บทที่ 3 ไม่เห็นใจ
บทที่ 2
ไม่เห็นใจ
“ตั้งแต่ที่พวกเขาเอาป้ายมาติด มีคนแปลก ๆ มาแถวนี้บ่อยขึ้นไหมคะ”
หลังจากลงมือลงแรงถอนป้ายออกแล้ว ก็เข้ามานั่งคุยกันในบ้านของผู้ใหญ่บ้าน ถามไถ่ถึงสถานการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
“บ่อยมากเลยครับ มีแต่พวกคนน่ากลัวทั้งนั้น” คนที่ต้องแบกรับปัญหามากที่สุดมีสีหน้ากังวลใจ
“เดี๋ยวเรื่องนี้ชมจัดการให้ค่ะ ถ้าเขาทำมากกว่านี้ผู้ใหญ่บ้านต้องรีบบอกชมเลยนะคะ” เธออยากได้ข้อมูลทุกอย่าง
“แล้วก็ ชมรบกวนผู้ใหญ่ ถ้าเห็นใครแปลกหน้าโผล่มาอีก ถ่ายรูปไว้ให้หน่อยนะคะ ชมจะเอาไปเป็นหลักฐาน ไม่ต้องไปเผชิญหน้ากับพวกนั้นตรง ๆ หรอกค่ะ แค่แอบถ่ายก็พอ”
“ได้ครับ”
“ขอบคุณมากเลยนะคะ ที่ให้ความร่วมมือกับชมมากขนาดนี้”
“พวกผมน่ะสิครับ ที่ต้องขอบคุณคุณทนาย ถ้าไม่ได้คุณทนายพวกผมก็ไม่รู้จะไปพึ่งใครแล้ว” ได้แต่พูดแล้วก็ถอนหายใจออกมา “ลำพังชาวบ้านตาดำ ๆ แบบพวกผมจะไปทำอะไรได้ จะให้ย้ายออกไปก็ทำไม่ได้ พวกผมจะทิ้งบ้านทิ้งทะเลที่เห็นและช่วยกันดูแลมาตั้งแต่บรรพบุรุษได้ยังไง”
“ไม่เป็นไรนะคะ ชมสัญญาว่าจะช่วยให้เต็มที่ ผู้ใหญ่กับชาวบ้านไม่ต้องย้ายไปไหนแน่นอนค่ะ”
ชมจันทร์ส่งยิ้มให้ผู้ใหญ่บ้าน เธอเข้าใจดีว่าคนตรงหน้าเครียดมากแค่ไหน แต่เธอก็จะทำให้อีกฝ่ายมั่นใจได้เหมือนกันว่าเธอจะช่วยให้พวกเขาไม่ได้จากที่นี่ไปไหน
หญิงสาวพูดคุยถึงรายละเอียดที่ดินและอื่น ๆ ต่ออีก เพื่อรวบรวมหลักฐานให้ได้มากที่สุด เจ้าหล่อนใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง จากท้องฟ้าที่เคยสดใส ตอนนี้พระอาทิตย์ก็เริ่มลาลับขอบฟ้าไปแล้ว
“ไหน ๆ ก็มาแล้ว วันนี้อยู่ทานข้าวด้วยกันเลยนะครับ”
“ชมเกรงใจจังเลยค่ะ”
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ พวกผมน่ะสิที่ต้องเกรงใจ ถ้าไม่ได้คุณทนายช่วยพวกเราก็ไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง ทานข้าวที่นี่ถือซะว่าเป็นอีกหนึ่งคำขอบคุณนะครับ”
“ก็ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะ”
สุดท้ายชมจันทร์ไม่อาจปัดความหวังดีของอีกฝ่ายทิ้งไปได้ เธอจึงต้องอยู่รับประทานอาหารเย็นกับพวกท่าน และทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี บรรยากาศมิได้ตึงเครียดกลับกัน เธอดีใจที่อย่างน้อยชาวบ้านที่นี่ก็ยังมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอยู่บ้าง
