บทที่ 13 หวาดกลัว
บทที่ 12
หวาดกลัว
ไม่นานนักชมจันทร์ที่กำลังหันหลังอยู่ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลัง จึงเอ่ยทักทายอีกครั้ง ทว่าพอหันไปต้องตกใจเมื่อชนเข้ากับแผงอกแกร่งคนตัวโต และคนคนนั้นก็เป็นคนอื่น ไม่ใช่อดิศร
ปรรณวัชรอยู่ใกล้กันมาก ระยะห่างของเธอกับเขาแทบไม่มี เขาแนบชิดเข้ามาใกล้จนชมจันทร์หาลู่ทางหลบหนีให้ตนเองไม่ได้ มิหนำซ้ำชายหนุ่มยังดันตัวเองเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ จนเธอต้องถอยเท้าหลีกหนี แต่จะให้หนีไปไหนในเมื่อด้านหลังเธอ ก็เป็นทางตัน
“ผิดหวังรึไงที่เจอหน้าฉัน แทนที่จะเป็นหมออุ่น”
“จะบอกว่าไม่ผิดหวัง ก็เดี๋ยวจะหาว่าโกหกอีก”
“สนุกจริงนะ อ่อยผู้ชายไปเรื่อย”
“คุณปัตถ์ก็คงมีความสุขดีนะคะ กลับจากฮ่องกงแทนที่จะรีบกลับมาหาลูกหาเมีย แต่ตั้งหน้าไปหาพี่สาวเมีย โอ้ย... ภูมิใจจนน้ำตาจะไหลเลยค่ะ”
“อย่ามาประชดฉันนะ”
“ก็เรื่องจริง”
“ชม” ครานี้ชายหนุ่มกัดฟันกรอด
“โกรธเหรอคะ แล้วไหนบอกจะไม่เรียกชื่อเล่นกันเพราะกระดากปาก ทำไมอยู่ดี ๆ ถึงกลืนน้ำลาย”
“ก็เธอเป็นเมีย มาคิด ๆ ดูเรียกชื่อเล่นก็ไม่ได้เสียหาย เวลาเอากันฉันจะได้เรียกสั้น ๆ ไม่ต้องยืดยาว” เขาไม่พูดเปล่า แต่ขยับชิดใกล้ชมจันทร์มากกว่าเดิม จนชมจันทร์ต้องเอามือค้ำยันแผงอกของเขาเอาไว้ ท่าทีเก่งกาจเมื่อครู่หดหายทันตา
“จะ... จะทำอะไรคะ”
“กลัวเหรอ?” เขาเลิกคิ้วถาม
“กลัวสิ ไม่รู้ว่าไปบ้าที่อื่นมา แล้วจะเอามาลงที่ชมอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้”
“อ้อ... เหมือนวันนั้นน่ะเหรอ?”
“...” พอเขาพูดถึงคืนวันนั้น คืนวันที่เธอเกือบจะเสียท่าให้เขา ดวงหน้าหญิงสาวก็เห่อร้อนขึ้นมาดื้อ ๆ ไม่รู้ว่าปรรณวัชรจะพูดถึงทำไมก็ไม่รู้
“หยุดพูดเลยค่ะ ชมไม่อยากคิดถึงมัน”
“ทำไม?”
