บทที่ 2 รักแรกพบ

บทที่ 1

รักแรกพบ

‘ปึก!’

แก้ววิกกี้ในมือของ ‘ปรรณวัชร ธุวานันท์’ ทายาทคนรองของตระกูลธุวานันท์ ตระกูลที่โด่งดังและมีอำนาจที่สุดตระกูลหนึ่งในราชบุรี ถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง บาเทนเนอร์ที่ยืนอยู่ใกล้จำต้องเหลียวสายตาหันไปมองเจ้านายด้วยความหวั่นเกรง เพราะตั้งแต่หัวค่ำจนตอนนี้เกือบเที่ยงคืนเจ้านายเขายังยกแก้วไม่ขาด ท่าทีเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

อีกอย่างพักหลังมานี้ ปรรณวัชรกำลังยุ่งอยู่กับการพัฒนาและขยายธุรกิจใหม่ของครอบครัวอย่างสวนอะโวคาโด้ที่เพิ่งเปิดตัวไปได้หนึ่งปีกับอีกสามเดือน ผลตอบรับดีเกินคาดเพราะในยุคปัจจุบันอะโวคาโด้เริ่มเป็นที่ต้องการในตลาดมากขึ้น ในกลุ่มคนรักสุขภาพสิ่งนี้คือสิ่งที่ขาดไม่ได้ เช่นนั้นปรรณวัชรจึงยุ่งในส่วนนั้นเป็นส่วนใหญ่ หนึ่งถึงสองวันต่อสัปดาห์เท่านั้นที่จะเข้ามาดูความเรียบร้อยที่ ‘PRANN’

ธุรกิจร้านอาหารที่ทำเงินเกินแปดหลักต่อปี ส่วนในช่วงกลางคืนเขาจะเปิดเป็นบาร์ ให้นักท่องราตรีได้ออกมาดื่มด่ำ และรื่นรมย์ไปกับเสียงเพลง

“เบา ๆ หน่อยเถอะไอ้ปัตถ์ เดี๋ยวได้ตายห่ากันพอดี”

“เสือก” คนถูกห้ามหันไปมองมือที่รั้งแก้วแอลกอฮอล์ตนเอาไว้ ก่อนจะเห็นว่าเป็น ‘ดนุนัย’ เพื่อนคนสนิทของตน จึงได้พรั่งพรูคำอวยพรส่งไปให้

“มาถึงก็ให้ศีลให้พรกูเลยนะ แล้วนี่เป็นห่าอะไรอีก ไอ้มินมันโทรไปบอกกูว่าเจ้านายมันนั่งแดกเหล้าตั้งแต่หัววันจนตอนนี้ยังไม่ยอมเลิกสักที”

“ไอ้เหี้ยมิน” คราวนี้ชายหนุ่มหันไปหาโกมินทร์ลูกน้องของตนเองที่นั่งยิ้มหน้าแหย่ ๆ อยู่ไม่ไกล

“ก็ผมเป็นห่วงนี่นาย ตั้งแต่ไปหาน้องสาวคุณวิว นายก็มานั่งหน้าอมทุกข์อยู่ตรงนี้”

“มันก็ห่วงมึงนั่นแหละ จะไปว่ามันทำไม แล้วที่มินมันบอกว่ามึงไปหาน้องสาววิวคือยังไงวะ?”

“มึงคงไม่รู้ว่าวิวมีน้องสาว”

“จริงเหรอ?” เรื่องนี้เขาไม่เคยรู้มาก่อนจริง ๆ

“แต่น้องของวิว แม่ง!” ปรรณวัชรสถบออกมา ความไม่พอใจแทบล้นอก พอนึกถึงเรื่องที่ตนไปเจรจากับผู้หญิงคนนั้น แล้วก็นึกโมโห คนอะไรใจดำชะมัดทั้ง ๆ ที่คนนั้นเป็นพี่แท้ ๆ ของตัวเอง

“ทำไมล่ะ เขาไม่ยอมช่วยรึไง”

