บทที่ 11 ผลักไส
บทที่ 10
ผลักไส
“ตื่นแล้วเหรอวิว เป็นไงฝันดีรึเปล่า” เขาปั้นหน้าและยิ้มส่งให้หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียง ยิ่งเห็นสีหน้าของชนิศาแล้วก็ยิ่งนึกโกรธชมจันทร์ หากผู้หญิงคนนั้นยอมให้ไขกระดูกกันดี ๆ ชนิศาก็คงไม่ต้องมามีสภาพแบบนี้ แล้วก็โกรธตัวเองที่ไปหลงกลเล่ห์เหลี่ยมของแม่นั่น!
“เพิ่งตื่น แต่ปัตถ์ตอบวิวมาก่อน ว่าชมไปอยู่ที่สวนของปัตถ์เหรอ?”
“...” ปรรณวัชรไม่ตอบ ทั้งยังมีสีหน้าที่ลำบากใจ แต่แค่นี้มันก็เพียงพอเป้นคำตอบให้กับชนิศาได้แล้ว
“จริงด้วย”
“ปัตถ์ไม่ได้อยากให้ไปอยู่ ผู้หญิงคนนั้นขนข้าวของไปโดยที่ปัตถ์ไม่อนุญาต”
“แล้วปัตถ์จะไล่ชมออกมาเหรอ?”
“ถ้าชมจันทร์ฟังอะไรง่าย ๆ พูดนิดเดียวก็รู้เรื่อง เรื่องมันคงไม่ยุ่งยากแบบนี้หรอก”
“ไม่เป็นไรหรอกปัตถ์ ให้ชมอยู่นั่นแหละ การที่ชมอยู่ที่นั่นมันก็ถูกแล้ว ชมเป็นภรรยาแล้วก็เป็นแม่ของลูกปัตถ์นะ จะไล่ให้ไปอยู่ที่อื่นได้ยังไง”
“วิว...”
“แล้วปัตถ์ก็ไม่ต้องมาหาวิวบ่อย ๆ แล้วนะ ปัตถ์มีคนต้องคอยดูแลแล้ว ลูกของปัตถ์ออกมาคงจะโกรธถ้ารู้ว่าพ่อไม่ค่อยใส่ใจแม่เขาสักเท่าไหร่” ขณะที่พูดหญิงสาวก็ยิ้มออกมา แน่นอนว่ามันช่างกระแทกจิตใจของปรรณวัชรได้มากเหลือเกิน
“ปัตถ์ไม่ได้รักชมจันทร์ เรื่องที่เกิดขึ้นมันก็แค่เป็นเรื่องผิดพลาด” การปฏิเสธว่าไม่ได้รักชมจันทร์ด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น เป็นอีกหนึ่งสิ่งในชีวิตที่เขามั่นใจมากที่สุดในตอนนี้ นอกจะไม่รักแล้ว ยังเกลียดเสียด้วยซ้ำ เกิดมายังไม่เจอใครหน้าด้านหน้าทนเท่าผู้หญิงคนนั้นเลย
“ก็จะทำอะไรได้ ตอนนี้มันพลาดไปแล้วนิ แก้ไขอะไรก็ไม่ได้แล้ว”
“วิว ปัตถ์ก็รับผิดชอบแค่หน้าที่พ่อ ส่วนผู้หญิงคนนั้น ถ้าลูกคลอดเมื่อไหร่ก็ทางใครทางมัน” เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ใจร้ายจัง ถ้าชมมาได้ยินไม่เสียใจแย่เลยเหรอ?”
“ก็ช่างประไร ทำไมปัตถ์ต้องใส่ใจ”
“อย่างน้อยชมก็น้องของวิวนะปัตถ์ ช่วยใจดีกับชมสักหน่อยก็ได้”
“วิวอยากให้ปัตถ์ทำแบบนั้นเหรอ?”
“ก็มันสมควรรึเปล่าล่ะ ปัตถ์ชั่งน้ำหนักเอาเองแล้วกัน แล้วก็อย่างที่วิวบอก ไม่ต้องมาหาวิวบ่อยแล้วเอาเวลาไปดูแลแม่ของลูกปัตถ์เถอะ ชมควรได้รับการดูแลจากปัตถ์มากกว่าวิว”
“วิว...”