“คุณปัตถ์ อย่าขยับเข้ามาสิคะ ไม่เห็นเหรอว่าชมไม่มีทางไปแล้ว” เธอหันรีหันขวาง พยายามหาทางรอดให้ได้ แต่ก็ไม่เจอเลย เพราะปรรณวัชรตัวใหญ่พอจะกักเธอไว้ด้วยตัวของเขา
“ตอบมาก่อน แล้วฉันจะยอมถอย”
“ไม่ค่ะ แล้วก็ไม่ต้องมาบังคับ ถอยไปเลยเดี๋ยวหมออุ่นมาเห็นจะทำยังไง”
“เห็นแล้วจะทำไม เธอเป็นเมียฉัน คนรู้ทั้งสวน” เขาพูดหน้าตาย ประกาศชัดเจนจนคนฟังนิ่งเงียบไป พลางจ้องมองดวงหน้าเขาตาไม่กระพริบ
“ถึงยังไงคุณก็ไม่มีสิทธิ์มาทำแบบนี้กับชม ปล่อยชมไป ฝนจะตกแล้ว ชมจะกลับห้อง”
“ไม่มีสิทธิ์เหรอ?” คำนี้มันน่าโมโหมากกว่าตอนชมจันทร์ยอกย้อนเขาเรื่องชนิศาเสียอีก ความหงุดหงิดก่อตัวขึ้นในอก เขาหาสาเหตุให้ตัวเองไม่ได้ แค่รู้ว่าไม่ชอบที่ชมจันทร์พูดแบบนี้ออกมา
“ใช่ค่ะ คุณไม่ได้มีสิทธิ์กับชมขนาดนั้น”
“ได้ งั้นเดี๋ยวฉันจะแสดงสิทธิ์ที่ฉันมีให้เธอดูเอง”
“จะทำอะ- อื้อ!”
นัยน์ตาเศร้าเบิกกว้าง เมื่อจู่ ๆ ปรรณวัชรก็โน้มดวงหน้าลงมาและฉกริมฝีปากของชมจันทร์ไปครอบครองเอาไว้ วินาทีนั้นคนที่ไม่ทันตั้งตัวทำอะไรแทบไม่ถูกจะรู้ตัวอีกที ลิ้นของปรรณวัชรก็แทรกแซงเข้าไปในอุ้งปากของเธอเสียแล้ว
ชมจันทร์ยกมือขึ้นหมายจะผลักดันให้เขาออกห่าง แต่ท้ายที่สุดยังไม่ได้ทำอะไรก็โดนปรรณวัชรรวบมือทั้งสองข้างเอาไว้ รสจูบของชายหนุ่มครั้งนี้มันไม่ได้มีความกักขฬะเหมือนที่เธอเคยได้รับ แต่เธอกลับรู้สึกถึงความเอาแต่ใจบางอย่างจากเขา ปรรณวัชรโลมเลียจนชมจันทร์ทำอะไรไม่ถูก ร่างกายอ่อนราวกับขี้ผึ้งลนไฟ พอ ๆ กับอากาศที่เริ่มค่อย ๆ หายไป จนเธอแทบสิ้นแรง ดีที่ยังได้เขาคอยประคองเอาไว้
“ไง ยังบอกว่าฉันไม่มีสิทธิ์อยู่หรือเปล่า” เขาพูดกับคนที่สิ้นเรี่ยวแรง ซบหน้าอยู่กับอกของตน
“ฉวยโอกาส” กว่าเขาจะปล่อย เธอแทบสิ้นสติ
“กับเมียตัวเอง เขาไม่เรียกฉวยโอกาสหรอก”
“ชมจะกลับห้องแล้ว ชมไม่อยากคุยกับคุณ” เธอรวบรวมแรงกายของตนขึ้นมา ดันตัวเองให้ออกห่างจากเขาเมื่อชายหนุ่มเปิดช่องว่าง เวลานี้เธอไม่ค่อยมีกระจิตกระใจต่อล้อต่อเถียงกับเขาสักเท่าไร เพราะสิ่งที่กลัวกำลังคืบคลานเข้ามา
“จะรีบไปไหน” มือหนาคว้าแขนของชมจันทร์เอาไว้ และดึงรั้งหญิงสาวเข้าหาตัว จนเธอกลับเข้าไปตกอยู่ในอ้อมแขนของเขาอีกครั้ง
“ฝนจะตก ชมอยากกลับห้อง” เธอพูดขณะที่แววตาอ่อนไหว เมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเห็นแสงไฟสว่างวาบ วินาทีนั้นหัวใจเธอกระตุกวูบทันที ถ้ามีแสงมาแบบนี้ อีกไม่นานเสียงมันก็กำลังจะตามมา จนถึงตอนนั้นเธอไม่อยากอยู่ในที่โล่ง ๆ ไร้ที่หลบภัยแบบนี้