“กว่าจะมาได้นะมึง”
เสียงทักทายดังขึ้นทันทีที่ปรรณวัชรก้าวเท้าลงจากเรือ เห็น ‘ธนาวิน’ ยืนรออยู่ สีหน้าหงุดหงิดนิดหน่อย คงเพราะว่าเขาถึงที่หมายช้ากว่ากำหนด แต่จะให้ทำอย่างไรได้ ก็เรือที่ขับมารับเขาดันมีปัญหา
ธนาวินเป็นเพื่อนสนิทอีกคนของปรรณวัชร ชายหนุ่มมีธุรกิจรีสอร์ทอยู่ที่เกาะช้าง เป็นอีกหนึ่งที่พักที่ได้รับความนิยมมากจากหมู่นักท่องเที่ยว
“กูมาช้านิด ช้าหน่อยไม่ทำให้มึงตายหรอกน่าไอ้วิน อีกอย่างนะ ที่กูมาช้าก็เพราะว่าเรือมึงนั่นแหละที่มีปัญหา ความผิดกูเสียที่ไหน” ปรรณวัชรบอก อยู่ ๆ จะมาโทษว่าเป็นความผิดเขาได้ยังไง ก็เรือที่ธนาวินส่งมารับนั่นแหละ ดันน้ำมันหมดกลางทาง ต้องรอเติมน้ำมันถึงจะมาขับมารับเขาได้
“เออ ๆ กูขอโทษ ไหน ๆ ก็มาถึงแล้วรีบเอาของไปเก็บเถอะ กูรอมึงตั้งนาน หิวเหล้าจะตายห่าแล้วเนี่ย”
“มาถึงก็ชวนกูแดกเหล้าเลย”
“ก็นาน ๆ เจอหน้ามึงทีนี่หว่า ต้องจัดเต็ม ไม่เมาไม่เลิก!”
“ลูกน้องรู้ไหม ว่าเจ้านายอย่างมึงขี้เหล้าฉิบหาย”
“หุบปากไปเลยไอ้เวร” ธนาวินหันมาชี้หน้าเพื่อน ไม่ว่าจะเจอกันสักกี่ครั้งเพื่อนเขามันก็ยังปากสุนัขเหมือนเดิมจริง ๆ
ปรรณวัชรหัวเราะร่าออกมา หลังจากได้เห็นเพื่อนหัวเสีย เขารู้ดีว่าธนาวินพยายามวางมาดและทำตัวให้ลูกน้องนับร้อยชีวิตนับถือ เพราะธนาวินเข้ามาบริหารที่นี่ตั้งแต่อายุยังน้อย ความน่าเชื่อถืออาจไม่เท่าบิดาที่เคยบริหารมาก่อน แต่สำหรับเขา ธนาวินในโหมดผู้บริหาร คิดว่าเพื่อนสามารถทำออกมาได้ดีทีเดียว
“เป็นอะไรไอ้ปัตถ์ ไม่รีบมา” ธนาวินหันหลังถาม เพราะเขาเห็นเพื่อนหยุดฝีเท้า
“เปล่าหรอก กูแค่เหมือนเห็นคนรู้จัก” ก่อนหน้านี้ที่เขากำลังจะเดินตามเพื่อนไป แต่สายตามองเห็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาจากที่ไกล ๆ ทว่าเพราะความมืดปกคลุมเข้ามา ทำให้เขาไม่ค่อยมั่นใจสักเท่าไรนัก แล้วถ้าใช่... ผู้หญิงคนนั้นจะมาทำอะไรที่นี่ หรือบางทีเขาแค่ตาฝาดจริง ๆ เพราะพักหลังมานี้มัวแต่วุ่นวายอยู่กับเรื่องของชนิศา กับผู้หญิงใจอำมหิตอย่างชมจันทร์มากไป
“คนรู้จักเหรอ? แล้วกูรู้จักไหม?”
“มึงไม่รู้จักสักคนจะตายไหม?”
