บทที่ 14 ไม่ถึงตาย
บทที่ 13
ไม่ถึงตาย
เนื้อสาวบีบรัดแกนกายจนเขาแทบจะหายใจไม่ออก ทว่ากลับเป็นความรู้สึกดีที่อยากรับเอาไว้ ปรรณวัชรยังไม่เคลื่อนกายเพราะอยากให้ทั้งเขาและเธอ ได้ปรับอะไรให้เข้าที่เข้าทางเสียก่อน และเมื่อเห็นว่าทุกอย่างพรั่งพร้อมแล้วปรรณวัชรจึงเริ่มค่อย ๆ ขยับสะโพกสอบตนเองเข้าออกให้เป็นจังหวะ
จากความถี่น้อย ๆ ค่อยเพิ่มมากขึ้นตามแรงปรารถนา ลำกายของชายหนุ่มเสียดสีกับร่องสาว เขาซอยสะโพกถี่ยิบขณะที่มือทั้งสองข้างจับรั้งข้อมือของชมจันทร์เอาไว้คล้ายเป็นหลักยึด ปรรณวัชรส่งแรงกระแทกกระทั้นจนชมจันทร์หัวสั่นหัวคลอน
ขณะที่สายตาจ้องมองทรวงอกของชมจันทร์ที่สั่นกระเพื่อมขึ้นลงล่อตาล่อใจ แน่นอนว่าชายหนุ่มมิอาจหยุดยั้งให้ตัวเองไม่ก้มลงไปชิมความหวานของอกอวบอิ่มคู่นี้ได้ ปรรณวัชรครอบครองมันเอาไว้ เขาทั้งดูดและเลียจนเปียกชื้นไปหมด โดยที่เบื้องล่างยังคงทำงานต่อเนื่องไม่มีท่าทีว่าจะหยุดพัก มิหนำซ้ำ มันอาจทำงานหนักขึ้นมากกว่าเดิมอีกด้วย
หลายท่วงท่าเหลือเกินที่ถูกผลัดเปลี่ยนและนำมาใช้ในสมรภูมิความร้อนแรง ชมจันทร์ไม่รู้ว่าเวลาของเพลิงร้อน ๆ เหล่านี้จะจบลงตรงไหน แต่มันคงจะเนิ่นนานพอให้หลงลืมความหวาดกลัว และเปลี่ยนมาซ่านกระสั่นกับสิ่งที่ปรรณวัชรมอบให้ ชมจันทร์ถูกปรรณวัชรจับพลิกซ้าย พลิกขวา จับคว่ำ จับหงาย บ้างก็จับตะแคง จนหญิงสาวรู้สึกมึนเบลอไปหมด โลกของเธอมันเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ไม่มีสักนาทีให้ได้พักหรือหายใจ ปรรณวัชรยังคงตักตวงความหอมหวานเอาไว้ทั้งหมด
เขาจับขาของชมจันทร์พาดที่สะโพกสอบ ส่วนตัวเองนอนซ้อนอยู่ด้านหลังในท่าตะแคงข้าง จุดเชื่อมต่อยังคงแนบแน่น มีน้ำหวานเอ่อไหลออกมาสร้างให้การเคลื่อนไหวในทุกจังหวะของเขา เป็นไปอย่างลื่นไหลไม่มีติดขัดสักจุดเดียว
อ้า...
ความรู้สึกพวกนี้ ปรรณวัชรเองก็ยังอธิบายให้กับตัวเองไม่ถูก เขารู้สึกดียามที่ได้สอดประสานและกระแทกกระทั้นจนชมจันทร์ครางกระสั่น
เขาชอบ...