“อยากกลับก็บอกฉันมาก่อน ว่าฉันมีสิทธิ์มากพอในตัวเธอรึยัง”
“คุณปัตถ์...” วินาทีนี้ชมจันทร์ไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไรเลย เธอพะว้าพะวังไปหมด
“ตอบมาสิ มันเป็นเรื่องยากนักรึไง” เขาก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงอยากแสดงสถานะ และสิทธิ์มากมายขนาดนี้ แค่เห็นชมจันทร์อยู่กับผู้ชายคนอื่นก็ไม่สบอารมณ์
“มีก็ได้ค่ะ คุณปัตถ์มีสิทธิ์ทุกอย่างในตัวชม ที่นี้ปล่อยชมกลับได้แล้วใช่ไหม” ครั้งนี้หญิงสาวตอบเสียงแข็งใส่เขา พลางผลักให้ชายหนุ่มหลบออกไป ทว่าทันทีที่ก้าวเท้า ยังไม่ทันเดินไปถึงไหนเสียงฟ้าฟาดก็ดังเปรี้ยงขึ้นมา พร้อม ๆ กับสายฝนที่เทกระหน่ำ ราวกับฝนห่าใหญ่
‘เปรี้ยง!’
วินาทีนั้นชมจันทร์ทรุดกายลงไปนั่งกุมหูตัวเองอยู่บนพื้นเนื้อตัวสั่นเทา แม้ไม่มีเสียงร้องใด ๆ ออกมา แต่ท่าทีของหญิงสาวก็บ่งบอกได้ชัดเจนว่าวินาทีนี้เธอกลัวมากแค่ไหน
“ชม”
“...” ไร้เสียงการตอบรับ นั่นยิ่งทำให้ปรรณวัชรรีบสาวเท้าเข้าไปหาหญิงสาว
“เป็นอะไรไปอีกล่ะ” ไม่ใช่คำปลอบโยน แต่เป็นคำถามที่แข็งกระด้างตามสไตล์ของเจ้าตัว ชมจันทร์เงยหน้าสบตาเขา และครั้งนี้แววตาของหญิงสาวกลับเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตาจนปรรณวัชรแปลกใจ
“ชะ... ชมอยากกลับบ้าน”
‘เปรี้ยง!’
เสียงฟ้าที่ฟาดลงมาอีกครั้ง ทำให้ชมจันทร์ที่พยายามมองหาที่หลบภัย รีบโผล่เข้ากอดปรรณวัชรเอาไว้ด้วยความกลัว ความขุ่นเคืองใจที่มีให้กับเขาในคราแรกจางหายไปหมดสิ้น เพราะสิ่งที่เธอเผชิญตอนนี้มันน่ากลัวกว่าหลายเท่า
“เป็นอะไร” เขาไม่ได้ผลักไส ปล่อยให้ชมจันทร์กอดตัวเองเอาไว้แบบนั้น แม้ฝนจะตกลงมาไม่ขาดสาย แต่มันไม่สามารถชะล้างความหวาดกลัวของชมจันทร์ให้จางหายไปได้เลย
“ฮึก... ขอชมกลับบ้านได้ไหม พาชมกลับบ้านนะคะ”
“ก็ได้... กลับบ้านกัน”
หญิงสาวร่ำร้องออกมา เสียงหวานสะอื้นไห้จนน่าสงสาร เนื้อตัวชมจันทร์สั่นเทาแสดงออกชัดเจนว่าเธอหวาดกลัวมากแค่ไหน นาทีนี้ปรรณวัชรเข้าใจแล้วว่าชมจันทร์คงจะกลัวเสียงฟ้าร้อง และเสียงฟ้าผ่าที่ดังไม่หยุด
ครั้งนี้ปรรณวัชรเลือกไม่พูดอะไรต่อ เขายอมทำตามที่ชมจันทร์ต้องการ ชายหนุ่มช้อนร่างของหญิงสาวขึ้นแนบอกในท่าเจ้าสาวก่อนพาเดินกลับไปยังรถที่จอดเอาไว้ ขณะที่ชมจันทร์ยังคงสั่นราวกับลูกนกน้อยเพิ่งเกิด