“เอ้า! ก็มึงบอกคนรู้จัก กูก็คิดว่าเผื่อว่ากูจะรู้จักบ้างไง แล้วสรุปใครล่ะ คนรู้จักที่มึงว่า”
“ไม่มีอะไรหรอก กูคงตาฝาดไปเอง รีบไปเถอะ พรุ่งนี้กูต้องตื่นมาคุยงานอีก ถ้าอยู่ดึกไม่น่าไหว”
“รับทราบครับ คุณชายปัตถ์ ถ้ารีบคุณมึงก็รีบ ๆ เสด็จเลยครับ เดี๋ยวเหล้ากูจืดหมด”
ธนาวินพูดและรีบเดินหนีไปอย่างไว เพราะกลัวจะได้อะไรบางอย่างส่งมาจากเพื่อน ส่วนปรรณวัชรหวังจะฝากรอยเท้าไว้ที่เพื่อนรักสักรอยสองรอย แต่ก็ไม่ทันเพราะมันเดินหนีเขาไปแล้ว แต่ก่อนจะเดินตามหลังธนาวินไป สายตาคมเข้มก็มองย้อนกลับไปจุดที่เห็นคนหน้าคุ้นอีกรอบ แต่ครั้งนี้ก็ไม่เจอใครแล้ว
เขาคงตาฝาดไปเองจริง ๆ
“ขอบคุณลุงแมนมากเลยนะคะ ที่มาส่ง”
“ไม่เป็นไรครับ ยังไงเดี๋ยวพรุ่งนี้ถ้าลุงกำลังจะออก เดี๋ยวลุงโทรมาก่อนนะ”
“ได้เลยค่ะ ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะคะ” ชมจันทร์โบกมือลาลุงแมน หลังจากท่านพามาส่งยังที่พัก
หญิงสาวรอจนรถพ่วงข้างคันเก่งของลุงแมนขับออกไปไกล จึงค่อยหันหลังและเดินเข้าไปด้านในรีสอร์ท ทว่าจังหวะที่เธอหมุนตัวเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเสียก่อน
“ไม่คิดเลยนะครับ ว่าจะได้มาเจอคุณทนายที่นี่”
ชมจันทร์ได้ยิน เธอหันไปมองก่อนยิ้มออกมา “แหม่ ฉันก็ไม่คิดเหมือนกันนะคะ ว่าจะมาเจอคุณเขมที่นี่”
ชายตรงหน้าคือ ‘เขมรินทร์’ คู่กรณีที่มีปัญหากับชาวบ้านเรื่องการสร้างรีสอร์ท การเผชิญหน้ากับชายหนุ่มมิใช่ครั้งแรกก็จริง แต่การเจอหน้ากันจริง ๆ จัง ๆ แบบนี้ นับว่าเป็นครั้งแรกก็ได้ ตั้งแต่ที่รับคดีนี้มาทำ
“ถ้าให้ผมเดา คุณคงมาทำคดีความให้ชาวบ้านพวกนั้นสินะ”
“ก็ตามที่คุณเขมเข้าใจค่ะ” ชมจันทร์ไม่ค่อยอยากพูดอะไรเท่าไรนัก
“ผมได้ข่าวแล้วนะที่คุณถอดป้ายผมออก กล้าดีนะครับ”
“ตามกฎหมาย ป้ายที่คุณติดถือว่ารุกล้ำสิทธิของเจ้าของที่ และไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานราชการ ไม่อยู่ภายใต้การคุ้มครองตามกฎหมาย ฉันเห็นว่าสิ่งที่ฉันทำเป็นเรื่องสมควรแล้วค่ะ” น้ำเสียงเรียบแต่หนักแน่นและเฉียบขาดของชมจันทร์ ทำให้คนฟังอย่างเขมรินทร์ยิ้มและหัวเราะออกมาเบา ๆ
“ผมชอบจัง ทนายที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อสิทธิของลูกความอย่างคุณ คงจะดีถ้าคุณมาเป็นทนายให้ผม ว่าไหมครับ?”