ชอบเสียงของหญิงสาว และร่างกายที่อ่อนระทวยยามอยู่ใต้ร่างเขา
“อย่างน้อย การที่ฉันจดทะเบียนกับเธอ มันก็ยังมีข้อดีอยู่บ้าง” ตอนนี้เขาเริ่มมองหาข้อดีของชมจันทร์ได้แล้วสิ ถึงจะโดนบีบบังคับในคราแรก แต่เขาก็ไม่ได้ตกอยู่ในเบี้ยล่างของผู้หญิงคนนี้ตลอดไปหรอกนะ
“อ้ะ... คุณปัตถ์ ช้า ๆ ได้ไหมคะ” วินาทีนี้ชมจันทร์ไม่มีเวลามาสนใจคำพูดของชายหนุ่ม ว่าปรรณวัชรจะพูดอะไรเพราะทันทีที่เขาเอ่ยจบ ปรรณวัชรก็รีบเร่งเพิ่มความเร็วจนเสียงเนื้อกระทบกันดังสั่นห้องไปหมด ขนาดเสียงฝนด้านนอกยังมิอาจดังสู้กับเสียงนี้
“ฉันช้าไม่ได้ชม เพราะเธอ...” นัยน์ตาจ้องมองลึกเข้าไป
“น่าเอามาก”
ทั้งอารมณ์และแรงปรารถนามันมากพอ ๆ กัน ชายหนุ่มจับดวงหน้าสาวให้หันไปหาตนเอง ก่อนจะตะปบจูบอุ้งปากของชมจันทร์ ครานี้เขาดูดและดึงมากกว่าเดิมเสียอีก มือหนาก็ไม่อาจปล่อยให้ว่างเว้นข้างหนึ่งจับดอกบัวตูมและบีบขยำจนขึ้นรอยนิ้ว ส่วนอีกข้างก็ขยี้ดอกไม้งามของชมจันทร์ จนสาวเจ้ากระตุกรัดและรัญจวนมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว...
เตียงที่ยวบยาบทำให้คนที่กำลังหลับใหลรู้สึกตัวขึ้น เสียงฝนและเสียงฟ้าจากไปแล้ว จะหลงเหลือไว้เพียงความเย็นชื้นและกลิ่นดินหลังฝนตกที่โชยลอดผ่านซอกหน้าต่างเข้ามาภายใน ชมจันทร์ลืมตาตื่นขึ้นแม้จะยังไม่เช้าดีนัก แต่ก็มองเห็นปรรณวัชรที่ลุกลงไปจากเตียง กำลังคว้าเสื้อผ้าขึ้นมาสวมใส่
ชมจันทร์ขยับกายค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่ง คว้าผ้าห่มขึ้นมาปกปิดเรือนกายของตัวเอง พลางจ้องมองไปที่ปรรณวัชร พอดีกับที่เขาเองก็มองมาเหมือนกัน หญิงสาวหน้าแดงก่ำในทันทีเมื่อเธอเผลอนึกถึงเรื่องเมื่อคืน เธอไม่รู้ว่าควรพูดหรือตอบสนองอย่างไรดี หลังจากเกิดเรื่องนั้นขึ้นทุกอย่างยังคงวนเวียนอยู่ในหัว
ฝ่ายของปรรณวัชรจากที่คิดจะจากไป เขากลับต้องคิดใหม่ เพราะเจ้าหล่อนที่เพิ่งตื่นขึ้นมาไม่รู้เลยว่าไอ้ท่าทีโกยนมโต ๆ และหน้าตาเหลอหลา ไหนจะผมยุ่ง ๆ นัยน์ตาใคร่สงสัยของหญิงสาวจะกระตุ้นต่อมความดิบเถื่อนของเขาขึ้นอีกครั้ง
ให้ตายเถอะ!
ไม่คิดเลยว่าชมจันทร์จะทำให้เขากลายเป็นคนมากด้วยตัณหาแบบนี้
“คะ... คุณปัตถ์ จะทำอะไรคะ” ชมจันทร์ร้องถาม เพราะเห็นท่าทีของเขาที่เปลี่ยนไป กางเกงที่ชายหนุ่มถือไว้เขาสลัดมันทิ้ง
“ฉันอยากเอาเธอ”
“คุณปัตถ์ อ๊ะ!”
