บทที่ 12 ไร้ทางสู้
บทที่ 11
ไร้ทางสู้
ชมจันทร์เป็นอิสระได้ไม่เพียงกี่วินาที เพราะทันทีที่ลุกขึ้นได้ก็โดนชายหนุ่มฉุดรั้งให้ลงไปนอนอยู่ใต้ร่างปรรณวัชรอีกครั้ง แถมครั้งนี้ยังใช้ท่อนขาแกร่งกักขังเธอเอาไว้ มือทั้งสองข้างก็ถูกชายหนุ่มพันธนาการเอาไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียวของเขาอีก หญิงสาวรู้สึกหัวจะปวด ท่าทางที่อ่อนเรี่ยวอ่อนแรงก่อนหน้านี้หายไปไหนหมด ทำไมอยู่ ๆ เขาถึงได้มีแรงขึ้นมาข่มเหงเธอได้
“ที่ฉันเครียด มันก็เป็นเพราะเธอ” นัยน์ตาคมจ้องเขม็ง แต่ครั้งนี้คนปากเก่งกลับหลบสายตา เมื่อปรรณวัชรยื่นหน้าเข้ามาใกล้มากกว่าเดิม ลมหายใจร้อน ๆ ผสมกับกลิ่นแอลกอฮอล์ของเขา เธอสัมผัสมันได้...
ทำไมอยู่ ๆ ความรู้สึกถึงชวนให้ซาบซ่านไปทั้งร่างแบบนี้ แค่ลมหายใจผสมกลิ่นเหล้าจากเขา แค่นั้นเอง แม้จะรู้สึกแปลก แต่เธอก็พยายามปฏิเสธความรู้สึกพวกนั้นอย่างที่สุด
“คุณปัตถ์ คะ... คุณจะทำอะไร” เสียงหวานสั่นระริก ขณะที่สายตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น เมื่อเขาเริ่มคุกคามมากกว่าเดิม หนทางรอดของชมจันทร์ตอนนี้แทบริบหรี่ ทางหนีทีไล่ก็ไม่มี ประตูที่คิดว่าอยู่ใกล้แค่เอื้อมตอนนี้ก็เหมือนจะค่อย ๆ ไกลออกไปทุกที
“ช่วยทำหน้าที่เมีย ที่เธออยากได้นัก อยากได้หนาหน่อยสิ”
“ทะ... ทำไมชมต้องทำด้วย คุณไม่ได้อยากได้ชมเป็นเมียสักหน่อย”
“เหมือนเธอจะลืมไปนะ ว่าที่ฉันต้องเครียดมันก็เป็นเพราะเธอ วิวไม่ยอมให้ฉันไปหาบ่อย ๆ สาเหตุก็มาจากเธอ ระบบชีวิตฉันมันบัดซบ ก็เพราะเธอ” ขณะที่พูดปรรณวัชรก็ไม่วายกัดฟันกรอด มือหนาปล่อยมือของชมจันทร์ให้เป็นอิสระ ก่อนเขาจะเปลี่ยนมาจับปลายคางมน บีบบังคับหญิงสาวให้หันมาเผชิญหน้าแทน
“ดูเหมือนทุกอย่างมันจะเป็นเพราะเธอทั้งหมดเลยนะ แต่ทำไมตัวปัญหาอย่างเธอ ถึงได้ทำตัวลอยเหนือปัญหาทุกอย่าง ทั้ง ๆ ที่ควรรับผิดชอบมากที่สุด หะ!”
“...”
“เพราะอย่างนั้น ก็ทำงานที่เธอถนัดที่สุดหน่อยแล้วกัน แค่อ้าขากว้าง ๆ ให้ฉันเสียบสองสามทีก็เสร็จแล้ว จนถึงตอนนั้นฉันคงจะลดความเครียดลงไปได้สักยี่สิบเปอร์เซ็นต์”
‘เพียะ!’
“ชมจันทร์!”
“หยาบคาย คุณเห็นชมมีค่าแค่วัตถุทางเพศรึไง ถึงจะเรียกมาเอาตอนไหนก็ได้”
“แล้วไม่ใช่รึไง คนอย่างเธอมันเป็นได้มากสุดแค่นี้แหละ คุณค่าชีวิตเธอ มันมีแค่นี้!”