“พี่จักกี้คะ วิวอยากพักผ่อนต่อ รบกวนพี่จักกี้ห้ามให้ใครมารบกวนวิวหน่อยนะคะ” หญิงสาวเอ่ยแล้วล้มตัวลงนอนอีกครั้งหนึ่ง ปล่อยให้ปรรณวัชรยืนเคว้งคว้าง
วินาทีนี้ปรรณวัชรไม่รู้ว่าตัวเองควรทำอย่างไร เพราะเหมือนว่าชนิศาพยายามจะตีตัวออกห่างจากเขาเพื่อชมจันทร์ พอคิดแบบนั้นแล้วยิ่งโมโห เรื่องทั้งหมดมันเป็นเพราะผู้หญิงคนนั้นคนเดียว!
“น้องวิวขา”
“วิวอยากนอนค่ะ” เธอบอกย้ำอีกครั้ง จนผู้จัดการส่วนตัวหญิงสาวจำต้องอ่อนใจ หันไปหาปรรณวัชร
“กลับไปก่อนนะคะน้องปัตถ์สุดหล่อของพี่จักกี้ ไว้ค่อยมาใหม่วันอื่น”
“ครับ... ไว้เดี๋ยวผมจะมาใหม่นะครับ”
ท้ายที่สุดปรรณวัชรจำต้องยอมล่าถอยออกมา ตอนนี้คุยอะไรไปชนิศาก็คงเอาแต่บอกให้เขาไปดูแลชมจันทร์ ทั้ง ๆ ที่คนที่เขาอยากดูแลไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้นเลยสักนิด!
“ตรงนี้จะเป็นโรงครัวนะครับ ถัดไปอีกหน่อยตรงนู้นก็เป็นสำนักงาน ถ้าน้องชมทำพวกเอกสารส่วนใหญ่ก็จะอยู่ที่นั่น”
ชมจันทร์เดินตามหลังโกมินทร์ ขณะที่สายตาก็กวาดมองพื้นที่รอบ ๆ ไปด้วย แม้หลายคนมีแววตาสงสัยว่าเธอคือใคร ทำไมถึงได้มาอยู่ที่นี่ แต่ชมจันทร์ก็ไม่ได้ประสงค์อยากป่าวประกาศให้ใครได้รับรู้ เพราะถ้าทำแบบนั้นปรรณวัชรคงจะโกรธเคือง หาว่าเธอแสดงตัวออกนอกหน้าอีก เธอเหนื่อยจะต่อล้อต่อเถียงกับเขา
“แล้วถ้าไปทางนั้นล่ะคะ ทางที่พี่ ๆ เขาเดินไป” เธอมองไปยังจุดที่พนักงานเดินไป
“อ้อ... ทางนั้นเป็นทางไปบ้านพักคนงานครับ น้องชมจะไปดูไหม?”
“ไปสิคะ ชมอยากรู้ทิศทางให้ทั่ว เวลาไปไหนมาไหนจะได้ไปถูก ไม่ต้องลำบากคนอื่นมาคอยพาไป”
“แหม่... จะไปลำบากอะไรครับ ให้คุณปัตถ์พามาสิ”
“รายนั้น ชมคงได้แค่ฝันค่ะ” คนอย่างปรรณวัชรน่ะหรือจะยินยอมพาเธอไปไหนมาไหน ฝันชัด ๆ
โกมินทร์หัวเราะออกมา ดูท่าเจ้านายเขากับหญิงสาวคงไม่ลงรอยกันง่ายแน่ ๆ “ไปกันครับ เดี๋ยวพี่พาไป”
“ได้ค่ะ” เจ้าหล่อนเดินตามโกมินทร์ไปขึ้นรถ ก่อนเขาจะขับตรงไปยังบ้านพักคนงานที่อยู่ห่างออกไปราว ๆ เกือบห้าร้อยเมตร ระหว่างทางเธอเห็นว่ามีรถรับส่งพนักงานไปยังจุดต่าง ๆ ของตำแหน่งแต่ละคน คงเพื่อช่วยอำนวยความสะดวก ห่างให้เดินไปกลับก็คงเหนื่อยน่าดู หากใครมีรถจักรยานยนต์ก็ดีไปอย่าง เพราะอาจไม่ต้องรอคิวขึ้นรถ
บ้านพักพนักงานเป็นห้องพักขนาดพอดีกับหนึ่งครอบครัว แบ่งเป็นสองชั้นแต่มีหลายตึก ชมจันทร์ใช้สายตากวาดดูก็นับได้สามตึกเห็นจะได้ ดูแล้วพนักงานที่นี่คงจะเยอะพอสมควรไม่อย่างนั้นคงไม่มีหลายตึกแบบนี้ องค์ประกอบและการออกแบบก็สร้างมาได้ดี ดูแข็งแรงและทนแดดทนฝนมากทีเดียว กระนั้นสิ่งนี่ไม่ใช่สิ่งที่หญิงสาวสนใจมากที่สุด เมื่อสายตาเธอพบสิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้น
“ขอชมเดินดูรอบ ๆ ได้ไหมคะ เผื่อวันดีคืนดี โดนเจ้านายพี่มินไล่ตะเพิดออกมา จะได้หาที่ทางมาพักแถวนี้ได้”
“ได้สิครับ แต่นายไม่ไล่หรอก ใครจะไล่เมียตัวเองได้ลงคอ”
ก็เจ้านายหนุ่มแสนดีของโกมินทร์นั่นแหละ ชมจันทร์อยากจะแย้งข้อนี้ แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป “เห็นว่าลืมของไว้ที่สำนักงานไม่ใช่เหรอคะ กลับไปเอาก่อนก็ได้นะคะ แล้วค่อยวนรถกลับมารับชม ถึงตอนนั้นชมก็น่าจะเดินทั่วพอดี”
“เอาแบบนั้นเหรอครับ?”