แม้เนื้อตัวสองคนจะเปียกชื้น แต่ก็ไม่ใช่อุปสรรค ปรรณวัชรวางสาวเจ้าลงเบาะข้างคนขับ ส่วนเขารีบเดินอ้อมแล้วขับรถกลับไปยังบ้านหลังใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล
ร่างสาวถูกวางลงบนเตียงภายในห้องนอนของชมจันทร์ ไม่มีคำพูดใดออกมาจากปากของทั้งคู่แม้แต่สายตาก็แค่เพียงเสี้ยววินาทีที่จ้องมองกัน หลังจากที่ส่งเจ้าหล่อนถึงห้อง ปรรณวัชรก็เตรียมเดินจากไป ทว่ามืออิ่มกลับคว้าข้อมือเขาเอาไว้ นาทีนี้การมีใครสักคนอยู่ด้วย มันคงดีกว่าต้องเผชิญหน้าเพียงลำพัง ในแววตาของชมจันทร์ที่เคยแข็งกระด้าง ตอนนี้หลงเหลือไว้เพียงความหวาดกลัว แต่ปรรณวัชรกลับไม่หยุด เขาบิดรั้งข้อมือของตัวเองคืน และเดินจากไป
ชมจันทร์มองเขาเดินจากไปทั้งน้ำตา ถ้าคนไม่อยากอยู่ เธอก็ไม่มีสิทธิ์อะไรที่จะไปเหนี่ยวรั้งเอาไว้ สุดท้ายในสถานการณ์ที่น่าหวาดกลัวเธอก็ต้องอยู่คนเดียวเหมือนตลอดเวลาที่ผ่านมา
มันทรมาน...
หลายครั้ง พยายามแล้วที่จะไม่รู้สึก เก็บซ่อนความกลัวพวกนี้เอาไว้ แต่เธอกลับทำไม่ได้เลย ยิ่งนานเข้าเธอยิ่งต้านทานความกลัวพวกนี้ไม่ไหว
ชมจันทร์กวาดสายตามองไปยังตู้เสื้อ ในพื้นที่แคบ ๆ คงจะเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมกับเธอมากที่สุดในตอนนี้...
หญิงสาวก้าวลงจากเตียงอย่างไม่ลังเล เธอเปิดแล้วพาตัวเองเข้าไปซ่อนตัวอยู่ภายในนั้น ประตูถูกปิดลง มือทั้งสองข้างปิดหูเอาไว้แน่น ขณะที่หยาดน้ำตาก็ยังเอ่อไหลออกมาไม่หยุด ในใจเฝ้าภาวนาให้เสียงฟ้าที่คำรามก้องหายไปสักที
ได้โปรด...
ฟากฝังของปรรณวัชร เขาเดินกลับขึ้นมาห้องของตัวเอง แต่ชายหนุ่มไม่อาจล้มตัวลงนอนหรือทำอะไรได้เลย เพราะในใจเอาแต่นึกถึงใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยน้ำตาของชมจันทร์ ในแววตานั้นเขาเห็นความกลัวที่ไม่เคยพบเจอจากหญิงสาวมาก่อน
ปรรณวัชรตัดสินใจย้อนกลับลงไปข้างล่างอีกครั้ง เพราะลบภาพของชมจันทร์ที่เปื้อนเปรอะไปด้วยน้ำตา ออกไปไม่ได้เลย ระหว่างที่กำลังเดินลงมาจู่ ๆ ไฟก็ดับลง พร้อม ๆ กับเสียงฟ้าที่ดังลั่นราวกับว่ามันกำลังจะถล่มเสียให้ได้ เช่นนั้นแล้วเขาจึงก้าวเท้าด้วยความเร็วโดยไม่รู้ตัว
ประตูห้องของชมจันทร์ถูกเปิดออกอีกครั้ง สายตาของปรรณวัชรกวาดมองหาหญิงสาวท่ามกลางความมืด แต่กลับไม่พบ ชมจันทร์ต้องอยู่ที่ห้องสิ จะหายไปได้ยังไง?