“ฉันว่าอย่าดีกว่าค่ะ อุดมการณ์ของคุณกับฉัน มันต่างกันมากเกินไป เราไม่มีอะไรที่เข้ากันได้หรอกค่ะ เดี๋ยวจะเสียเวลาเปล่า ๆ” เธอปฏิเสธโดยที่ไม่ต้องคิดให้เสียเวลาด้วยซ้ำ ร่วมมือเหรอ? คงเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้
“ยินดีที่ได้พบนะคะ แต่คงต้องขออภัย ในฐานะทนายฉันไม่สามารถพูดคุยกับคู่กรณีของลูกความได้ไปมากกว่านี้ หวังว่าจะเข้าใจนะคะ ขอตัวก่อน”
เอ่ยจบประโยคนั้น หญิงสาวก็สาวเท้ายาว ๆ เข้าไปด้านในรีสอร์ททันที ปล่อยให้เขมรินทร์ยืนอยู่เพียงลำพัง ได้แต่มองตามหลังหญิงสาว ก่อนหน้านี้เขาเคยเห็นหญิงสาวในแฟ้มข้อมูลที่ลูกน้องหามาให้ พอได้ลองอ่านประวัติดู ก็คิดว่าผู้หญิงคนนี้น่าสนใจอยู่ไม่น้อย
ก็มาลองดู ว่าเรื่องนี้มันจะสนุกสักแค่ไหนกันเชียว?
“ใครกันน่ะตาเขม” เขมรินทร์หันไปมอง เขาลืมไปเลยว่าตอนนี้ตนเองไม่ได้อยู่ที่นี่เพียงลำพัง
“ทนายของพวกชาวบ้าน ที่จะมาสู้คดีกับเราน่ะครับคุณป้า”
“ผู้หญิงคนนั้นน่ะเหรอ?” น้ำเสียงเรียบนิ่งของ ‘สิรินดา’ หญิงวัยห้าสิบหกปีพูดพลางมองตามหลังชมจันทร์ที่เดินจากไปไกลแล้ว
“ใช่ครับ ผมว่าเราเข้าข้างในดีกว่า อากาศเริ่มเย็นแล้ว”
“เอาสิจ๊ะ” ท่านส่งยิ้มให้หนุ่มรุ่นลูก แล้วเดินนำหน้าเขมรินทร์เข้าไปด้านในรีสอร์ท
เช้าวันใหม่ดูเหมือนจะไม่ค่อยสดใสสำหรับปรรณวัชรสักเท่าไร เพราะเมื่อคืนเขาดื่มหนักมากกว่าลิมิตที่ตนเองกำหนดเอาไว้ กระนั้นก็ต้องฝืนและพยายามตื่นขึ้นมาให้ได้ เนื่องจากวันนี้มีงานสำคัญรออยู่ การเจรจาธุรกิจส่งออกอะโวคาโด้จากสวนที่เขาตั้งใจสร้างขึ้นมา ภาวนาให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี
และก็เป็นเหมือนดั่งใจหวัง เมื่อครั้งนี้สิ่งที่เขาต้องการสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี คู่ค้าสนใจในผลิตภัณฑ์และอยากได้ส่งล็อตแรกให้เร็วที่สุด ซึ่งนั่นทำให้ปรรณวัชรรู้สึกเหมือนได้รับรางวัลตอบแทนจากความเหน็ดเหนื่อยที่พยายามมาตลอด
“เดี๋ยวผมจะโทรสั่งให้ที่สวนจัดส่งให้เร็วที่สุดนะครับคุณเขม”
“ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มยิ้มแล้วยื่นมือออกไปด้านหน้า เพื่อแสดงถึงการร่วมมือกันทางธุรกิจอีกครั้ง
“ผมขอบคุณคุณป้าด้วยนะครับ ที่ช่วยแนะนำคุณปัตถ์ให้ผม”
“ป้าไม่ได้ทำอะไรเสียหน่อย เราสองคนติดต่อกันเองต่างหาก ป้าก็แค่ช่วยดูรายละเอียดนิด ๆ หน่อย ๆ” คนมากประสบการณ์เอ่ย
“ไม่ได้ครับ ยังไงก็ต้องขอบคุณ อุตส่าห์ดั้นด้นนั่งเรือมาที่นี่ ทั้งที่งานคุณป้าก็เยอะแยะไปหมด”
“บอกแล้ว ว่าลูกเพื่อนก็เหมือนลูกป้า ที่ทำก็เพราะหวังดี อยากช่วย”
“ครับ ๆ เข้าใจแล้วครับ” ดูท่าทางสิรินดาคงไม่ยอม เขาจึงยอมเสียเอง
“แล้วปัตถ์ล่ะ พักนี้ได้คุยกับยัยวิวบ้างหรือเปล่า” คราวนี้สิรินดาหันไปหาปรรณวัชรที่นั่งอยู่ตรงข้าม
“ผมว่าจะโทรไปหาวิวหลังจากเสร็จจากตรงนี้นี่แหละครับ แล้วคุณป้าได้ไปหาวิวบ้างไหมครับ รายนั้นบ่นคิดถึงตลอด”
สิรินดาเป็นพี่สาวของบิดาชนิศา ตอนนี้ท่านดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารรีสอร์ท ‘เธียรธารา’ แทน ‘ชินวัตร’ ที่พักรักษาตัวอาการป่วยอยู่ในโรงพยาบาลต่างประเทศ ชนิศาเองก็รักและเคารพสิรินดามาก เพราะเป็นญาติผู้ใหญ่อีกคนในตระกูล
“เราก็รู้ว่าป้ายุ่งแค่ไหน แล้วเรื่องไขกระดูกล่ะ มีใครมาบริจาคหรือยัง” คราวนี้ถามถึงเรื่องที่น่าเป็นห่วงที่สุดของชนิศา ลำพังจะรับมาจากน้องชายนางก็ไม่ได้อีก เพราะรายนั้นก็ป่วยหนักทางเลือกเดียวก็คือการเปิดรับบริจาค แต่มันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ
“ยังเลยครับ” เขาหลีกเลี่ยงที่จะไม่พูดเรื่องของชมจันทร์ เพราะชนิศาสั่งห้ามเอาไว้ว่าไม่ให้พูดเรื่องนี้ให้สิรินดาได้ยินเด็ดขาด แม้ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรแต่ก็เลือกที่จะไม่ถามหญิงสาวต่อ ความสบายใจของชนิศาคือสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุด
สิรินดามองหน้าปรรณวัชร สีหน้าของหญิงสูงวัยเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด พลางเอื้อมไปจับมือชายหนุ่มและบีบเบา ๆ “ป้าฝากยัยวิวด้วยนะปัตถ์ เด็กคนนั้นน่าสงสาร พ่อแม่ต้องหย่ากันตั้งแต่อายุยังน้อยนัก ตั้งแต่เล็กจนโตตาชินก็เอาแต่ทำงานไม่ค่อยมีเวลาให้ ป้าเองก็ยุ่ง แต่พอเห็นปัตถ์อยู่ข้าง ๆ ยัยวิวแบบนี้ ป้าก็พลอยสบายใจ”
“ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมไม่มีทางทิ้งวิวไปไหนแน่นอน” ปรรณวัชรพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น และแน่นอนว่าเขาต้องลากแม่ตัวดี มาบริจาคไขกระดูกให้ชนิศาให้จนได้ ไม่ว่าต้องทำอย่างไรก็ตาม
“ขอบใจนะ... เอาล่ะ ป้าต้องกลับแล้ว มีงานอีกเยอะเลยที่รออยู่”
“ให้ผมไปส่งที่ฝั่งไหมครับ” คราวนี้เขมรินทร์ถาม
“ไม่ต้องหรอก เราอยู่จัดการปัญหาไปเถอะ ป้าหวังว่ามันจะออกมาดีนะ ทนายที่ป้าหาให้ก็เก่งพอตัว คงจะสู้ทนายของชาวบ้านพวกนั้นได้”
“ผมก็หวังเอาไว้แบบนั้นเหมือนกันครับ” พอมาถึงตรงนี้ เขาเกิดนึกสนุก อยากรู้เสียแล้วสิว่าเรื่องนี้ใครกันแน่ที่จะชนะ
ทั้งปรรณวัชรและเขมรินทร์ มองสิรินดาเดินจากไปขึ้นเรือ เพื่อกลับเข้าฝั่งและนั่งรถต่อไปที่ราชบุรี เหตุผลที่สิรินดามาที่นี่วันนี้ ก็เพื่อมาดูปัญหาที่ลูกชายเพื่อนต้องเผชิญว่ามันหนักหนาแค่ไหน แต่เท่าที่ดูก็ไม่ได้น่าเป็นห่วงอะไรมากนัก
“ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวผมขอตัวก่อนนะครับ” ปรรณวัชรพูดกับเขมรินทร์
“ได้ครับ ยินดีที่ได้ร่วมงานกัน”
“ยินดีเช่นกันครับ”
ทั้งสองคนร่ำลากันเสร็จ ต่างพาแยกย้ายไปกันคนละทาง เขมรินทร์ต้องไปจัดการปัญหาที่ทำให้เขาปวดหัวมาเป็นเวลาหลายเดือน ส่วนปรรณวัชรก็ไปหาที่เงียบ ๆ เพื่อต่อสายพูดคุยกับชนิศา
วันนี้จบไปอีกหนึ่งวันสำหรับชมจันทร์ เป็นวันที่เหนื่อยมากวันหนึ่งทว่าเธอมีความสุข เพราะรอยยิ้ม เสียงหัวเราะและอาหารมื้อเย็นจากฝีมือของชาวบ้าน ช่วยให้เธอสนุกและอยากพยายามกับงานครั้งนี้ให้สำเร็จมากขึ้นไปอีก ในช่วงเวลาแบบนี้เธออยากหาที่เงียบ ๆ เพื่อให้ตนเองรู้สึกสงบจิตสงบใจ อยากให้เวลากับตัวเองได้จมอยู่ในความคิดท่ามกลางเสียงคลื่นทะเลกระทบฝั่ง แต่แล้วความสงบที่เธอใฝ่ฝันก็จบลง เมื่อเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
“คุณทนายนี่สนิทกับลูกความดีนะครับ”
“คุณนี่ดูท่าจะว่างมากเลยนะคะคุณเขม เล่นเดินเตร็ดเตร่ไปทั่วแบบนี้” เป็นเขาอีกแล้ว เธอหลีกเลี่ยงเจอหน้า แต่เขมรินทร์ก็ชอบแวะเวียนมาให้เธอเห็นบ่อยเหลือเกิน
“ก็ผมมาดูหน้าคนที่พยายามแย่งที่ดินที่มันควรเป็นของผมไปไง”
“ฉันว่าคุณคงเข้าใจอะไรผิดนะคะ พื้นที่ตรงนั้นไม่ใช่ของคุณ แต่เป็นของชาวบ้านที่เขาอยู่มาตั้งนานแล้วต่างหาก”
“ก็นี่ไง ผมจะทำให้มันเป็นของผม ไม่ว่าจะต้องทำยังไงก็ตาม เกมนี้คุณไม่มีทางชนะหรอก”
“คุณมองเรื่องพวกนี้เป็นแค่เกมเหรอคะ?” ชมจันทร์ตวัดสายตามองเขา เธอไม่สบอารมณ์สักนิดเดียว เขมรินทร์เปรียบเทียบเรื่องนี้เป็นแค่เกม เขาทำราวกับว่ามันเป็นเรื่องสนุก ทั้ง ๆ ที่มันคือความทุกข์ที่ชาวบ้านตาสีตาสาต้องเจอ
“ใช่... แล้วคนอย่างผม อยากได้อะไรก็ต้องได้ เข้าใจรึเปล่า” น้ำเสียงของเขมรินทร์หนักแน่นขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว
“สำหรับคุณมันอาจเป็นเกม... แต่สำหรับคนที่ต้องสูญเสียบ้าน สูญเสียที่ดิน มันคือฝันร้ายต่างหาก” ชมจันทร์กัดฟันพูดด้วยใจที่ระอุ แต่ยังฝืนมองเขาอย่างไม่ยอมแพ้
เขมรินทร์ยิ้มหยัน จ้องมองดวงหน้าชมจันทร์ไม่วางตาเช่นเดียวกัน “ถ้าอยู่ไม่ได้ ก็แค่ไป มันคือการพัฒนา คุณก็รู้”
“การพัฒนา? ถ้าต้องเหยียบคนอื่นให้จมดินก่อนถึงจะเรียกพัฒนาได้ แบบนั้นมันไม่ใช่การพัฒนาหรอกค่ะ… แต่มันคือการรุกราน พวกคุณมันก็แค่คนรวยที่อยากจะทำอะไรก็ทำ โดยไม่นึกถึงว่าใครจะเป็นยังไง ขอแค่ให้ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ...” นัยน์ตาชมจันทร์แข็งกร้าว และแดงก่ำเพราะความโกรธจัด แต่เธอยังคงวางท่าทีนิ่งเฉยได้อย่างน่าประหลาดใจ
“คนอย่างพวกคุณก็แค่พวกน่าสมเพช”
“มันจะมากไปแล้วนะ!” คราวนี้ควันออกหู คำพูดของชมจันทร์กระตุ้นต่อมความเกรี้ยวโกรธของเขมรินทร์ออกมา เขาเดินเข้าไปใกล้หญิงสาว คว้าแขนเจ้าหล่อนเอาไว้ กระชากให้อีกฝ่ายมาเผชิญหน้ากันตรง ๆ
“คุณปากดีกว่าที่ผมคิดอีกนะ!”
“ขอบคุณนะคะ ฉันจะถือซะว่าเป็นคำชม” เธอยิ้มเย้ยหยัน ไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวชายตรงหน้าสักนิดเดียว
“งั้นก็เก่งให้ได้เหมือนปากแล้วกัน”
สิ้นเสียงเข้มเขมรินทร์ก็ผละให้ชมจันทร์กระเด็นออกไป แล้วเดินกระแทกไหล่หญิงสาวจนแทบเสียหลักก่อนจากไป ปล่อยให้ชมจันทร์ยืนอยู่เพียงลำพัง เมื่อครู่นี้แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่เธอแอบเห็นแววตาหวาดหวั่นของเขมรินทร์
“เธอนี่มีปัญหากับทุกคนจริง ๆ สินะ” เสียงที่ดังมาจากด้านหลัง ทำให้ชมจันทร์หันไปมอง ก่อนจะพบปรรณวัชรที่ยืนอยู่ สายตาของเขาจ้องมองมาที่เธอ มันไม่ใช่สายตาเป็นมิตร มิหนำซ้ำยังเหมือนเกลียดเข้าไส้ ชีวิตเธอนี่มันดีจริง ๆ ไปทางไหนก็มีแต่คนเกลียด
“ฉันจะมีปัญหาอะไรกับใคร แล้วคุณมายุ่งอะไรด้วย” นอกจากเธอจะต้องต่อปากต่อคำกับเขมรินทร์เมื่อครู่แล้ว ตอนนี้ก็ต้องมาเหนื่อยกับปรรณวัชรอีก
“ฉันก็ไม่อยากยุ่งหรอกนะ ถ้าเธอไม่ใช่ส่วนหนึ่งที่กำลังจะทำลายธุรกิจของฉัน”
“อะไรของคุณ มาพูดจาบ้าบออะไรแถวนี้” เธอไม่ค่อยเข้าใจปรรณวัชรสักเท่าไร เจอหน้ากันทีไรก็มีแต่หาเรื่องหาราวกันตลอด
แล้วเธอก็เหนื่อยที่จะฟังเขา จึงเลือกเดินหนีออกมา การเจอหน้าเขาแต่ละทีทำให้เธอเหนื่อย ไม่ใช่แค่เหนื่อยกายแต่เหนื่อยใจด้วยไม่ต่างกัน
“จะรีบไปไหน มาคุยกันให้รู้เรื่อง” เขาเดินเข้ามาดักหน้าหญิงสาวเอาไว้
“ยังมีเรื่องอะไรต้องคุยกันอีกคะ หรือจะเป็นเรื่องเดิม ๆ” สำหรับเขามันไม่มีเรื่องอะไรมากหรอก หากไม่ใช่เรื่องของชนิศา
“เธอก็รู้อยู่แล้วนิ ยังต้องให้ฉันอธิบายอะไรอีก”
“น่าแปลกใจนะคะ ที่คุณหมกมุ่นอยู่แต่กับเรื่องนี้ ดูท่าคงจะรักแฟนตัวเองมาก ถ้ารักขนาดนั้นทำไมไม่บริจาคของตัวเองให้จบ ๆ ไปสักที จะมาวุ่นวายอะไรกับฉันนักหนา” ลำพังแค่เรื่องคดีความเธอก็มีเรื่องให้คิดและเครียดมากพอแล้ว
ถึงเรื่องชนิศาเธอจะไม่อยากคิดใส่ใจนัก แต่เพราะไม่ชอบความวุ่นวายเลยนึกรำคาญ การที่เธอมาเสียเวลาเรื่องพวกนี้มันไม่เกิดประโยชน์ เอาเวลาพวกนี้ไปทำงานอื่น ยังดูได้อะไรมากกว่า
“ถ้าจะพูดให้ถูก วิวไม่ใช่แฟนฉัน” เขารีบปฏิเสธออกไปทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายพูด เพราะไม่อยากให้หญิงสาวต้องเสียหาย
“ไม่ใช่แฟน แต่ทำตัวเหมือนแฟนกันจังเลยนะคะ”
“ชมจันทร์” ชายหนุ่มกัดฟันกรอด เขาไม่ชอบท่าทีของหญิงสาวเลยสักนิด ทั้งท่าทางและแววตาที่มองมา มันไม่มีส่วนไหนที่ดูภิรมย์ตาเลยสักนิดเดียว
“ไม่ว่าคุณจะพูดยังไง ฉันก็ยังยืนยันคำเดิม ว่าฉันไม่ให้สิ่งที่พวกคุณอยากได้” เธอตัดบท ไม่อยากว่าความยาวสาวความยืด เดินหนีชายหนุ่มแต่ปรรณวัชรไม่ยอม เขาสาวเท้าไว ๆ เข้าหาและกระชากแขนเธอเอาไว้ จนร่างสาวกระทบเข้ากับอกแกร่งอย่างแรง
“คุณปัตถ์ ฉันเจ็บนะ” ชมจันทร์พยายามบิดข้อมือของตัวเองคืน ทว่ายิ่งเธอพยายามเขาก็ยิ่งเพิ่มแรงมากขึ้นเป็นทวีคูณ
“เจ็บแค่นี้มันไม่ทำให้เธอตายหรอก แต่ถ้าเธอยังยืนยันไม่บริจาคไขกระดูกให้วิว วิวนั่นแหละที่จะตาย” ในน้ำเสียงประโยคหลังของปรรณวัชรอ่อนลง เขาไม่อยากให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น ไม่อยากสักนิดเดียว...
“ใครจะเป็นจะตายแล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน” หญิงสาวจ้องมองตาชายหนุ่มไม่หวาดหวั่น
“คนแบบนั้น ตายไปฉันก็ไม่เดือดร้อน”