“ค่ะ ไม่ต้องห่วงนะคะ ชมจะไม่ทำอะไรให้พี่มินเดือดร้อน”
“อย่าพูดแบบนั้นสิครับ เดือดลงเดือดร้อนอะไรกัน... งั้นเดี๋ยวพี่มานะครับ”
“ได้ค่ะ”
โกมินทร์เดินย้อนกลับไปขึ้นรถแล้วขับออกไป ชมจันทร์รอให้ชายหนุ่มไกลออกไปจนลับสายตา ก่อนเธอกวาดสายตามองพื้นที่รอบ ๆ แล้วเดินตรงดิ่งไปยังเป้าหมายที่เพิ่งเห็นกันไปเมื่อครู่นี้ แต่ตอนนี้กลับหายไปไหนเสียแล้ว
เสียงที่ดังเอะอะโวยวายกระทบเข้าโสตประสาทหู ทำให้ชมจันทร์ที่กำลังมองหาใครบางคนหยุดฝีเท้าเอาไว้ เธอเปลี่ยนทิศทางแล้วเดินตามเสียงไป ยิ่งสืบเท้าเข้าใกล้เสียงนั้นก็ยิ่งรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวด ที่ส่งผ่านเสียงร้องของผู้หญิงคนหนึ่ง ในใจชมจันทร์ขมุกขมัวเดินให้เร็วมากขึ้นกว่าเดิม หวังให้ไปถึงก่อนที่จะมีการลงมือลงไม้อีกครั้งหนึ่ง
“กูบอกแล้วใช่ไหม! ว่ากูไม่แดกข้าวแฉะ ๆ ทำไมมึงยังทำวะ!” น้ำเสียงแข็งกร้าวตะโกนลั่นห้องพัก
“กูพูดทำไมมึงไม่รู้จักจำ! มึงมานี่ มาให้กูตบสักทีจะได้จำให้ขึ้นใจ จะได้หัดใช้สมองให้มันเยอะ ๆ บ้างอีทิพย์!”