ยังไม่ทันจะห้ามเขา ปรรณวัชรก็กระโจนเข้าหาแล้วกดเธอลงเตียงอีกครั้ง ผ้าห่มที่เคยปกปิดกายเอาไว้ ถูกกระชากออกทันควัน ก่อนในวินาทีต่อมาบทพิศวาสร้อนแรงจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้ก็ไม่รู้ว่ามันจะไปจบที่ตรงไหน
แสงแดดลอดผ่านผ้าม่านเข้ามากระทบลงบนดวงหน้าหวาน แสงที่แยงตาทำให้ให้ชมจันทร์จำต้องค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้นช้า ๆ ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือเอวของตนที่หนักอึ้ง พอได้มีโอกาสไล่สายตาดูจึงรู้ว่ามีมือใหญ่ของคนตัวโตพาดวางทับอยู่ ก่อนเจ้าหล่อนจะย้อนมองไปยังคนที่อยู่ข้าง ๆ หัวใจเต้นแรงทันทีเมื่อระยะห่างของเธอและเขามันใกล้กันเพียงนิดเดียว อีกอย่างตอนนี้เธอก็หนุนแขนเขาอยู่ด้วย จนแทบไม่กล้าขยับตัวไปไหน เกรงเหลือเกินว่าจะทำให้เขาตื่น และกลายร่างมาเป็นปรรณวัชรปากหมาเหมือนเดิม
อดยอมรับไม่ได้เลยว่า ยามที่ชายหนุ่มหลับใหลแบบนี้ เขาราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ไม่ใช่ปรรณวัชรที่คอยแต่หาเรื่องมาทะเลาะกับเธอ หากอยู่แบบนี้ไปได้นาน ๆ ก็คงจะดี
“จะจ้องกันอีกนานไหม”
ชมจันทร์ที่กำลังเผลอตัวจ้องมองหน้าของปรรณวัชรต้องรีบหลบสายตา เมื่อเสียงของเขาดังขึ้น เพราะมัวแต่เพลิดเพลินและหลงใหลไปกับเขาแท้ ๆ เลยไม่รู้ตัวเลยว่าเขาตื่นมาตั้งแต่ตอนไหน
“ชะ... ชมเปล่าจ้องเสียหน่อย” น้ำเสียงติด ๆ ขัด ๆ หากใครฟังก็รู้ว่าเจ้าหล่อนกำลังโกหก
“ก็นึกว่าจ้องฉัน เพราะอยากได้อีกสามสี่ยก เธอนี่มันหื่นไม่หยุดเลยนะ”
“คุณปัตถ์นั่นแหละ หื่นไม่หยุด ชมไม่ได้ชอบเรื่องแบบนั้นสักหน่อย” ทั้งเรื่องเมื่อคืน และเรื่องเมื่อเกือบรุ่งสาง เป็นเขาเองทั้งนั้นที่เริ่มก่อน จะมาโทษเธอได้ยังไงกัน
“จริงเหรอ?” เขาเลิกคิ้วถาม สีหน้าไม่เชื่อ “ก็ฉันเห็นเธอครางไม่หยุด ก็นึกว่าชอบซะอีก”
ชมจันทร์ดวงหน้าแดงก่ำหลังจากปรรณวัชรพูดแบบนั้นออกมา แต่เจ้าหล่อนก็ต้องรีบหาข้อแก้ต่างให้ตัวเอง “ชมไม่ได้ชอบ คุณปัตถ์บังคับชมต่างหาก”
“เอาเด็กสามขวบมานั่งฟัง ยังรู้ว่าเธอโกหก”
“ชมไม่คุยกับคุณปัตถ์แล้ว” เธอเขินหน้าแดง จนต้องผละกายออกห่างจากเขาหมายลุกหนี แต่ก็โดนชายหนุ่มเหนี่ยวรั้งให้ลงมานอนอยู่ในท่าเดิม
“ว้าย! คุณปัตถ์”
ส่วนคนตัวโตหลังจากเจ้าหล่อนแสดงท่าทีเขินอาย เขาก็อดลอบยิ้มไม่ได้ ทำราวกับตนเองเป็นบ้า ยิ้มให้กับอะไรง่าย ๆ
“จะรีบไปไหน”
“ไปทำงานค่ะ เดี๋ยวยักษ์ใจร้ายแถวนี้ จะหาว่าไม่ยอมทำการทำงาน เอาแต่กระดิกนิ้วสั่งคนอื่น”
“อย่ามาประชด” เขาทำเสียงจิจ๊ะ แต่ก็ไม่ได้แสดงออกว่าไม่ได้พอใจในคำพูดของชมจันทร์ ก็แค่ทำเป็นเชิง วางท่าที
“ชมหิวค่ะ” เธอพูด พลางมอบไปที่หน้าท้องของตัวเอง วินาทีนั้นปรรณวัชรก็จ้องมองตามไป
“เมื่อคืนฉันรุนแรงกับเธอรึเปล่า ฉันไม่ได้ตั้งใจ หวังว่าเอ่อ... ลูก จะไม่เป็นอะไร” ครั้งนี้เป็นครั้งแรกเลยมั้ง ที่ปรรณวัชรพูดคำว่า ‘ลูก’ ออกมา โดยที่น้ำเสียงของเขาไม่ได้แสดงออกว่าหงุดหงิด