‘เพียะ!’
“แม่ง!”
“คุณปัตถ์ อื้อ!”
ความกักขฬะจากชายหนุ่มคือสิ่งที่ชมจันทร์ได้รับ ปรรณวัชรซุกไซ้เข้าที่ซอกคอหญิงสาวด้วยท่าทีที่หยาบกร้าน เขาไม่สนใจสักนิดว่าการกระทำของตัวเองจะให้ชมจันทร์ต้องเจ็บระทมมากแค่ไหน เพราะสิ่งที่ชายหนุ่มทำล้วนทำเพราะความโกรธเกลียดและความสะใจล้วน ๆ
แม้ยามที่หยดน้ำตาต้องสัมผัสกับผิวกาย ก็มิอาจหยุดยั้งให้ชายหนุ่มปล่อยชมจันทร์เป็นอิสระ การได้เห็นหญิงสาวเจ็บปวด ช่างเป็นสิ่งที่เขาปรารถนามากที่สุด ในเมื่อมันจะเจ็บ ก็ให้มันเจ็บกันทั้งหมดนี่แหละ!
มือหนาลูบคลำร่างสาวไปทุกสัดส่วน เขาบีบขยำทรวงอกชมจันทร์ผ่านเนื้อผ้าบางเบา ส่วนอีกข้างก็ส่งลงไปยังเบื้องล่างกลางกายสาว นิ้วเรียวยาวของปรรณวัชรถูไถบริเวณร่องงาม แม้จะมีปราการหลายชั้นซ่อนเอาไว้ แต่ทว่าสิ่งนั้นช่างไว้ต่อสัมผัสดีเหลือเกิน
“คุณปัตถ์ ปล่อยชม” แม้พยายามต่อต้าน แต่ประสบการณ์ของปรรณวัชรกลับมากกว่า การกระทำของเขามันไม่ได้หยาบกร้าน ทว่ากลับสร้างความรัญจวนให้เธอ ถึงอย่างนั้นก็ยังนึกโกรธเขาอยู่ดี เพราะเขาเอาแต่โทษว่าทุกอย่างมันเป็นเพราะเธอ
“ไม่ปล่อย ฉันจะเอาเธอ”
“ไหนบอกว่าเกลียด ก็อย่ามายุ่งกันสิ!” ชมจันทร์เก็บน้ำตาของตัวเองทิ้งไป เพราะต่อให้เธอร้องไห้ เขาก็ไม่เห็นใจอยู่ดี ฉะนั้นก็อย่าร้องเลย ถ้าเขาเป็นเสียม เธอก็จะเป็นลิ่มให้มันรู้แล้วรู้รอด ตอกหน้ากันไปเลย!
“เกลียดกัน ไม่ได้หมายความว่าเอากันไม่ได้”
“ไอ้คนเลว!”
“เออ! ไอ้เลวนี่แหละ ผัวเธอ!”
เขาไม่สนใจคำอ้อนวอน หรือคำด่าทอของชมจันทร์มากไปกว่านี้ ปรรณวัชรถลกเสื้อนอนหญิงสาวให้เลิกขึ้น ทรวงอกที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อชั้นในสีขาวลูกไม้ปรากฏเด่นหน้าตรงหน้า วินาทีนั้นเขาแอบลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอโดยไม่รู้ตัว
“คุณปัตถ์ อ้า...”
เธอทำได้แค่เรียกชื่อเขา เพราะปรรณวัชรดันชุดชั้นในหญิงสาวขึ้นสูง เนื้อนุ่มเด้งสู้ออกมาทันทีที่ปราการที่ใช้ปกปิดถูกกำจัด และวินาทีนั้นชายหนุ่มไม่รอช้าอ้าปากงับเม็ดประทุมแสนหวานเข้าไปในโพรงปากทันที ลิ้นหนาตวัดและโลมเลียจนชมจันทร์สยิวไปทั้งร่าง
“อ้ะ! คุณปัตถ์อย่ากัด!”