“อย่าพี่ อย่าตบฉันเลยนะ” เสียงอ้อนวอนของคนเป็นเมียร้องขอ แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอมฟัง ยังคงด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรง มือหยาบกร้านง้างขึ้นหมายจะฟาดเข้าที่ใบหน้าให้เจ็บช้ำ ทว่าก็ต้องชะงักเมื่อมือถูกรั้งเอาไว้
“ใครมันมาสาระแนเรื่องครอบครัวคนอื่นวะ!” คนใจโฉดขุ่นมัว ตะโกนกร้าวพลางหันไปมอง แต่แล้วดวงตาก็ต้องตกตะลึงเมื่อตนเห็นคนที่ไม่คิดว่าจะได้เจอกันอีก
“ไม่ได้เจอกันตั้งนานนะคะลุงนิตย์ ยังสันดานเดิมไม่เปลี่ยนเลย”
รอยยิ้มปรากฏบนดวงหน้าของคนทักทาย ชมจันทร์ยิ้มให้กับมานิตย์ แต่รอยยิ้มของหญิงสาวมันกลับรู้สึกน่ากลัวแปลก ๆ ในความรู้สึกของอีกฝ่าย จนต้องรีบกระชากมือกลับและถอยหลังกรู
“ชะ...ชม”
“ทำไมถึงได้ทำหน้าตาตื่นขนาดนั้นล่ะคะ ไม่ดีใจเหรอได้เจอหน้าชม”
“กะ... แกมาที่นี่ได้ยังไง แล้ว... แล้วหาฉันเจอได้ยังไง”
“ก็ชมเก่งน่ะสิคะ หนีหน้าไม่เจอกันตั้งเป็นสิบปี ทำไมลุงยังเหี้ยเหมือนเดิมเลยคะ ดูสินั่น... หน้าป้าคนนั้นเขียวช้ำไปหมด” เธอพูดกับมานิตย์ แต่สาวเท้าไปหาหญิงวัยกลางคนที่ดวงหน้ามีแต่รอยพกช้ำ น่าเวทนา
“ไม่เป็นไรนะคะ เดี๋ยวชมจะพาไปหาหมอ”
“เอ่อ... ไม่เป็นไรหรอกจ้ะหนู”
“เป็นค่ะ เจ็บขนาดนี้จะไม่เป็นได้ยังไง ลุกขึ้นเถอะค่ะ” เธอประคองให้ทิพย์ลุกขึ้น
“แกจะพานังนั่นไปไหนชม มันยังต้องทำกับข้าวนะ”
“พาไปหาหมอสิคะ ถามมาได้ แล้วอีกอย่างลุงก็แก่จนจะลงโลงอยู่แล้ว กับข้าวแค่นี้หากินเองได้แล้วนะคะ ไม่ใช่ต้องให้ใครมาคอยเทข้าวเทน้ำให้เหมือนสัตว์สี่ขา” คำพูดของชมจันทร์แต่ละคำ เจ็บแสบจนคนฟังเถียงไม่ออก
“นังชม!” คนฟังกัดฟันกรอด ไม่คิดเหมือนกันว่าเด็กหญิงวัยสิบห้าเมื่อสิบปีก่อน โตมามันจะปีกกล้าขาแข็งได้มากขนาดนี้
“แล้วก็ไม่ต้องพยายามหนีแล้วนะคะ การที่ชมเจอลุงมันคงจะดีกว่าการที่ลุงไปเจอกับคนพวกนั้น จริงไหมคะ? แล้วอีกอย่างถ้าลุงยังซ้อมป้าคนนี้อีกแม้แต่นิดเดียวชมจะแจ้งความ ลุงที่พยายามเก็บตัวเงียบ ๆ มาหลายปีก็จะเรียกคนรู้จักลุงให้กลับมาในชีวิตได้อีกเยอะเลยค่ะ อยากลองดูก็ได้ชมไม่ว่า” เธอรู้ว่ามานิตย์กำลังหนีอยู่ แต่แค่ไม่รู้ว่าคนพวกนั้นที่ว่าเป็นใครแค่นั้นเอง
“...” ประโยคนี้ทำให้มานิตย์นิ่งเงียบไป ตนพยายามหนีมาตลอดสิบปี แต่สุดท้ายก็ไม่วายถูกพบจนได้ และคำพูดของชมจันทร์ก็ทำให้ต้องคิดตาม สิ่งที่สาวรุ่นลูกพูดไม่ได้ผิดเพี้ยนไปเลยสักนิด
บทสนทนาทุกอย่างสิ้นสุดลง ชมจันทร์พาทิพย์ออกไปจากห้องพักพนักงานของมานิตย์ พอดีกับที่เดินออกมาหน้าทางเข้าบ้านพัก เจอกับโกมินทร์พอดิบพอดี
“พี่มินช่วยพาป้าคนนี้ไปโรง’บาลหน่อยได้ไหมคะ”
“ใครกันครับ แล้ว...” เพราะพนักงานมีมาก บางคนก็ไม่ค่อยได้เจอ จึงไม่ค่อยคุ้นหน้าคุ้นตากันสักเท่าไร
“ป้าคนงาน ชมไปเจอตอนเขาโดนซ้อมสามีน่ะค่ะ ช่วยพาไปโรง’บาลหน่อยนะคะ”