“มะ... ไม่ค่ะ เขาไม่เป็นอะไร” เธอพูดพลางวางมือลงบนหน้าท้องแผ่วเบา
“ก็ดีแล้ว” ในใจนั้นโล่งอกขึ้นมาฉับพลัน “แล้วไม่คิดจะบอกหน่อยเหรอ ว่าทำไมเธอถึงได้กลัวเสียงฟ้าร้องมากขนาดนั้น”
สิ่งนี้ยังเป็นเรื่องที่เขานึกสงสัย ท่าทีของชมจันทร์มันไม่ใช่การกลัวฟ้าร้อง ฟ้าผ่าธรรมดา แต่เจ้าหล่อนหวาดหวั่น และดูทรมานกับการได้ยินเสียงพวกนั้นมาก
“...” ชมจันทร์มองหน้าเขานิ่ง ไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา
“ก็ได้ ถ้าเธอไม่อยากพูด ฉันก็ไม่อยากรู้” ปรรณวัชรผละกาย และลุกขึ้นนั่งหันไปพูดกับชมจันทร์ บางทีอาจเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ถ้ามันทำให้ชมจันทร์อึดอัดใจและไม่อยากพูดมากขนาดนั้น เขาก็จะไม่ถามให้หญิงสาวกังวล
เจ้าหล่อนมองตาม ชั่ววินาทีหนึ่งเธอคิดอยู่ชั่วครู่ แต่ก็ตัดสินใจพูดออกไป “ก็แค่ฝันร้ายตอนเด็กน่ะค่ะ ตื่นขึ้นมาแล้วฝนตก ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า มันเลยฝังใจ”
เธอบอกเขาไป...
แต่ก็ไม่ได้พูดไปทั้งหมด
ร่างสูงที่กำลังก้าวลงจากเตียงหยุดชะงัก และหันกลับไปมองชมจันทร์ “ดูท่าฝันร้ายของเธอ มันน่าจะร้ายแรงมากนะ ถึงได้เป็นมากขนาดนี้”
“ก็แค่เกือบตาย แต่ยังไม่ตายค่ะ”
“...”
คำพูดของชมจันทร์กำกวมไปหมด จนปรรณวัชรที่หาทางจับต้นสายปลายเหตุไม่ได้ รู้สึกปวดหัว ผู้หญิงคนนี้ดูมีหลายเรื่องนักที่ปกปิดเอาไว้ ในวูบหนึ่งรู้สึกเหมือนว่ากำแพงที่ชมจันทร์ก่อตัวมันค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ แต่มันก็ยังไม่มากเพียงพอให้เขารู้อะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้เลย
“ฉันจะเข้าสวนแล้ว วันนี้เธอไม่ต้องไปทำงานแล้วกัน นอนพักอยู่นี่แหละ” ปรรณวัชรเลือกตัดบท พูดเรื่องอื่นแทน
“ชมไหว ชมไปทำงานได้”
“ฉันบอกให้นอนพัก ก็คือนอนพัก หรืออยากจะทำอย่างอื่น ฉันจัดให้ได้นะ เธอก็รู้ว่าฉันมีเรี่ยวแรงมากแค่ไหน” เรื่องเมื่อคืน ก็พิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่เขาพูดมันเป็นข้อเท็จจริงแค่ไหน
“คุณปัตถ์!” ไม่วายต้องแว้ดเสียงใส่เขา เพราะเอะอะปรรณวัชรก็มุ่งแต่จะทำเรื่องใต้สะดือ
“จะลองดูไหมล่ะ ฉันไม่ว่า พิสูจน์ได้” คนที่กำลังคว้าเสื้อขึ้นมาสวม หลังจากใส่กางเกงเรียบร้อยแล้วหันไปยังหญิงสาว พลางคลานขึ้นเตียง จนทำให้ชมจันทร์นึกกลัว รีบถดกายถอยห่างจากเขาจนติดหัวเตียง
ชมจันทร์หันรีหันขวางพยายามมองหาพื้นที่ที่เธอสามารถเอาตัวรอดได้ แต่กลับไม่ดมีเลย ปรรณวัชรกักขังเธอเอาไว้ทั้งสองทาง สุดท้ายจึงต้องยอมให้เขาเพราะกลัวเหลือเกินว่าปรรณวัชรจะทำอย่างที่พูด
“ก็ได้ค่ะ ชมยอมแล้ว ชมจะอยู่บ้าน”
“พูดง่าย ๆ แบบนี้ ค่อยน่ารักขึ้นมาหน่อย” ปรรณวัชรเอื้อมมือเอานิ้วชี้เขี่ยที่ปลายจมูกรั้น ๆ ของชมจันทร์แผ่วเบา วินาทีนั้นชมจันทร์ที่โดนชม หน้าเห่อร้อนไปทั้งหน้า เธอไม่คิดมาก่อนด้วยซ้ำว่าจะได้ยินนี้มาจากปากเขา