“เธออยู่ไหนชม” เรียกพร้อมกวาดสายตามองหา แต่ยังไร้เสียงการตอบรับ จะมีก็แต่เสียงฟ้าที่ด้งก้องกลบไปทุกอย่าง
แต่สาวระหว่างที่กำลังกวาดสายตามองหาหญิงสาว จังหวะที่ท้องฟ้าด้านนอกเกิดแสงวาบลงมา เขาเห็นประตูตู้เสื้อผ้าเปิดแง้มอยู่เล็กน้อย ครั้งล่าสุดที่ออกไป จำได้ว่ามันถูกปิดเอาไว้ จึงสาวเท้าเข้าไปใกล้ ๆ และเปิดออก
ภาพที่เห็นแทบทำให้ปรรณวัชรทำอะไรไม่ถูก เพราะคนที่เขากำลังตามหาอยู่ในนี้จริง ๆ ชมจันทร์นั่งขดตัวอยู่ในมุมมืดด้านในสุดของตู้เสื้อผ้า มือยังคงปิดหูเอาไว้ แม้น้ำตาจะเหือดแห้งไปแล้ว ทว่ายังหลงเหลือร่องรอยเอาไว้อยู่
“คุณปัตถ์...”
“ฉันขอโทษ”
ชมจันทร์ออกมาจากตู้เสื้อผ้าแล้ว ไฟที่เคยดับก็กลับมาติดแต่เลือกไม่เปิดเพื่อให้ความสว่าง หญิงสาวยังคงนั่งอยู่บนเตียงทั้ง ๆ ที่เนื้อตัวยังชื้นน้ำฝน ครั้งนี้ปรรณวัชรยอมนั่งอยู่ข้าง ๆ หญิงสาว ไม่ได้ปล่อยไว้เพียงลำพังเหมือนก่อนหน้านี้ ทว่าก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป เขานั่งอยู่ปลายเตียงในมุมเงียบของตัวเอง ส่วนชมจันทร์ยังคงนั่งกอดตัวเองเอาไว้บนเตียงกว้าง
สิ่งที่ปรรณวัชรทำตอนนี้คือการลอบมองหญิงสาวเป็นระยะ ทุกครั้งที่มีเสียงฟ้าผ่าฟาดลงมา ชมจันทร์ก็ยังกอดตัวเองและเอามือปิดหูเอาไว้ จนถึงตอนนี้ก็ไม่มีทีท่าว่าสาวเจ้าจะปล่อยมือ
‘เปรี้ยง!’
ชมจันทร์สะดุ้งสุดตัว เธอทนอยู่แบบนี้ต่อไปไม่ได้ แม้จะมีปรรณวัชรอยู่แต่ท่าทีของเขาไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจขึ้นเลย ท้ายที่สุดชมจันทร์เลือกก้าวเท้าลงจากเตียง เป้าหมายของเธอยังคงเป็นที่เดิม ที่ที่คิดว่ามันจะพอช่วยเยียวยาให้ความหวาดกลัวจางหายไปได้...