“ป้าไม่เป็นไรหนู ขอบใจมากนะ แต่ป้าไม่เป็น-”
“เนื้อตัวช้ำขนาดนี้ ไปให้หมอตรวจสักหน่อยดีกว่าค่ะ ส่วนเรื่องของสามีป้า ไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะ จากนี้เขาคงไม่กล้าทำอะไรแล้ว”
“ขอบใจนะหนู”
“ไม่เป็นไรค่ะ” เธอยิ้มให้อีกฝ่ายคลายกังวล และเธอก็เชื่อว่ามานิตย์ห่วงชีวิตตัวเองมากกว่าสิ่งใด คงไม่เสี่ยงทำให้ตัวเองต้องเดือดร้อน
“ชมมาไม่กี่วันก็ทำให้พี่มินวุ่นวายเลย ขอโทษทีนะคะ”
“ไม่เป็นไรครับ พี่ว่าเราขึ้นรถดีกว่า”
ชมจันทร์คอยประคับประคองคนคราวแม่ขึ้นรถ ก่อนรถยนต์ของโกมินทร์จะขับออกไปจากสวน จุดหมายปลายทางเป็นโรงพยาบาลที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตร
“โห... คุณปัตถ์ นี่กินหรืออาบเหล้าครับ ทำไมหมดสภาพแบบนี้” โกมินทร์บ่นโอดโอย หลังจากเดินลงจากรถเข้ามาภายในบาร์ของปรรณวัชร เขาได้รับสายจากผู้จัดการของร้านบอกเจ้านายมานั่งมาเมาหัวราน้ำอยู่ที่ร้านตั้งแต่หัววัน สภาพเหมือนคนอกหักอย่างไรอย่างนั้น
“ไหวไหมมิน ให้พี่ช่วยไหม”
“ช่วยผมแบกคุณปัตถ์ไปที่รถก็ดีครับพี่จุณ” ปรรณวัชรตัวสูงกว่าตนมาก ลำพังแค่เขาคนเดียวคงไม่ไหว
ท้ายที่สุดปรรณวัชรถูกจับยัดเข้าไปภายในรถ โกมินทร์ยืนปาดเหงื่อพลางส่ายหน้าให้กับสภาพของเจ้านาย ปกติปรรณวัชรเคยดื่มเหล้าจนเมามายไร้สติแบบนี้ที่ไหน หากจะมีก็นาน ๆ ครั้งแต่ก็ไม่ได้สิ้นเรี่ยวสิ้นแรงจนทำอะไรไม่ได้อย่างวันนี้
“ขอบคุณนะครับพี่จุณ”
“รีบไปเถอะ เดี๋ยวสักพักคุณปัตถ์ตื่นมาอาละวาดอีก” กว่าเขาจะห้ามให้หยุดดื่มแทบตาย เจ้านายเอาแต่ร้องเรียกให้เติมแอลกอฮอล์ใส่แก้วไม่ขาด
“ครับ” โกมินทร์ตอบรับแล้วก็วิ่งไปขึ้นรถอีกฝั่ง ตั้งหน้าขับรถไปยังสวนธุวานันท์ที่อยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร
เสียงรถที่ดังขึ้นจากหน้าบ้าน ทำให้ชมจันทร์ที่กำลังนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่กับกองเอกสารภายในห้องนอนของตัวเองต้องหันไปให้ความสนใจ พลางเหลือบสายตามองนาฬิกาในโทรศัพท์ที่วางอยู่ใกล้ ๆ เปิดดูเป็นเวลาสามทุ่มครึ่งแบบพอดิบพอดี เจ้าของเสียงรถนั้นก็คงไม่พ้นเป็นคนใจยักษ์นั่นแหละ สงสัยคงจะกลับมาจากไปดูแลคนของหัวใจ ถึงได้กลับเอาป่านนี้ ชมจันทร์ได้แต่คิดแล้วก็นึกหมั่นไส้
คราแรกเจ้าหล่อนไม่คิดใส่ใจ เพราะถ้าออกไปเผชิญหน้าเธอคงไม่วายมีปากเสียงกับชายหนุ่ม แต่แล้วเสียงที่ดังมาจากข้างนอกก็ทำให้เธอต้องล้มเลิกความคิด เพราะมันไม่ใช่แค่เสียงของปรรณวัชร แต่กลับเป็นเสียงของโกมินทร์ที่คอยบังคับทิศทางให้ปรรณวัชรเดินให้ตรงทาง
“โอ้ย... เดินให้มันตรง ๆ หน่อยสิครับ หน้าจะทิ่มพื้นอยู่แล้วนั่น”
“ปล่อยกูไอ้มิน กูเดินเองด้าย”
“เดินเองได้อะไรครับ ปล่อยให้เดินเองแล้วล้มแข้งขาหักขึ้นมาจะทำยังไง”
“ม่ายต้องยุ่ง!”
“เกิดอะไรขึ้นคะพี่มิน ทำไมคุณปัตถ์ถึงได้เมาเหมือนหมาแบบนี้ได้” ชมจันทร์ตัดสินใจออกมาจากห้อง มาถึงก็เห็นแววตาอาฆาตของปรรณวัชรที่มองมาทางเธอก่อนเลยเป็นอันดับแรก
“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันครับ ไม่รู้ว่าทำไมจู่ ๆ ถึงได้ดื่มหนักขนาดนี้”
“แบบนี้น่าจะทิ้งไว้นอกบ้านนะคะ จะได้ไม่ต้องลำบากคุณอื่น” ชมจันทร์ว่าพลางจ้องมองเขากลับไป ส่วนปรรณวัชรร้องเหอะ หัวเราะในลำคอฝืนตัวเองยืนให้ตรงแต่ก็ไม่วายโลกเอน จนโกมินทร์ต้องรีบเข้ามาหิ้วปีกเอาไว้
“ม่ายต้องมายุ่ง ใครขอความเห็นเธอไม่ทราบ หา!” แม้จะเมามายแต่ดีกรีความเกลียดชังของปรรณวัชรที่มีต่อชมจันทร์ มิได้ลดราลงเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว
“พี่ว่าอย่าเพิ่งชวนกันทะเลาะดีกว่าครับ พี่พาคุณปัตถ์ขึ้นห้องก่อน” เห็นท่าไม่ดีว่าจะเกิดสงครามเล็ก ๆ ระหว่างชมจันทร์กับปรรณวัชร เขาก็ต้องจำห้ามศึกนั้นเอาไว้
“ไปเถอะค่ะ ชมก็ไม่อยากมีเรื่องกับคนเมาเหมือนกัน” เธอล่ะอ่อนใจกับปรรณวัชรจริง ๆ ทะเลาะกับเขาแต่ละทีเธอสูญเสียพลังงานไปมากนัก ในแต่ละครั้ง
“เธอว่าครายชม หา!” แต่เขายอมเสียที่ไหน
“หมามั้งคะ”
“ชมจันทร์!” เขาชี้นิ้วคาดโทษหญิงสาว แต่ชมจันทร์สนใจเสียที่ไหน
“อย่าถือสาคนบ้า อย่าว่าคนเมาเลยนะน้องชม”
“ชมไม่คิดเยอะหรอกค่ะ”
โกมินทร์ยิ้มออกมา เมื่อชมจันทร์ดูไม่ค่อยใส่ใจกับคำพูดของปรรณวัชร ซึ่งมันก็ดีเพราะถ้าสิงคนมีปากเสียงกัน คืนนี้ดูท่าน่าจะยาว เขายังไม่อยากเป็นกรรมการห้ามมวย
“ผมว่าขึ้นห้องไปอาบน้ำนอนเถอะครับคุณปัตถ์”
“กูม่ายไป! ปล่อย!”