ส่วนปรรณวัรเองก็ไม่คิดว่าตนจะพูดอะไรแบบนั้นออกมา ก่อนจะแก้เก้อโดยการผละกายออกห่าง รีบลงไปจากเตียง “อยู่บ้านก็อย่าลืมหาข้าวหาน้ำรอฉันด้วยล่ะ”
ไม่เชิงเป็นประโยคคำสั่ง แต่เหมือนเป็นประโยคบอกเล่าเสียมากกว่า จากนั้นชายหนุ่มก็รีบสาวเท้าไว ๆ ออกจากห้องหญิงสาวไป ประตูถูกปิดลง พร้อม ๆ กับเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะ
“น่ารักเหรอวะ? พูดอะไรออกไปว่ะเนี่ยไอ้ปัตถ์”
จนถึงตอนนี้ อยากตบกบาลตัวเองสักทีสองทีเหมือนกันที่เผลอพูดแบบนั้นกับชมจันทร์ออกไป ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ไม่วายลอบยิ้ม สีหน้าที่ดูตื่นตกใจของหญิงสาว ช่างทำให้เขาอยากแกล้งเจ้าหล่อนมากขึ้นเหลือเกิน
ส่วนชมจันทร์ตอนนี้ เหมือนตกอยู่ในภวังค์ไปเสียแล้ว แค่คำว่า ‘น่ารัก’ ก็ทำให้เจ้าหล่อนแทบสิ้นสติ หัวใจเต้นแรงหน้าแดงจนลามไปถึงใบหู จนต้องยกมือขึ้นมาปิดหน้าเพื่อระงับความเขินอายของตนเองเอาไว้
“วันนี้ดูท่าทาง จะมีคนมีความสุขเป็นพิเศษนะครับ”
“กูเหรอ?” เสียงโกมินทร์ที่ดังขึ้น ทำให้ปรรณวัชรที่กำลังเช็ดสภาพร่างกายของแม่วัวพันธุ์อยู่หันไปมอง
“มีผมกับคุณปัตถ์อยู่กันสองคน คงจะเป็นฟ้ารุ่งมั้งครับที่ผิวปากมีความสุข”
“ไอ้มิน”
“โถ่... ก็คุณปัตถ์นั่นแหละครับ จะเป็นใครเล่า”
“แล้วมันแปลกนักรึไง กูมีความสุขไม่ได้เหรอ?”
“ก็ปกติ ผมเห็นคุณปัตถ์เอาแต่หน้านิ่ว คิ้วขมวดจนแทบผูกเป็นโบ”
“เรื่องของกู กูจะยิ้ม ร้องไห้ หรือหัวเราะ ก็ไม่ต้องยุ่ง”
“คร้าบ ๆ ไม่ยุ่งก็ได้คร้าบ” โกมินทร์จำเป็นต้องล่าถอยออกไป เพราะดูท่าทางแล้ว ถ้ายังเซ้าซี้และแซ็วไม่หยุดแบบนี้ มีหวังเขาอาจได้อะไรสักอย่างเป็นของฝากมาแน่ ๆ
“ว่าแต่ เมื่อวานคุณชมถึงบ้านดีใช่ไหมครับ” เจ้าของเสียงมิใช่โกมินทร์ แต่กลับเป็นคุณหมอหนุ่มอย่างอดิศรที่เพิ่งเดินเข้ามา
“แล้วทำไมจะไม่ถึงดีล่ะครับ ผมก็ต้องพาเมียผมกลับบ้านสิ” ปรรณวัชรตวัดสายตามอง เขาไม่ค่อยสบอารมณ์สักเท่าไร ทว่าก็ไม่ได้แสดงออกให้อีกฝากรับรู้แบบโจ่งแจ้ง
“ผมก็แค่เป็นห่วงนิดหน่อยน่ะครับ เห็นคุณชมเหมือนไม่ค่อยสบาย”
“ไม่เป็นไรหรอกครับหมอ ถ้าชมไม่สบาย ผมก็ช่วยฉีดยาให้เรียบร้อยแล้วครับ รับรองว่าไม่ป่วยแน่นอน”
“เอ่อ... ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีแล้วครับ” อดิศรไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อ เพราะคำพูดของปรรณวัชรมันกำกวมจนเผลอคิดไปถึงเรื่องอย่างว่า
“แต่ยังไงก็ขอบคุณนะครับ ที่เป็นห่วงเมียผมมากขนาดนี้”
“ไม่เป็นไรครับ ผมก็แค่ห่วงเพราะเห็นว่าคุณชมเป็นเพื่อนคนหนึ่งน่ะครับ” จริง ๆ เขาก็ไม่ได้คิดเกินเลยกับชมจันทร์แบบนั้น แต่ก็ไม่ผิดนักที่ปรรณวัชรจะแสดงท่าทีไม่พอใจที่เขานึกห่วงเมียเจ้าตัว
“เพื่อนเหรอครับ?”
“ก็เพื่อนน่ะสิครับ ผมรู้ว่าคุณชมกับคุณปัตถ์เป็นอะไรกัน ผมเองก็ไม่ได้มีความกล้าขนาดนั้นหรอกครับ ผมยังไม่อยากตกงาน” เขาพูดแล้วก็หัวเราะออกมา อดิศรไม่อยากให้ปรรณวัชรคิดว่าเขาชอบชมจันทร์ สิ่งที่มีให้ก็แค่ความหวังดีในฐานะเพื่อนคนหนึ่งก็แค่นั้น
“ผมไม่ได้หวงอะไรผู้หญิงคนนั้นสักหน่อย” พอได้ยินแบบนั้น ปรรณวัชรก็รีบปฏิเสธทันที
“ครับ ๆ ไม่หวงก็ไม่หวง” ท่าทางชัดเจนขนาดนี้ยังจะปากแข็งอีก แต่ก็นั่นแหละ... เขาไม่ได้มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งวุ่นวายเรื่องพวกนี้
“เดี๋ยวผมขอตัวไปทำงานก่อนแล้วกันนะครับ”
“ครับ”
ปรรณวัชรตอบ ขณะที่ก็นึกหงุดหงิดตัวเองที่แสดงอาการมากจนเกินไป จึงได้เดินปึงปังไปขึ้นรถแล้วขับออกไป ท่ามกลางสายตาของโกมินทร์และอดิศรที่มองตาม พร้อมส่ายหัวให้เจ้านายแม้จะไม่เห็นแววตาความรักออกมาจากดวงตาของปรรณวัชร แต่พวกตนก็เห็นชัดว่าชายหนุ่มหวงชมจันทร์มากแค่ไหน จะมีก็แต่เจ้าตัวนั่นแหละที่ไม่รู้อะไรเลย
เสียงรถที่ดังมาจากหน้าบ้านทำให้ชมจันทร์ที่กำลังสาละวนอยู่กับหน้าเตา เตรียมอาหารสำหรับมื้อเย็นที่กำลังจะถึงต้องวางมือ เธอจำได้ว่าเสียงรถคันนี้ไม่ใช่เสียงรถของปรรณวัชร แล้วเป็นของใคร เช่นนั้นเจ้าหล่อนจึงปิดแก๊สและเดินออกไป ก่อนจะเจอกับคนที่เธอไม่ได้เจอมาหลายเดือน
“เธอกับฉันนี่มันเป็นโชคชะตาหรือเป็นพรหมลิขิตเนี่ย ถึงได้มาเจอกันที่นี่”
“น่าจะเป็นเวรเป็นกรรมมากกว่าค่ะ”
“ไม่เจอตั้งนาน ก็ยังปากดีเหมือนเดิม”
“คุณก็ไม่เจอกันนาน ก็ยังชมคนเก่งเหมือนเดิมนะคะ แหม่... ชื่นใจจังเลย”
“นี่ชมจันทร์”
“ว่ายังไงคะคุณเขมรินทร์”
“เธอ!” เขาเถียงผู้หญิงคนนี้ไม่เคยชนะสักที
