มาอยู่ที่นี่ก็ไม่อยากอาศัยฟรี ๆ”
“แน่ใจนะครับ ว่าทำไหว น้องชมท้องอยู่ไม่ใช่เหรอ?”
“...” เธอลืมไปเลย
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ชมกับลูกแข็งแรงจะตายไป”
“นายไม่ได้เจาะจงว่าให้น้องชมทำอะไร เดี๋ยววันนี้ไปดูงานส่วนอื่น ๆ แล้วกัน เผื่ออยากทำอันไหนก็บอกได้เลย”
“ขอบคุณนะคะ” อย่างน้อยเขาก็ยังให้เธอเลือก ถ้าเป็นแบบนี้เธอก็คงต้องทำงานให้ปรรณวัชรตอนกลางวัน ส่วนช่วงกลางคืนก็คงต้องทำงานของตัวเอง จะทำอย่างไรได้เธอเลือกเข้ามาที่นี่เอง
ปรรณวัชรมาหาชนิศาแต่เช้า เพราะเขาต้องกลับไปที่สวนเพื่อดูให้แน่ใจว่าชมจันทร์จะไม่สร้างปัญหาให้กับเขา ลำพังจะฝากโกมินทร์รายนั้นก็ไว้ใจไม่ค่อยได้ แค่ยอมให้ชมจันทร์ขนเสื้อผ้าเข้ามาเขาก็ปวดหัวกับลูกน้องคนสนิทมากพอแล้ว
“วันนี้ทำไมสุดหล่อของพี่จักกี้ มาเร็วจังเลยคะเนี่ย”
“พอดีว่าผมมีธุระนิดหน่อย เลยอยากแวะมาหาวิวก่อนนะครับ” โดยปกติเขาไม่ได้มาเยี่ยมชนิศาทุกวัน จะมาก็เพียงอาทิตย์ละสามถึงสี่วันเท่านั้น ซึ่งมันอยู่ในเกณฑ์ที่บ่อยมาก แต่พอชมจันทร์เข้าไปอยู่ที่ไร่เขา ช่วงวันที่เขามาเยี่ยมหญิงสาวอาจต้องลดลง แน่นอนว่าเขาไม่ได้อยากทำแต่เพราะมันจำเป็นต่างหาก
“แหม่... ธุระที่ว่า ใช่ธุระของยัยเด็กเหลือขอคนนั้นหรือเปล่าคะ” จักกี้จีบปากจีบคอ ไม่ค่อยสบอารมณ์สักเท่าไรเวลาที่พูดถึงชมจันทร์
“ผู้หญิงคนนั้นทำผมปวดหัว เลยต้องจัดการให้เด็ดขาดน่ะครับ”
“นี่อย่าบอกนะ ว่าแม่นั่น-”
“ชมไปอยู่ที่สวนของปัตถ์เหรอ?” ยังไม่ทันที่จักกี้จะพูดจบ เสียงแหบแห้งของชนิศาดังแทรกขึ้นมา เรียกสายตาของทั้งสองคนให้หันไปมอง เจ้าหล่อนคงจะตื่นตั้งแต่ได้ยินบทสนทนาระหว่างผู้จัดการตัวเองกับชายหนุ่มแล้ว