โกมินทร์ไม่สน เขาจัดการหิ้วปีกเจ้านายขึ้นไปด้านบน แม้เจ้าตัวจะไม่อยากขึ้นก็ตาม ทว่าคนที่บอกไม่คิดเยอะและไม่อยากใส่ใจก็ไม่วายมองตามหลัง สภาพปรรณวัชรแบบนี้จะทำอะไรได้
กว่าจะถึงห้องนอนของปรรณวัชรก็ทำเอาโกมินทร์เหงื่อออกเป็นลิตร เขายกมือขึ้นมาปาดเหงื่อของตัวเองออก แล้วเดินออกจากห้องไป ปล่อยให้ปรรณวัชรนอนกองอยู่บนเตียงกว้าง ที่พอหัวถึงหมอนก็หลับไปแล้ว คนที่ปากเก่งเหมือนคนจะท้าต่อยกับชมจันทร์เมื่อครู่ไม่มีให้เห็น
“เรียบร้อยแล้วเหรอคะ?” ชมจันทร์แอบมายืนมองอยู่หลังประตูห้องนอนของปรรณวัชร
“หลับไปแล้วครับ”
“พี่มินไม่รู้เหรอคะ ว่าเขาไปทำอะไรมา ถึงได้เหมือนคนไปอาบเหล้ามาแบบนี้”
“ไม่รู้เลยครับ ถ้าคุณปัตถ์ไม่อยากพูดต่อให้เมาไม่มีสติก็ไม่ได้ยินมาจากปากเขาหรอก”
ไม่รู้ว่ามันเป็นข้อดีอีกข้อหนึ่งของปรรณวัชรรึเปล่า เพราะปกติคนทั่วไปหากได้ดื่มจนเมาแล้ว ความรู้สึกจนกระทั่งรวมถึงความลับก็ถูกพรั่งพรูออกมาจากหมด แต่ผิดกับปรรณวัชรรายนี้แม้จะเมาไม่มีสติแค่ไหนแต่ก็ยังสามารถเก็บความรู้สึกพวกนั้นเอาไว้ได้ ไม่รู้เพราะว่าคลุกคลีกับวงการพวกนี้ด้วยหรือเปล่า เลยทำให้ชายหนุ่มพิเศษกว่าคนอื่นนิดหน่อย
“ตอนนี้ก็ดึกแล้ว พี่ว่าพี่กลับบ้านไปหาอาบน้ำนอนก่อนดีกว่า”
“เดี๋ยวชมไปส่งค่ะ”
“ขอบคุณครับ”
เพราะชมจันทร์ต้องปิดบ้านด้วย เลยอาสาลงไปส่งโกมินทร์ด้วยเลย เธอรอจนชายหนุ่มขับรถออกไปไกล จึงย้อนกลับเข้าไปด้านในบ้าน เรียวเท้าที่กำลังจะเดินกลับไปห้องพักของตัวเองหยุดชะงัก เมื่อหญิงสาวชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งว่าเธอควรขึ้นไปดูปรรณวัชรดีหรือไม่ แม้จะเลี่ยงเจอหน้าเขาเพื่อลดทอนการมีปากมีเสียงกัน แต่ตอนนี้ชายหนุ่มหลับไปแล้วก็คงไม่เป็นอะไร คิดได้แบบนั้นจึงยอมเดินขึ้นไปชั้นบน
ประตูห้องนอนของปรรณวัชรถูกเปิดออกอีกครั้ง หลังจากที่เพิ่งปิดลงได้ไม่นาน ชมจันทร์ถือวิสาสะเดินเข้ามาใกล้เตียงชายหนุ่ม ใช้สายตาทอดมองคนที่กำลังหลับใหลอยู่ กลิ่นแอลกอฮอล์ที่ติดกายคละคลุ้งจนเธอนึกอยากอาเจียน ไม่รู้ว่าเขาทนนอนไปทั้งสภาพแบบนี้ได้อย่างไร
สุดท้ายคนที่บอกว่าจะไม่ใส่ใจเขาก็ทำไม่ได้ ชมจันทร์เดินย้อนกลับออกไปชั้นล่าง ก่อนกลับขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกะละมังและผ้าผืนเล็ก ๆ หนึ่งผืน อย่างน้อย ๆ ช่วยเช็ดตัวให้ปรรณวัชรรู้สึกสบายเนื้อสบายตัวสักหน่อยก็น่าจะดี
“กินเข้าไปทำไมก็ไม่รู้เยอะแยะขนาดนี้” ชมจันทร์หย่อนก้นลงนั่งบนที่นอนข้างปรรณวัชร ขณะที่กำลังบิดผ้าให้หมาด ชมจันทร์ไม่วายบ่นอุบอิบให้กำลังคนที่นอนหลับตาพริ้มบนเตียงกว้าง
ผ้าชื้น ๆ ซับลงบนดวงหน้าหล่ออย่างอ่อนโยน ชมจันทร์พยายามทำให้เบามือที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเธอไม่อยากทำให้เขาตื่น ระหว่างที่กำลังเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ เธอก็ไม่วายลอบมองใบหน้าหล่อ หญิงสาวเผลอยื่นมืออกไปสัมผัสเข้าที่ปลายจมูกโด่งสันและเขี่ยเบา ๆ อย่างไม่รู้ตัว วินาทีนั้นนัยน์ตาของชมจันทร์มิอาจละสายตาไปจากปรรณวัชรได้เลย
ในช่วงเวลาที่เขาสิ้นฤทธิ์สิ้นเดชแบบนี้ ได้เห็นมุมมองใหม่ของเขาไปอีกแบบ มันน่าหลงใหลเสียยิ่งกว่า ยามที่เขาลืมตาตื่นขึ้นมา และก็สาดวาจาร้าย ๆ ใส่เธอหลายเท่านัก พอคิดถึงตรงนั้นแล้วได้แต่ถอนหายใจ ชาตินี้เธอกับปรรณวัชรคงไม่มีทางญาติดีกันหรอก เพราะเขาเกลียดเธอเข้าไส้เสียขนาดนั้น
เพราะคิดว่าตัวเองเผลอไผลกับชายหนุ่มมากเกินไป สุดท้ายก็ดึงสติตัวเองกลับมา เธอเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้เขาเสร็จแล้ว หวังว่าคงจะทำให้ปรรณวัชรสบายตัวขึ้นเยอะ เช่นนั้นจึงลุกขึ้นเอากะละมังและผ้าไปเก็บ ทว่าเพียงแค่ชมจันทร์ดันกายของตัวเองออกห่าง อยู่ ๆ มือหนาของคนที่คิดว่าหลับใหลอยู่ก็ฉุดรั้งกันเอาไว้ ไม่พอยังกระตุกให้เธอล้มลงไปนอนบนเตียงกว้าง ขณะที่เขาเปลี่ยนขึ้นมาทาบทับเธอเอาไว้ด้านบน
“คะ...คุณปัตถ์” นัยน์ตาโศกโตเท่ากับไข่ห่าน เพราะไม่คิดว่าปรรณวัชรจะยังตื่นอยู่ งั้นถ้าเขายังตื่น สิ่งที่เธอเพิ่งทำไปเมื่อครู่นี้ก็...
ให้ตายเถอะชมจันทร์ ไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวเลย
“หึ! มายั่วฉันถึงที่เลยรึไง น่าสมเพชฉิบหาย!”
“ใครจะไปอยากยั่วคะ กลิ่นเหล้าเหม็นหึ่งขนาดนี้” เธอพูดพลางยกมือขึ้นมาปิดจมูกของตัวเองเอาไว้
“แล้วเพราะใครล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ ฉันคงไม่ต้องกินมัน” ครั้งนี้ชายหนุ่มกัดฟันกรอดด้วยความโมโห ตัวตั้งตัวตีตัวต้นเรื่อง ก็มาจากผู้หญิงคนนี้ทั้งหมด!
“ชมเกี่ยวอะไรด้วย กินคุณก็กินอยู่คนเดียว ชมเอาเหล้าไปกรอกปากคุณรึไง” คนที่ทำอะไรก็ผิดอย่างชมจันทร์ตอนนี้มึนงง ในสมการนี้มีข้อไหนบ้างที่เธอจะเป็นฝ่ายถูก
แน่นอนว่าไม่มี...
เธอไม่เคยถูกตาต้องใจปรรณวัชร มาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
“ก็เพราะเธอไง! ทำให้วิวไม่ยอมให้ฉันไปหาบ่อย ๆ เพราะเธอคนเดียว!” ชายหนุ่มสถบออกมาอย่างหัวเสีย ความจริงข้อนี้ ทำให้ปรรณวัชรโกรธมาก ขณะที่ชมจันทร์ก็ร้อง ‘อ้อ’ ในใจ นี่สินะ สาเหตุที่เขาเมาหัวราน้ำแบบนี้
“ก็มันถูกแล้วนี่คะ คุณเป็นหมอรึไง ถึงต้องจำเป็นไปหาผู้หญิงคนนั้นบ่อย ๆ”
“แล้วเธอยุ่งอะไรด้วย ฉันจะไปบ่อยหรือไม่บ่อยมันเกี่ยวอะไรกับเธอ”
“มีเมียก็ดูแลเมียสิ จะไปดูแลคนอื่นทำไม ประสาท!”
“ชมจันทร์!”
“คุณเมาอยู่ คุยกันไปก็ไม่รู้เรื่อง พอเถอะค่ะ ดึกแล้วอย่าหาเรื่องกันดีกว่า”
“แต่ฉันจะหาเรื่อง เธอจะทำไม”
“งั้นก็เชิญบ้าไปคนเดียว เพราะชมจะไปนอน”
หลังจากพูดจบ ชมจันทร์ก็ออกแรงผลักอกของเขาให้ออกห่างจากเธอ และเพราะปรรณวัชรไม่ทันได้ตั้งตัว การกระทำหญิงสาวจึงเป็นผลสำเร็จ แต่ทว่า...
‘ว้าย!’