“เออดิ ถ้าแม่นั่นยอมดี ๆ กูจะมานั่งกลุ้มอยู่ตรงนี้เหรอ” ชนิศาต้องได้รับการรักษา โรคที่หญิงสาวเป็นอยู่ถึงจะหายไป แต่สิ่งที่ต้องการมันดันไม่ได้มาง่าย ๆ

“แล้วทำไมเขาถึงไม่ยอม พี่น้องกันไม่ใช่เหรอ?” ดนุนัยตั้งข้อสงสัย

“พี่น้องกัน แต่ก็เหมือนไม่เป็น วิวกับผู้หญิงคนนั้นแยกกันตั้งแต่วิวสิบห้า” เรื่องนี้เขาไม่ได้รู้สึกตื้นหนาบางเท่าไรนัก รู้แค่ว่า “พ่อแม่หย่ากัน วิวอยู่กับพ่อ ส่วนแม่นั่นก็อยู่กับแม่”

แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจนัก ว่าทำไมชมจันทร์ถึงได้ทำท่าทีรังเกียจชนิศามากขนาดนั้น ทั้ง ๆ ชนิศาเองก็ไม่ได้มีท่าทีไม่ชอบต่อชมจันทร์เลยสักนิดเดียว

“แปลก ถ้าแยกกันอยู่ปกติพี่น้องเขารักกันไม่ใช่เหรอวะ?”

“กูก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ ๆ แม่นั่นโคตรเห็นแก่ตัว”

“แต่จริง ๆ เรื่องนี้มันก็อยู่ที่ความสมัครใจของเขาหรือเปล่า ถ้าเขาเต็มใจเดี๋ยวเขาก็ยอมเอง”

“แต่วิวรอไม่ได้ อาการวิวทรุดลงทุกวัน จะหาไขกระดูกจากคนอื่นมาเปอร์เซ็นต์เข้ากันได้ก็น้อย กูปล่อยให้วิวเป็นอะไรไปไม่ได้จริง ๆ ว่ะ ถ้าเป็นแบบนั้นกูอยู่ไม่ได้...” ท้ายประโยคเข้ามีน้ำเสียงเศร้าสร้อยลงอย่างเห็นได้ชัด สีหน้าของปรรณวัชรแสดงถึงความกังวล ที่อยู่ภายในออกมาให้ดนุนัยได้เห็นจนหมดสิ้น

“มึงยังรักวิวอยู่เหรอ?”

“แล้วมีเหตุผลอะไรที่กูจะยังรักวิวไม่ได้”

“xวย” คราวนี้ดนุนัยส่งคำอวยพรให้ปรรณวัชร

“ก็กูจะรัก ใครจะทำไม”

ใช่...

ถ้าเขาจะรักแล้วใครจะห้ามได้ ทุกความห่วงใยที่เขามี เขามอบให้ชนิศาไปหมด ในสายตาของชนิศาไม่ได้มีแววผลักไสเท่ากับว่าเขามีสิทธิ์

“กี่ปีแล้ววะไอ้ปัตถ์”

“อะไร?”

“ก็ที่มึงรักวิว”

“ตั้งแต่วันแรกที่กูเจอเขา” ถ้านับก็ราว ๆ สิบห้าปี เขารักและคอยเฝ้ามองชนิศามาตลอด หญิงสาวเป็นรักแรกของเขาก็ว่าได้

จำได้ว่าวันแรกที่เจอชนิศา หญิงสาวมายืนแนะนำตัวอยู่หน้าชั้นเรียน เป็นผู้หญิงนัยน์ตาหวานซึ้งแต่ก็ยังแอบแฝงไปด้วยความเศร้าโศกอยู่ในนั้น เพียงแค่ยิ้มและได้สบตาหญิงสาวก็สามารถดึงให้เขาตกหลุมได้ในทันที เป็นการเจอหน้ากันครั้งแรกที่สร้างความประทับใจให้ไม่รู้ลืม