“จะกัด จะทำไม” เขาหน้ายียวนกวนประสาทคนใต้ร่าง
“เป็นหมารึไงคะ”
“เป็นหมาตัวผู้ที่กำลังจะอึ้บหมาตัวเมีย”
“ไอ้บ้า! อื้อ!”
ยังไม่ทันจะได้ทักท้วงอะไรต่อ ปรรณวัชรก็ก้มหน้าลงไปซุกไซ้อยู่ที่ทรวงอกของชมจันทร์อีกครั้ง แล้วคราวนี้มือของเขาก็แทรกแซงเข้าไปในกางเกงนอนของชมจันทร์ ผ่านกางเกงชั้นในตัวจิ๋วหยอกเย้าแพรไหมนุ่มก่อนลากนิ้วไปยังรอยแยกของดอกไม้งาม
“ฉันยังไม่ทันได้ทำอะไร มันก็แฉะแล้วชม ไหนเธอว่าไม่อยากไง?” เขาผละดวงหน้าขึ้นมามองนัยน์ตาหวาน ที่ตอนนี้เริ่มหยาดเยิ้ม แต่แล้วชมจันทร์ก็ดึงสติของตัวเองให้หลุดออกมาได้อย่างเร็วไว
“คุณปัตถ์นี่โง่จังเลยนะคะ คนเขาถึงบอกว่าตอนเด็ก ๆ ให้ตั้งใจเรียนเยอะ ๆ โตมาจะได้ฉลาด ๆ”
“อะไรของเธอ” ฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่อยู่ในเลือด เริ่มจางหายไปเมื่อเขาต้องมาคอยต่อล้อต่อเถียงกับชมจันทร์ ให้มันได้แบบนี้สิ! อุตส่าห์จะดื่มแก้เครียด สรุปได้เครียดกว่าเดิมเพราะเจ้าแม่คุณปากดีไม่หยุด
“ร่างกายคนเรามีปฏิกิริยาตอบสนองโดยอัตโนมัติ การที่มันมีอะไรไหลออกมา ก็ไม่ได้หมายความว่าชมอยากมีอะไรกับคุณ ลุกออกไปเลย!”
“โอ้ย!”
เสียงของปรรณวัชรร้องลั่น เมื่อวินาทีที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว ชมจันทร์ก็ใช้เข่าของตัวเองกระแทกเข้าไปที่หว่างขาเต็มแรง จนชายหนุ่มแทบทรุดลงไปกองอยู่พื้น
“อยากนักก็ช่วยตัวเองไปเลย ไอ้โรคจิต!”
“ชมจันทร์!” พอโดนเข่าชมจันทร์เข้าไป ปรรณวัชรยิ่งสร่างเมา งอตัวราวกับกุ้งโดนน้ำร้อนลวกอยู่บนเตียง
ฝั่งของชมจันทร์พอเป็นอิสระก็รีบกระโจนลงจากเตียง รีบวิ่งหนีไปที่ประตูไม้ราคาแพง ไม่เหลียวหลังไปมองปรรณวัชรเลยสักนิดว่าเขาจะมีท่าทีอย่างไร เพราะตอนนี้เธอต้องเอาตัวเองให้รอดก่อน
ชมจันทร์รีบวิ่งลงข้างล่างตรงดิ่งเข้าห้องของตัวเอง และปิดประตูลงด้วยใจที่หวาดหวั่น เกือบไปแล้ว...
เธอเกือบโดนไอ้หมาบ้ารวบหัวรวบหางอีกแล้ว ดีที่ครั้งนี้เธอไม่หลงคารมณ์ของปรรณวัชร ดีที่ครั้งนี้เธอไม่ปล่อยให้เขาได้ทำอย่างที่ต้องการ
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงทุบประตูดังลั่น ชมจันทร์ที่กำลังเรียกขวัญของตัวเองกลับมาต้องสะดุ้งโหย่ง รีบถอยห่างออกจากประตูอย่างเร็วไว
“ออกมา เมื่อกี้เธอแสบมากนะชม ฉันบอกให้ออกมา!”
“ไม่ออก! คุณอย่ามาโวยวายหน้าห้องชมนะคุณปัตถ์ ไม่งั้นชมจะทำมากกว่าเมื่อกี้ด้วย”
“เธอคิดว่าฉันกลัวรึไง” ใช่... แอบกลัวนิดหน่อย แต่เมื่อกี้เขาก็แค่ไม่ทันตั้งตัว ชมจันทร์ถึงได้ทำแบบนั้นได้ แต่อย่าหวังว่ามันจะมีครั้งที่สอง ไม่มีทาง!
“ถ้าไม่กลัว จะลองดูก็ได้”
“เธอคิดว่าตัวเองจะรอดไปนานสักแค่ไหนกัน อย่าลืมว่าฉันเป็นเจ้าของบ้าน ทุกห้องของที่นี่ ฉันเปิดมันได้ทั้งนั้น!”
เสียงไขกุญแจจากหน้าห้องทำให้ชมจันทร์ตาตื่นอีกรอบ เธอรีบหันรีหันขวางมองหาของหนัก ๆ ที่มันใหญ่พอจะเอามากั้นไว้ที่ประตู ห้ามไม่ให้ชายหนุ่มเข้ามาแต่เธอมองหาอะไรไม่เจอเลย จะให้เลื่อนโต๊ะเครื่องแป้งก็ไม่อาจทำได้ เพราะใจที่ห่วงกลัวจะส่งผลถึงคนที่อยู่ในท้อง
ปึก!
“ไง แม่ตัวดี”
ประตูถูกเปิดออกได้ในที่สุด ชมจันทร์มองหาทางหนี เธอเห็นช่องว่างด้านหลังของเขา เตรียมจะหนีไปอีก แต่ยังไม่ทันได้วิ่งออกไปร่างสาวก็ถูกปรรณวัชรรวบเอาไว้
“คุณปัตถ์ ปล่อยชมไปเถอะนะคะ เห็นแก่ลูกในท้อง เห็นแก่ชมที่ยังไม่พร้อมเถอะนะ” คนตกอยู่ในอ้อมแขนของปรรณวัชรร้องขอเขา หวังสักนิดว่าชายหนุ่มจะเห็นใจกันบ้าง
“เก่งนักไม่ใช่รึไง จะมาอ้อนวอนอะไร”
“...” หนทางของชมจันทร์เริ่มริบหรี่ เมื่อปรรณวัชรไม่มีท่าทีเห็นใจเธอเลยสักนิด ต่อให้เธอนั่งบีบน้ำตาอับจนหนทาง เขาก็คงไม่คิดใส่ใจ
“งั้นอยากทำอะไรทำเลยค่ะ” ชมจันทร์ไม่หลบตา “ต่อให้ชมพูดอะไรไป คุณก็ไม่สนใจอยู่แล้ว”
“อย่ามาท้าฉัน”
“ชมไม่เคยท้า ทุกครั้งคุณปัตถ์ก็ดูสนุกไม่ใช่เหรอคะ เวลาที่ได้เห็นชมไร้ทางสู้”
“...”
“การที่คุณได้ทำร้ายหัวใจชม คงจะเป็นเรื่องที่ถนัดและสะใจมากที่สุด งั้นก็เอาเลยค่ะ ถ้ามันจะทำให้คุณมีความสุขขึ้นจากเดิม” เธอไม่ไหวจะสู้ เรี่ยวแรงเธอก็มีอยู่เท่านี้ จะไปสู้อะไรกับคนอย่างเขาได้ ยิ่งเรื่องของจิตใจ เธอก็ไม่ได้เข้มแข็งอะไรนักหรอก ที่เห็น ๆ ก็แค่ปลอมเปลือก
“น่ารำคาญ!” สุดท้ายเสียงเข้มพ่นออกมาด้วยความไม่สบอารมณ์ เขาดันร่างสาวออกห่างจากตัว แล้วสาวเท้าจากไปอย่างหงุดหงิด
ยามอยู่เพียงลำพัง ชมจันทร์จึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก อย่างน้อย ๆ วันนี้เธอก็รอดพ้นจากเงื้อมมือของปรรณวัชรไปได้ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าหลังจากนี้ เธอต้องรับมืออะไรจากเขาอีก แต่มันคงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ
ชมจันทร์พักอาศัยอยู่ที่สวนธุวานันท์มาร่วมเกือบสามสัปดาห์ เธอทำงานในสำนักงานและทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของฝ่ายการผลิตแม้จะไม่ตรงกับสายที่ร่ำเรียนมา แต่ก็ได้พี่ ๆ พนักงานคนที่นี่ช่วยดูแลอย่างดี ส่วนช่วงกลางคืนก็จัดแจงอ่านคดีความของลูกความที่ยังค้างคาอยู่ คดีของเธอที่ทำไว้แต่แรกหลายคดีถูกโอนให้สาวรุ่นพี่อย่างกรกนกและเขมจิราไปเกือบทั้งหมด เพราะในช่วงเวลานี้ เธอไม่สามารถไปว่าความที่ศาลได้ กระนั้นก็ยังคอยให้ข้อมูลอยู่เสมอ
การอยู่ที่นี่ ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับชมจันทร์ หลายคนสงสัยการมาของชมจันทร์ แต่เธอไม่ได้พูดหรือบอกสถานะของตัวเองให้ใครรู้
บ้างก็ว่าเธอเป็นคนรักของปรรณวัชร บ้างก็ว่าเธอมาเกาะปรรณวัชร แต่ช่างประไร อยากจะพูดอะไรก็พูด พวกนั้นไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเธอดีขึ้นจากเดิมสักหน่อย
“พวกพี่จะไปงานวัดคืนนี้ ชมจะไปด้วยกันไหม” ชมจันทร์ที่กำลังเก็บของให้เข้าที่ เตรียมตัวกลับบ้านหลังใหญ่ของคนใจยักษ์ เหลียวไปมองพี่สาวที่ทำงาน
“มีงานวัดเหรอคะ”
“ใช่ ชมสนใจไปด้วยกันรึเปล่า”
“ชมไปด้วยได้เหรอคะ?” คนมีเพื่อนน้อยถาม ปกติเธอไม่ค่อยมีเพื่อน จึงไม่ได้ไปไหนมาไหนแบบนี้สักเท่าไร ที่สนิทเสียส่วนใหญ่ก็มีแค่กรกนกกับเขมจิรา เพื่อนวัยเรียนก็พากันแยกย้ายห่างหายกันไปหมด
“ทำไมจะไปไม่ได้”
“ชมไปด้วยก็ได้ค่ะ” เธออยากออกไปเปิดหู เปิดตาเหมือนกัน ตั้งแต่อยู่ที่นี่ก็ไม่ได้ออกไปไหนเลย
“งั้นสักหกโมงครึ่งนะ ชมจะให้พวกพี่รออยู่ที่ไหน”
“เดี๋ยวชมไปหาก็ได้ค่ะ”
“ไม่ต้องดีกว่า เดี๋ยวพวกพี่มารอรับที่หน้าบ้านคุณปัตถ์นะ ถ้าชมเสร็จแล้วก็ออกมานะจ๊ะ”
“กะ... ก็ได้ค่ะ”
“อ้อ... แล้วก็อย่าลืมโทรบอกคุณปัตถ์เขาด้วยแหละ เดี๋ยวเขาจะเป็นห่วง”
หลังจากพูดจบเกล้าใจก็คว้ากระเป๋าเดินออกไปพร้อมกับรอยยิ้ม ชมจันทร์มองตามหลังพร้อมถอนหายใจ พี่ ๆ จะรู้หรือเปล่า ว่าผู้ชายคนนั้นไม่ได้ให้ความสนใจกับเธอเลยสักนิด ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้เธอก็ไม่ได้เจอหน้าคาตาเขาเลย ราวกับว่าชายหนุ่มหายไปจากวงจรชีวิตของเธอ แต่ได้ข่าวมาจากโกมินทร์ว่าปรรณวัชรเดินทางไปดูงานที่ฮ่องกง ซึ่งมันก็ดีเพราะจะได้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับเขา
ชมจันทร์ก็ไม่คิดเหมือนกันว่า การที่เธอมางานวัดครั้งนี้จะได้เจอเข้ากับคนที่หายหน้าหายตาไปหลายวัน มันเป็นความบังเอิญที่เธอไม่ค่อยรู้สึกชอบสักเท่าไร แถมข้างกายชายหนุ่มนั้นยังมีผู้หญิงคนอื่นอยู่ มิใช่ดาราสาวที่เธอคุ้นหน้าอย่างชนิศาด้วย
“พาคุณกะทิมาเที่ยวงานวัดเหรอครับคุณปัตถ์” อดิศรถามเจ้านายหนุ่ม ที่หันมาสบตากันพอดี
“ใช่ครับหมอ เจ้าตัวเขาอยากมา ก็เลยต้องยอมพามาสักหน่อย” ระหว่างที่พูดปรรณวัชรก็มองไปด้านหลัง เห็นชมจันทร์ยืนรวมกลุ่มอยู่กับพนักงานที่สวนของเขาด้วย กระนั้นก็ไม่ได้เอ่ยคำพูดหรือคิดอยากทักทายอะไรออกไป
“ทำเป็นพูดไปนะคะพี่ปัตถ์ กว่าจะยอมพากะทิมา กะทิต้องอ้อนวอนตั้งนานแหนะ”
“ก็พี่กลับมาจากฮ่องกงเหนื่อย ๆ เราก็แทนที่จะเห็นใจสิ” พอกลับมาจากฮ่องกง เขาก็ตรงดิ่งไปหาชนิศาทันที แต่ระหว่างที่กำลังออกจากสนามบินก็เจอเข้ากับกัลยาที่เพิ่งลงเครื่องบินพอดี เช่นนั้นจึงได้กลับมาพร้อมกัน
“ยังไม่ทันแก่เลย ทำไมเหนื่อยง่ายจังเลยล่ะคะ หรือจริง ๆ พี่ปัตถ์แก่แล้ว”
“นี่ว่าพี่แก่เหรอยัยตัวแสบ” เขาหันไปทำหน้าคาดโทษคนตัวเล็กกว่า พลางเอื้อมมือไปขยี้ผมยาวของกัลยา
“เปล่าสักหน่อยนะคะ อื้อ... อย่าขยี้ผมกะทิสิ ผมสวย ๆ ยุ่งหมดแล้วเห็นไหม” เจ้าหล่อนทำหน้างอ เมื่อผมที่เธออุตส่าห์ทำมาสวย ๆ ตอนนี้เสียทรงเพราะปรรณวัชร
“แต่จริง ๆ ก็ไม่น่าแก่หรอก เพราะกลับมาจากฮ่องกง ก็ตรงดิ่งไปพี่วิวเลยนี่คะ”
“ก็แน่สิ คนที่พี่อยากเจอหน้าที่สุดก็ต้องเป็นวิว” ประโยคนี้ เขาพูดคล้ายกำลังพยายามเหน็บแนบใครบางคน ทั้งยังลอบมองเจ้าหล่อน แต่ปฏิกิริยาความนิ่งเฉยของชมจันทร์ เริ่มทำให้เขาหงุดหงิด
“อุ้ย! พี่ปัตถ์ตรงนั้นมีปาโป่งด้วยค่ะ เราไปเล่นอันนั้นกัน” สาวเจ้าเกาะแขนปรรณวัชร พลางชี้นิ้วให้ชายหนุ่มหันไปดูที่ซุ้มปาลูกดอกที่อยู่ห่างออกไป
“ทำตัวเป็นเด็กไปได้กะทิ”
“ก็น้องยังเด็กนี่นา ไปกันค่ะ” เธอชักชวนให้ปรรณวัชรไปหาอะไรสนุก ๆ เล่น และการปาลูกดอกให้โดนก็คือกิจกกรมหนึ่งที่ต้องได้ลอง
“งั้นเดี๋ยวผมขอตัวก่อนนะครับ” เขาบอกแล้วก็เดินจากไปพร้อมกับกัลยา ปรรณวัชรไม่เหลียวมองชมจันทร์ด้วยซ้ำ ส่วนคนที่เหลือได้แต่มองตามแต่ไม่มีใครพูดอะไรออกไป พลางหันไปมองชมจันทร์ที่ยืนเงียบอยู่ด้านหลัง
“ทำไมมองชมกันแบบนั้นล่ะคะ”
ชมจันทร์รู้ว่าทุกคนอึดอัด เรื่องของเธอกับปรรณวัชรแม้ว่ามันไม่ชัดเจน แต่หลายคนก็รู้ว่าเธอกับเขาคงอยู่ในสถานะไหนสักสถานะหนึ่ง การที่เห็นชายหนุ่มอยู่กับคนอื่น พวกเขาอาจคิดว่ามันทำให้เธอรู้สึกลำบากใจ เธอจึงพยายามแสร้งว่าไม่รู้สึกอะไร เพื่อให้ทุกคนไม่ต้องห่วง
“ก็มองเราไง ไม่เป็นไรแน่นะ”
“ชมจะเป็นอะไรได้ล่ะคะ ก็ยังปกติดีทุกอย่าง”
“จ้า ๆ ปกติก็ปกติ แต่เพื่อความสบายใจ เพราะพี่ไม่อยากให้ชมคิดมาก คุณปัตถ์กับคุณกะทิเขาไม่ได้มีอะไรหรอกนะ”
“ชมทราบค่ะ พี่เกล้าไม่ต้องห่วงนะคะ ชมไม่เป็นไรจริง ๆ”
“โอเคจ้ะ ไม่เป็นก็ไม่เป็น ปะ... งั้นไปหาของกินอร่อย ๆ กัน”
ของกินอร่อย ๆ ช่วยให้ชมจันทร์หลงลืมเรื่องของปรรณวัชรไปจริง ๆ เธอ เช่นนั้นเธอจึงมีความสุขและยิ้มออกมาได้ ชมจันทร์ใช้เวลาเที่ยวเล่นอยู่ในงานวัดไปราว ๆ เกือบสองชั่วโมง ทุกคนก็ชักชวนกันกลับ ทว่าระหว่างทางเกล้าใจขอตัวกลับพร้อมกับแฟนหนุ่มของตนเอง ส่วนพี่ ๆ คนอื่น ๆ ก็ไปสังสรรค์กันต่อ เช่นนั้นจึงเหลือแค่อดิศรและชมจันทร์ที่นั่งรถกลับบ้านด้วยกันแค่สองคน
ระหว่างทางบทสนทนาไม่ได้เกิดขึ้น ชมจันทร์เอาแต่นั่งเงียบสายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างรถ ราวกับปล่อยใจให้ล่องไป อดิศรลอบมองหญิงสาวอยู่เป็นระยะ เขาเห็นแววความเศร้าในดวงตาคู่นั้น ที่ชมจันทร์บอกว่าไม่เป็นอะไรหลังจากที่เจอกับปรรณวัชรอยู่กับกัลยา เขารู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง
กระจกรถถูกลดลง ชมจันทร์ที่กำลังให้ความสนใจกับสิ่งรอบข้างด้านนอก เธอหันไปยิ้มให้เขา “ขอบคุณนะคะ”
มันไม่ใช่คำพูดแต่กลับเป็นเพียงแค่การกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เธอรู้สึกอยากขอบคุณอดิศรหลาย ๆ ครั้ง กลิ่นหอมของดอกไม้ที่โชยเข้าจมูก นำพาให้ชมจันทร์หลงใหลไปกับมันได้อย่างไม่มีเบื่อ
“ที่นี่ มีดอกชมจันทร์ด้วยเหรอคะ?” เป็นความสงสัยที่เธออยากรู้ เพราะตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ก็ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ภายในไร่ธุวานันท์มีดอกชมจันทร์อยู่ด้วย
“คุณชมรู้จักด้วยเหรอครับ”
“รู้จักสิคะ ก็ชื่อเหมือนชมนี่น่า” เธอบอกเขา แล้วก็กลับไปสูดดมความหอมของกลิ่นดอกชมจันทร์ที่ลอยมาตามสายลม
“อยากไปดูไหมครับ? ตอนนี้คงกำลังบานอยู่พอดี”
“อยู่แถวนี้เหรอคะ” เธอไม่คิดเหมือนกันว่าในสวนของปรรณวัชรจะมีดอกชมจันทร์อยู่ด้วย
“ใช่ครับ ขับรถไปอีกหน่อยก็ถึงแล้วครับ อยู่ก่อนถึงบ้านคุณปัตถ์”
“งั้นชมอยากไปดูค่ะ คงไม่ได้เห็นตอนมันบานบ่อย ๆ ได้ดูสักหน่อยก็น่าจะดี” ดอกชมจันทร์เป็นไม้เลื่อย ที่มักบานในช่วงเวลากลางคืนและส่งกลิ่นหอม พอเช้ามาความสวยมากพวกนั้นก็ถูกซุกซ่อนเอาไว้แล้ว
อดิศรพยักหน้า แล้วขับรถมุ่งตรงไปยังสถานที่ที่มีดอกชมจันทร์บานสะพรั่งอยู่ตอนนี้ รถยนต์คันใหญ่ถูกจอดไว้ข้างทาง ชายหนุ่มเดินนำหญิงสาวไปไม่ไกลระยะห่างจากที่จอดรถแค่สิบเมตรก็ถึงเจ้าของกลิ่นหอมแล้ว
“คุณชมจะเก็บไปทานด้วยก็ได้นะครับ เห็นเขาว่าทานกับน้ำพริกอร่อยมาก หรือจะเอาไปผัดน้ำมันหอยก็ดี”
“พูดแบบนี้ แสดงว่าเคยกินใช่ไหมคะเนี่ย”
“แค่ครั้งเดียวน่ะครับ”
“ชมก็อยากกินนะคะ แต่ชมเคยกินแล้วมึน ๆ น่ะค่ะ ปล่อยให้มันได้โตที่ต้นแล้วก็เหี่ยวเฉาไปตามเวลาดีกว่า”
เธอเคยลองรับประทานแล้วครั้งหนึ่งเมื่อตอนยังเด็ก ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่เธอได้รู้จักดอกไม้ชนิดนี้จากมารดา ท่านเอามาทำอาหารให้รับประทาน เธอจำรสชาติได้ว่าอร่อยดี ทว่ากินไปไม่นานก็มึนเบลอ คล้ายว่าแพ้จึงเลิกไป แต่กลิ่นของมันยังคงทำให้เธอหลงใหลอยู่เสมอ แม้ไม่ได้หอมรุนแรง เป็นเพียงแค่ความหอมอ่อน ๆ แต่กลับสร้างความประทับใจทุกครั้งที่ได้ดอมดม
อีกหนึ่งเหตุผล คงเพราะว่าชื่อดอกไม้ เหมือนกับชื่อของเธอมั้ง เลยชอบเป็นพิเศษ
“เดี๋ยวคุณชมรออยู่นี่ไปก่อนนะครับ ผมกลับไปเอาโทรศัพท์ก่อน”
“กลับขึ้นรถแลยก็ได้ค่ะหมออุ่น ดูแค่นี้ก็พอแล้ว”
“ไม่เป็นไรครับ แปบเดียวเอง”
“ก็ได้ค่ะ”
ท้ายที่สุดก็จำยอม เธอยืนเฉยชมดอกชมจันทร์ไปเรื่อยระหว่างที่รออดิศรย้อนกลับไปที่รถ ยืนอยู่ตรงนี้ต่ออีกสักหน่อยก็คงจะไม่เป็นไรหรอกมั้ง ชมจันทร์คิดเช่นนั้นพลางเงยหน้ามองท้องฟ้ากว้างที่เริ่มมีเมฆหมอกปกคลุม จนเริ่มมองหาความปลอดโปร่งไม่เห็น จนถึงตอนนั้นเธอคงกลับห้องพักของตัวเอง ก่อนที่ฝนจะเทกระหน่ำลงมา
“มาแล้วเหรอคะหม-... คุณปัตถ์”