“จะไปไหน”
“...” ชมจันทร์ไม่ตอบ เธอแค่มองหน้าเขาแล้วเดินตรงไปยังตู้เสื้อผ้า
วินาทีนั้นปรรณวัชรรู้แล้วว่าชมจันทร์จะทำอะไร เขารีบลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปขวางหน้าเอาไว้ “จะเข้าไปอีกทำไม”
เจ้าหล่อนยังคงไม่ตอบ เธอเบี่ยงตัวหลบเขาไม่ยอมหยุดเดิน แต่ปรรณวัชรคว้าเข้าที่ข้อมือของชมจันทร์ และดึงหญิงสาวเข้ามากอดเอาไว้ในอ้อมอก พลางวางมือลูบลงบนผมยาวของหญิงสาวแผ่วเบา ราวกับพยายามทำให้ชมจันทร์สงบลง
เขาจับไหล่มนหญิงสาว และผละออกจ้องมองดวงหน้าเศร้าสร้อยที่เอ่อไปด้วยหยาดน้ำตา ยกมือขึ้นปาดให้มันค่อย ๆ จางหายไป พร้อมค่อย ๆ โน้มหน้าเข้ามาก่อนประทับริมฝีปากลงบนอุ้งปากของหญิงสาวแผ่วเบา มันไม่ได้มีความกักขฬะผสมอยู่ จะมีก็เพียงความนุ่มนวลที่เจ้าหล่อนได้รับ
ชมจันทร์ไม่ได้ผลักไสชายหนุ่มให้ไกลห่าง ก่อนปรรณวัชรผละดวงหน้าออกในเวลาต่อมา ถึงจะไร้สิ้นแสงจากหลอดไฟ แต่แสงนวลลออจากพระจันทร์ช่วยให้ชมจันทร์และปรรณวัชรยังคงมองเห็นกันและกันแม้ในความมืด นัยน์ตาสบประสาน ไม่มีคำพูดใด ๆ เอื้อนออกมา
มันไม่มีคำตอบให้กับสายตาที่หวาดกลัวเจือด้วยความเศร้าของชมจันทร์ วินาทีนี้ปรรณวัชรจนปัญญาที่จะหาทางช่วย ทว่าสมองพลันแล่นนึกถึงบางอย่าง...
บางอย่างที่มันอาจจะช่วยให้ หญิงสาวหลงลืมความทรมานพวกนี้ไปได้ แม้แค่สักเสี้ยวนาที ก็ยังดี
ปรรณวัชรประกบปากชมจันทร์ไว้อีกครั้ง และครั้งนี้หญิงสาวก็ยินยอมรับทุกอย่างเอาไว้ เธอยอมตกอยู่ในวังวนที่ปรรณวัชรเป็นคนสร้างขึ้นมา อย่างน้อย ๆ ก็อาจทำให้เธอไม่ต้องหลงอยู่ในเขาวงกตแห่งความหวาดกลัว...
แผ่นหลังเปลือยเปล่าของชมจันทร์ สัมผัสลงบนเตียงนุ่มแผ่วเบา โดยที่มีปรรณวัชรคร่อมทับอยู่ด้านบน ยามนี้เนื้อตัวของชายหนุ่มไม่ได้ต่างไปจากชมจันทร์เลย ทั้งตัวของเขาและเธอ มิหลงเหลืออาภรณ์อยู่สักชิ้นเดียว ท่ามกลางความรัญจวนที่กำลังจะก่อตัวขึ้น สายฟ้ายังคงฟาดลงมาไม่หยุด ชมจันทร์หวาดผวา แต่ปรรณวัชรก็ดึงให้เจ้าหล่อนหันมาสนใจที่ตัวเอง
เขาตวัดลิ้นโลมเลียที่อุ้งปากหญิงสาว ควานหาความหวานที่แสนละมุน ก่อนไล่สูดดมความหอมลงไปที่ซอกคอขาว ชายหนุ่มวาดลิ้นแกร่งเลียลงบนกกหูจนร่างอิ่มสั่นสะท้าน ความรู้สึกบางอย่างวนเวียนอยู่ในท้องของชมจันทร์ คล้ายมีหมู่มวลผีเสื้อนับร้อยบินว่อนอยู่ในนั้น
ไม่มีคำพูด มีแค่เพียงการกระทำที่สองคนใช้สื่อถึงกัน ปรรณวัชรละความสนใจจากใบหูของชมจันทร์เปลี่ยนมาเป็นที่ทรวงอกนุ่มหยุ่น เขาคว้าและบีบขยำเบา ๆ ก่อนอ้าปากครอบงำเม็ดปทุมถันเอาไว้ในอุ้งปากทั้งหมด มืออีกข้างเขาไม่ปล่อยให้ว่างเว้น เลื่อนลงไปเบื้องล่างจุดหมายคือดอกไม้งามที่กำลังจะออกดอกผลิบาน
ปลายนิ้วชี้ชายหนุ่มเกี่ยวและเขี่ยมันเบา ๆ จนเจ้าหล่อนเผลอไผลแอ่นกายรับนิ้วของเขาที่กำลังล่วงล้ำเข้ามา สุดท้ายแล้วในความเงียบ ชมจันทร์ก็ไม่อาจซุกซ่อนเสียงของตัวเองเอาไว้ได้
“คุณปัตถ์...” เป็นน้ำเสียงที่เรียกปรรณวัชรเบา ๆ แต่ไม่รู้ว่าทำไม คนฟังถึงรู้สึกว่าเสียงนี้ดูหวานชื่นกว่าเดิมนัก
“ยังกลัวอยู่เหรอ?”
ชมจันทร์มองหน้าเขานิ่ง ถึงเธอจะไม่ได้กลัวเท่าเดิมแล้ว แต่ในใจลึก ๆ มันก็ยังหลงเหลืออยู่ “นิดหน่อยค่ะ”
“งั้นตอนนี้... ฉันจะเป็นคนทำ ให้เธอหายกลัวเอง ตกลงไหม?” ท้ายประโยคน้ำเสียงของปรรณวัชรนุ่มนวลกว่าที่เคยได้ยินมา ขณะที่พูดเขาเอื้อมมือเอาผมที่ปรกหน้าหญิงสาวไปทัดไว้ที่ใบหู และไล่จูบซับดวงหน้าหวานอีกครา
ปรรณวัชรส่งนิ้วดันเข้าไปด้านในร่องสาว เขาดึงเข้าดึงออกเป็นจังหวะ น้ำหวานไหลเยิ้มในเวลาต่อมา ชมจันทร์ที่แทบต้านทานความปรารถนาไม่ไหวจำต้องส่งสายตามองเขา วินาทีนั้นปรรณวัชรรู้ได้ทันทีว่าเจ้าหล่อนต้องการอะไร เพราะเขาก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก การได้สอดใส่เข้าไปในกายสาวคงเป็นสิ่งที่อยากทำมากที่สุดในตอนนี้
“ฉันจะเข้าไป” ก่อนจะล้วงล้ำ เขาก็ยังใจดีบอกให้ชมจันทร์ได้รับรู้ คนที่อ่อนราวกับขี้ผึ้งลนไฟพยักหน้าตอบเขา
แต่ก่อนที่ปรรณจะลุกล้ำเข้าไปเขาโน้มหน้ามาหาชมจันทร์ แล้วครอบครองอุ้งปากหวานเจ้าหล่อนเอาไว้ และผละออก ชายหนุ่มจับเจ้าโลกของตนที่แข็งโด่งจดจ่ออยู่ที่ปากทางเข้า แล้วค่อย ๆ ดันเข้าไป ครั้งนี้เขาไม่ทำรุนแรงอย่างที่เคยทำกับชมจันทร์เหมือนเมื่อครั้งก่อน
“อ้ะ... คุณปัตถ์”
“อดทนไว้ชม ทุกอย่างมันจะดีเอง”
“อื้อ...” หลังจากสิ้นเสียงปรรณวัชรก็ดันตัวตนเข้ามา
“แน่นฉิบ!” เพราะความคับแน่น ไม่วายทำให้ชายหนุ่มต้องสถบเสียงดัง เขาพยายามต้านทานและไม่แสดงออกว่าตนเองรู้สึกดีแค่ไหน ทว่าช่างเป็นเรื่องยากเสียจริง