แต่เพราะไม่อยากให้ความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนต้องจบลง เขาจึงเลือกไม่บอกความในใจของตัวเองออกไปก็แค่นั้น การเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ ด้วยความรักของเขาคือสิ่งที่เขาอยากมอบให้ชนิศาไปตลอด

“รักแรกพบ ว่างั้น”

“เออ”

“น้ำเน่าจัดเลยว่ะ” เขาไม่ค่อยเข้าใจความรักของเพื่อนสักเท่าไร แต่พูดอะไรไปมันก็คงด่ากลับคืนมาลูกเดียว

“เสือก”


ประตูห้องพักฟื้นถูกเปิดออก เท้าหนาก้าวเท้าเข้าไปหาหญิงสาวที่ยังคงนอนหลับใหลอยู่บนเตียงผู้ป่วย ปรรณวัชรเอื้อมมือปัดผมที่ปรกหน้าหญิงสาวออกแผ่วเบา นัยน์ตาสีเข้มจ้องมองใบหน้าของชนิศาที่ซีดเซียวลงถนัดตา เขาไม่ชอบเลยที่หญิงสาวเป็นแบบนี้เลย ไม่ชอบสักนิดเดียว

ขณะที่ระหว่างนี้เขาก็พยายามเจอตัวของชมจันทร์อยู่ตลอด แต่หญิงสาวก็หลบหน้าไม่ยอมออกมาพบ จนล่วงมาเป็นสัปดาห์ ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีความคืบหน้าใด ๆ

“ปัตถ์” เสียงแหบแห้งของชนิศา เรียกขานชายหนุ่มหลังจากรับรู้ได้ถึงการมาของปรรณวัชร

“ใช่... ปัตถ์เอง เป็นยังไงบ้างวันนี้กินข้าวได้รึเปล่า” น้ำเสียงที่แสดงถึงความห่วงใยถูกส่งกลับไป

“กินได้สิ ปัตถ์ไม่ต้องเป็นห่วงวิวหรอก”

“โกหกกันรึเปล่า วิวชอบโกหกให้ปัตถ์สบายใจอยู่เรื่อย”

“จริงสิ ไม่เชื่อก็ถามพี่จักกี้ดู ใช่ไหมคะ... พี่จักกี้” ประตูห้องถูกเปิดออกพอดี ผู้จัดการส่วนตัวของดาราสาวเจ้าน้ำตาเดินเข้ามาพอดิบพอดี

“อะไรกันคะ พี่จักกี้พลาดอะไรไปรึเปล่า”

“ปัตถ์เขาบอกว่าวิวโกหก เรื่องกินข้าวค่ะ พี่จักกี้ยืนยันหน่อยว่าวิวไม่ได้โกหก”

“โอ้ย... พี่ก็นึกว่าเรื่องอะไร ที่น้องวิวพูดเรื่องจริงค่ะน้องปัตถ์ พี่จักกี้นะคอยกำชับให้กินข้าวฉ่ำ ๆ เลยค่ะ จะได้หายไว ๆ” ผู้จัดการชายแต่ใจหญิงพูดออกมา ตามที่เตรียมการกันไว้กับชนิศาก่อนหน้านี้

“จริงนะครับ ไม่ได้โกหกผมทั้งสองคนนะ”

“แหม่ จริงสิจ๊ะคนหล่อของพี่จักกี้”

“เห็นไหม วิวพูดจริง ปัตถ์น่ะกังวลเกินไป ถึงวิวจะป่วยแต่วิวก็ยังกินข้าวได้อยู่นะ”

“ปัตถ์เชื่อก็ได้”

“แล้วมาหาวิวแต่เช้าแบบนี้ มีอะไรรึเปล่า”

“พรุ่งนี้ปัตถ์จะไปทำธุระนิดหน่อย อาจจะหายไปสักสัปดาห์”

“เป็นสัปดาห์เลยเหรอ?”

“ใช่ ไปคุยเรื่องส่งอะโวคาโด้น่ะ อยากไปด้วยตัวเองจะได้ตกลงอะไรกันได้ง่าย ๆ”

“เอาสิ ยังไงก็อย่าลืมโทรมาหากันบ้างนะ”

“ครับ ๆ คุณวิว ผมจะไม่ลืมโทรหาคุณหญิงวิวเด็ดขาดเลย”

“ทำเป็นพูดเล่นไปปัตถ์ ถ้าไม่โทรมาล่ะน่าดู”

“ปัตถ์จะลืมได้ยังไงล่ะ”

“ปัตถ์... แล้วเรื่องของน้องวิวล่ะ เป็นไงบ้าง”

“...” การที่ปรรณวัชรไม่พูด มันก็ทำให้ชนิศารู้แล้วว่า ชมจันทร์คงไม่ยินยอม

“ไม่เป็นไรหรอกปัตถ์ ถ้าเขาไม่อยากช่วย ก็ไม่เป็นไร”

“จะไม่เป็นไรได้ยังไง วิวต้องการสิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นมีนะ อีกอย่างวิวเป็นคนในครอบครัวแท้ ๆ แต่ผู้หญิงคนนั้นกลับไม่คิดช่วย” น้ำเสียงปรรณวัชรหงุดหงิดชัดเจน ยามพูดถึงชมจันทร์

“ก็เขาไม่อยากช่วย เราจะไปบังคับเขาได้ยังไงล่ะปัตถ์ ไม่เป็นไรหรอก วิวรอได้ อาจมีสักคนที่ไขกระดูกเข้ากับวิวได้”

“ไม่ต้องห่วงนะวิว ปัตถ์จะยอมทำทุกทาง ไม่ว่ายังไงปัตถ์ก็จะลากผู้หญิงคนนั้นมาให้ได้” ชายหนุ่มเอื้อมมือไปประคองดวงหน้าของหญิงสาว แววตาเขามุ่งมั่นอยากให้ชนิศาเชื่อใจเขา

“ขอบคุณนะปัตถ์” เธอขอบคุณเขาจากใจจริง ๆ ที่ผ่านมาปรรณวัชรคอยอยู่เคียงข้างเธอมาตลอด ไม่ใช่ว่าไม่รู้ว่าชายหนุ่มคิดอย่างไรกับตนเอง แต่เธอไม่อาจรับความรักของเขาได้ หน้าที่และการงานของเธอมันดีกว่าหากไม่มีเรื่องความรักมาผูกมัด ทว่ามันก็ดีที่มีปรรณวัชรอยู่แบบนี้

“เพื่อวิว ปัตถ์ทำได้ทุกอย่าง”


การเดินทางมาที่เกาะช้าง ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่นั่งเรือครั้งแรกแบบชมจันทร์สักเท่าไร เพราะกว่าจะถึงเธอก็โก่งคอให้อาหารปลาในทะเลไปเสียหลายรอบ ขนาดยามที่ถึงฝั่งเท้าแตะลงบนพื้นทราย เธอยังรู้สึกเหมือนตัวเองยังยืนอยู่บนเรืออยู่เลย แบบนี้ตายแน่ไอ้ชม

“ไหวไหมครับหนูชม” ลุงคนเรือที่ขับเรือไปรับเธอมาจากฝั่งเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง หลังจากเห็นท่าทีไม่ค่อยดี

“ไหวค่ะลุงแมน แต่ขอชมปรับตัวแปบนะคะ” ประสบการณ์การนั่งเรือครั้งแรก เป็นประสบการณ์ที่เลวร้ายนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไรหากนานเข้าคงชินไปเอง

“ครั้งแรกใช่ไหมครับเนี่ย” คนสูงวัยหัวเราะเบา ๆ

“ใช่ค่ะ ไม่คิดว่าจะทรมานมากขนาดนี้ ชมแทบเป็นลม”

“ครั้งแรกส่วนใหญ่ก็แบบนี้แหละครับ มาเถอะเดี๋ยวลุงหาอะไรให้ดื่มแก้เมา แต่ก่อนอื่นเดี๋ยวลุงพาหนูชมไปส่งที่รีสอร์ทก่อน”

“ขอบคุณค่ะลุงแมน”

ชมจันทร์ขนของไปเก็บไว้ยังรีสอร์ท ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลจากหมู่บ้านที่ตนต้องไปจัดการเรื่องสำคัญไม่ไกลนัก พื้นที่แถวนี้โดยส่วนใหญ่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวก็จริง แต่ในบางส่วนของเกาะก็ยังคงเป็นพื้นที่ธรรมชาติ เป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้านเพื่อทำการประกอบอาชีพประมงควบคู่กับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

คนที่นี่ดำรงชีพและปรับตัวตามยุคตามสมัย ไม่เคยขัดต่อการพัฒนาและวางรากฐานการท่องเที่ยวของเกาะให้แข็งแรง ทว่าในเรื่องพวกนี้อย่างไรก็ต้องมีขอบเขตให้กัน การขยายและสร้างรีสอร์ทเป็นเรื่องน่ายินดี ทว่ามันอาจดีกว่านี้หากคนพวกนั้นไม่รุกล้ำพื้นที่ทางธรรมชาติ และผลักไสชาวบ้านที่อยู่กันมาอย่างยาวนานให้ออกไป

“ป้ายพวกนี้อยู่นานหรือยังคะ”

“ก็หลังจากที่พวกเราติดต่อคุณทนายไปนั่นแหละครับ” ผู้ใหญ่บ้านบอก

ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาบริเวณหมู่บ้าน ชมจันทร์มองเห็นป้ายไม้ขนาดใหญ่ปักอยู่กับทรายละเอียดหน้าทางเข้า เป็นคำสั่งให้ชาวบ้านย้ายออกไปจากพื้นที่ในระยะเวลาสามเดือน ชาวบ้านอยากดึงป้ายออกใจแทบขาดเพราะใครผ่านไปผ่านมาก็ย่อมเห็น แต่เพราะกลัวเรื่องกฎหมายเลยไม่กล้าลงมือ

แต่สำหรับเธอมันไม่ใช่แบบนั้น ป้ายพวกนี้ไม่ได้อยู่ภายใต้คำสั่งของรัฐบาล เช่นนั้น... ในทางกฎหมาย เธอมีสิทธิ์ถอดมันออก

“ลุงแมนถ่ายรูปป้ายพวกนี้ไว้แล้วใช่ไหมคะ?” เธอถาม

“เรียบร้อยแล้วครับ”

ทันใดนั้นชมจันทร์มองหาบางอย่าง ก่อนเธอจะเจอกับเป้าหมายแล้วก้าวเท้าอาด ๆ เดินไปหยิบมา เป็นไม้พายเก่า ๆ อันหนึ่งท่ามกลางความสงสัยของทุกคน

“คุณทนายจะทำอะไรครั-”

‘ปัง!’

ยังไม่ทันผู้ใหญ่บ้านถามให้จบ ชมจันทร์ก็ยกไม้พายขึ้นแล้วฟาดเข้าไปที่ป้ายแรง ๆ เธอฟาดมันซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้นราว ๆ ห้าทีได้ ก่อนป้ายไม้จะล้มลงไปกองอยู่บนพื้น

‘ปึก!’

ชมจันทร์เขวี้ยงไม้พายทิ้งตามไป เช็ดเหงื่อที่ผุดผายออกมาจากดวงหน้านิดหน่อย ก่อนจะหันไปหาผู้ใหญ่บ้าน

“ถ้าพวกมันเอามาติด ผู้ใหญ่ก็ถอนออกได้เลยค่ะ ไม่ต้องกลัว ป้ายพวกนี้ไม่ได้มีผลอะไรทางกฎหมาย” เธอไม่เคยกลัวพวกนี้เลยสักนิด สิ่งที่พวกมันทำได้ก็มีแต่รังแกคนที่อ่อนแอกว่า แน่นอนว่ามันน่าสมเพช

“แล้วถ้าพวกนั้นจะฟ้อง ชมจะสู้ให้เอง”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป