บทที่ 4 ทั้งที่ร้าย

บทที่ 3

ทั้งที่ร้าย

“ชมจันทร์!”

ความเกรี้ยวโกรธที่มีมากในแววตาและน้ำเสียงของปรรณวัชร บ่งบอกได้ชัดเจนว่าเขารู้สึกไม่พอใจอย่างที่สุดกับคำพูดของหญิงสาว เจ้าหล่อนพูดเหมือนว่ามันเป็นเรื่องเล่น ๆ ทั้ง ๆ ที่มันคือเรื่องความเป็นความตาย แต่ผู้หญิงคนนี้กลับพูดออกมาได้หน้าตาเฉย ไม่ทุกข์ร้อนอะไร

“ปล่อยฉัน” แม้น้ำเสียงของปรรณวัชรจะน่ากลัว แต่ชมจันทร์ฝืนไม่รู้อะไร เธอบิดข้อมือออกจากพันธนาการของเขาแต่ช่างเป็นเรื่องยากเย็นเหลือเกิน

“เธอยังไปไหนไม่ได้ ไม่เข้าใจรึไงวะ!”

“ไม่! ฉันบอกให้ปล่อยยังไงเล่-”

‘ปัง!’

ทั้งสองชะงักไปชั่วขณะ เสียงทะเลาะกันเมื่อครู่ต้องเงียบหาย เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้คือเรื่องที่น่ากังวลมากกว่า ก่อนที่ปรรณวัชรจะคว้าแขนชมจันทร์แล้วลากเธอวิ่งไปข้างหน้าโดยไม่ต้องเสียเวลาให้คิด!

“มาทางนี้!”

ปรรณวัชรทิ้งทิฐิที่มีต่อชมจันทร์ทิ้งไปก่อน เพราะต้องหาหนทางเอาชีวิตรอดให้ได้ ส่วนชมจันทร์ก็เช่นเดียวกัน เธอยอมวิ่งตามเขาโดยไม่เอ่ยปากสักคำเดียว

‘ปัง! ปัง!’

กระนั้นเสียงปืนยังดังขึ้นต่อเนื่องไม่หยุด ทั้งยังดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ อีกด้วย พื้นที่ตรงนี้ห่างไกลจากรีสอร์ทที่พวกตนพักอาศัยอยู่มากถ้าวิ่งไปให้ถึงคงใช้เวลาพอสมควร และไม่มีเวลาให้คิดเยอะไปมากกว่านี้ ท้ายที่สุดทั้งสองคนจึงเลือกหลบเข้าไปในป่ารกชัน ท่ามกลางความมืด

ในห้วงเวลาแบบนี้ ชมจันทร์นิ่งเงียบเป็นพิเศษทว่าหัวใจเธอ...

มันกำลังเต้นโครมครามไม่หยุด เมื่อเสียงกระสุนยังคงดังไล่หลังมาติด ๆ ความมืดคล้ายเป็นอุปสรรค แต่ในอีกแง่หนึ่งมันสามารถช่วยบดบังให้คนร้ายขาดวิสัยทัศน์ในการมองหาพวกตน ขณะเดียวกันลมหายใจของชมจันทร์ขาดห้วง เธอรู้สึกเหมือนขาถูกเหล็กหนักพันไว้ แต่ก็ยังต้องกัดฟันวิ่งตามแรงฉุดกระชากของเขา

ทั้งปรรณวัชรและชมจันทร์มิอาจล่วงรู้ได้ว่าพวกตน วิ่งเข้ามาในป่าไกลขนาดไหนแล้ว แต่มันคงไกลเพียงพอให้พวกไม่ประสงค์ดีตามไม่ทัน กระนั้นจะให้คลายกังวลลงไปคงเป็นไปไม่ได้ ปรรณวัชรพาหญิงสาวหลบไปที่หลังต้นไม้ใหญ่ กลิ่นดิน กลิ่นหญ้าตีตื้นขึ้นจมูก เม็ดฝนจากที่ก่อนหน้าไม่มีทีท่าว่าจะตกลงมา จู่ ๆ ก็เริ่มลงเม็ดใหญ่ รู้สึกขอบคุณที่มีแค่ฝนที่ตกลงมา ไม่มีเสียงฟ้าร้องหรือฟ้าผ่าอย่างที่เป็นกังวล

“อยู่เงียบ ๆ ห้ามขยับ ไม่มีว่าจะเกิดอะไรขึ้น เข้าใจไหม?” เขาเหลียวหน้าหันมากำชับชมจันทร์ที่ยืนอยู่ด้านหลัง

สิ่งที่เจ้าหล่อนทำได้มากที่สุดคือการพยักหน้าตอบกลับเขา และอยู่เงียบอย่างที่รับปากไว้ เสียงดังจากปืนเงียบหายไปแล้ว ทว่ามันกลับแทนที่ด้วยเสียงของคนแทน

“มึงเห็นมันไหม?”

“ไม่เห็นว่ะ”

“แม่งอีทนายนั่นมันหายไปไหนแล้ววะ!”

เป้าหมายที่ชัดเจนเล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน ทันทีที่ปรรณวัชรได้ยินแบบนั้นเขาก็หันไปมองหน้าชมจันทร์ทันที แต่ช่วงเวลานี้มันไม่ใช่เวลาที่เขาต้องการคำอธิบาย อย่างไรคงต้องหาทางให้ชมจันทร์รอดไปจากสถานการณ์นี้ให้ได้

“มึงไปดูทางนั้น เดี๋ยวกูจะไปดูอีกทางเอง” ชายปริศนาสองคนแยกย้ายเพื่อตามหาชมจันทร์

เสียงฝีเท้าดังออกไปไกล ขณะเดียวกันฝนก็เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ทั้งชมจันทร์และปรรณวัชรที่หลบอยู่หลังต้นไม้เนื้อตัวเปียกปอนไปหมด วินาทีนั้นมือของชายหนุ่มคว้าเข้าที่ข้อมือของชมจันทร์อีกครั้ง

“จะไปไหนคะ?”

“ไปหาที่หลบพวกมันที่ดีกว่านี้ไง เธอจะอยู่ตรงนี้ให้พวกมันตามมาฆ่ารึไง” สิ้นเสียงก็กระชากสาวเจ้าให้เดินตาม

“เรากลับไปที่รีสอร์ทก็ได้”

“ฝนตกแล้วก็มืดขนาดนี้ เธอคิดว่าจะออกไปได้ง่าย ๆ เหรอ วิ่งเข้ามาลึกแค่ไหนก็ไม่รู้” กลางคืนแบบนี้มันมองอะไรเห็นเสียที่ไหน

ชมจันทร์ไม่ตั้งคำถามต่อ แต่เธอยอมเดินตามเขาไป ทว่าเดินไปได้ไม่นานนักมือของปรรณวัชรที่เคยกอบกุมเอาไว้ก็ปล่อยมือเธอทิ้ง ในช่วงเวลาแบบนี้หญิงสาวยังรับรู้ถึงความเกลียดชังจากเขาที่มีต่อเธอไม่ขาด แต่ถือยังเป็นบุญของเธออยู่แหละมั้งที่อย่างน้อย เขาก็ยอมยื่นมือเข้ามาช่วย

สองคนเดินลึกเข้าไปอีกนิดหน่อย เจอเข้ากับหินก้อนใหญ่ที่ก่อตัวซ้อนกันสามารถใช้เป็นที่ซ่อนได้อย่างดี เช่นนั้นจึงตัดสินใจหลบอยู่ตรงนี้ก่อน รอจนกว่าฝนจะหยุดตกและพวกนั้นจากไปไกล หรือไม่ก็รอจนกว่าจะเช้าแล้วค่อยออกไปจากที่นี่

พอมาถึงตรงนี้ ทั้งชมจันทร์และปรรณวัชรก็แยกกันไปนั่งคนละฝั่ง ราวกับว่าการวิ่งจับมือกันหนีลูกกระสุนด้วยกันเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น

“ไปทำอีท่าไหนอีกล่ะ มันถึงมีคนอยากมาฆ่าเธอ” เงียบอยู่นาน ในที่สุดเสียงของปรรณวัชรก็ทำลายทุกอย่าง เขาจ้องไปมองหญิงสาวที่นั่งหันหลังห่างออกไป

ชมจันทร์เหลียวสายตาไปมองเขาเพียงครู่ ก่อนเบนสายตาไปทางอื่น คำถามของปรรณวัชรช่างเป็นคำถามที่ฟังแล้วหยาบกระด้างที่สุด เท่าที่ชมจันทร์เคยได้ยินมาตลอดชีวิต

“อาชีพฉัน มันก็มีศัตรูรอบตัวทั้งนั้น คุณจะสนใจทำไม”

“ฮึ! เธอคิดว่าฉันอยากสนใจนักเหรอ ความจริงเธอจะเป็นจะตายยังไงมันก็ไม่ใช่เรื่องของฉันหรอก แต่ที่ช่วยก็เพราะว่าตอนนี้เธอยังตายไม่ได้ ถ้าวิวยังต้องการไขกระดูกของเธอ”

“...”

เจ็บ...

นี่คือสิ่งที่ชมจันทร์รับรู้ได้ คำพูดของปรรณวัชรแต่ละประโยค ช่างสร้างความเจ็บปวดให้เธอเหลือเกิน มันเจ็บจนเหมือนหัวใจบีบรัดไปหมด ผู้หญิงคนนั้นได้รับความรักอย่างเพียงพอบางที...

มันมากจนล้นไปด้วยซ้ำ ในขณะที่เธอมองไปทางไหนก็ล้วนเห็นแต่ได้รับความเกลียดชังกลับมา มันเป็นความรู้สึกเจ็บปวดที่เธอพยายามซ่อนเอาไว้ภายใต้ความเข้มแข็ง จะมีใครบ้างที่รู้ว่าเธอก็แค่ผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ต้องสูญเสียทุกอย่างในชีวิตไป

หยดน้ำตารินไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ แต่ก็เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ชมจันทร์ยกมือขึ้นปาดทิ้งไป ราวกับว่าไม่อยากให้สิ่งนี้มาตอกย้ำความอ่อนแอของเธอ ที่พยายามฝืนซุกซ่อนเอาไว้หลายต่อหลายปี

“ถึงฉันจะตาย ฉันก็ไม่มีวันให้สิ่งที่พวกคุณต้องการ” เธอพูดแค่นั้น ก็หันหลังหนีเขาอีกครั้ง เหนื่อยการจะพูดเรื่องเดิม ๆ สุดท้ายมันก็จบลงที่เธอกับเขาต้องมีปากเสียงกันตลอด

“ชมจันทร์!” เขากัดฟันกรอด พยายามข่มอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ กลัวเสียงดังเกินไปจะทำให้พวกชั่วพวกนั้นผ่านมาได้ยินเข้า แม้จะไม่ชอบใจในคำพูดของหญิงสาว แต่ตอนนี้เขาทำอะไรไม่ได้

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร รู้เพียงแต่ว่านานพอให้สายฝนที่เคยโหมกระหน่ำในตอนแรก ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นเพียงละอองเบา ๆ พัดผ่าน เนื้อตัวของปรรณวัชรเริ่มแห้งลงบ้างแล้ว คงเป็นเพราะลมที่หอบมากับฝนช่วยให้ความเปียกชื้นค่อย ๆ จางหายไป โชคดีที่มุมหลบฝนของพวกเขาเป็นพื้นที่ใต้ลม จึงไม่ต้องโดนฝนสาดซ้ำเติมให้เปียกโชกไปกว่าเดิม และก็น่าแปลกที่เขาสามารถนั่งอยู่ใกล้ชมจันทร์ได้โดยไม่มีปากเสียงกัน

แต่สิ่งที่น่าแปลกใจมากกว่ากว่านั้นคือ คนที่มักเป็นคู่กรณีทางอารมณ์ของเขากลับนิ่งเฉย หันหลังให้กันตลอดเวลา ทำเหมือนไร้ตัวตน

“นี่” จึงได้ตัดสินใจเรียกขาน แต่สิ่งที่ได้กลับคืนมาก็ยังเป็นความเงียบ

“นี่ ฉันเรียกไม่ได้ยินรึไงชมจันทร์”

“...”

คิ้วหนาเลิกขึ้น เพราะชมจันทร์ยังคงเงียบอยู่ จึงตัดสินใจเอื้อมมือออกไปแตะที่หัวไหล่หญิงสาว พลางจับให้หันมาหาตัวเอง ทว่าวินาทีนั้นจู่ ๆ ร่างสาวก็ทิ้งตัวจะลงไปกองอยู่ที่พื้น โชคดีที่เขาสามารถคว้าและประคองเอาไว้ได้ทัน

“ชมจันทร์ เป็นอะไรได้ยินฉันไหม นี่!” ปรรณวัชรตกใจ เพราะไม่คิดว่าหญิงสาวจะดูสิ้นเรี่ยวแรงแบบนี้ ทั้งเนื้อตัวยังร้อนผ่าว และสิ่งที่ทำให้เขาต้องตกใจมากกว่าเดิมก็คือที่มือเขามันเปื้อนไปด้วยคราบเลือด

แน่นอนว่าไม่ใช่ของเขา เช่นนั้นแล้ว...

ไม่ผิดแน่ เลือดของชมจันทร์

พอได้ลองสำรวจร่างกายหญิงสาวดู จึงรู้ว่าที่หัวไหล่ข้างหนึ่งของเจ้าหล่อน เกิดบาดแผลขึ้นถ้าให้เดา คงจะผลพ่วงมาจากตอนที่วิ่งหนีพวกที่ไล่ยิง

แม่งเอ้ย!

ปรรณวัชรอารมณ์เสีย เพราะผู้หญิงคนนี้ไม่ยอมบอกเขาสักคำว่าตัวเองได้รับบาดเจ็บ ทั้งยังผิดปากเงียบและนั่งทนเจ็บอยู่คนเดียว

“คะ... คุณปัตถ์ ปล่อยฉัน” นัยน์ตาที่ปรือตก ค่อย ๆ เปิดขึ้นแล้วมองไปที่ชายหนุ่ม น้ำเสียงของหญิงสาวแหบแห้ง ริมฝีปากเจ้าหล่อนสั่นเทา

“อยากตายนักรึไง”

“ปล่อยค่ะ” แม้นไร้เรี่ยวแรง แต่ชมจันทร์ยังคงฝืนทน และพยายามผลักไสให้เขาออกห่าง

“อยู่นิ่ง ๆ” เขากักขังชมจันทร์เอาไว้ ไม่ยอมให้ชมจันทร์ทำอะไรได้ตามใจตัวเอง

“ฉันไม่เป็นไร” น้ำเสียงเจ้าหล่อนแหบพร่าลงเรื่อย ๆ เนื้อตัวร้อนผ่าวไปหมด แถมตอนนี้ชมจันทร์เริ่มมีอาการหนาวสั่น

“โดนยิงทำไมไม่บอกฉัน จะทนทำบ้าอะไร”

“แค่โดนเฉียด ๆ ฉัน... ไม่เป็นไร” ถึงบอกไม่เป็นไร แต่ความเจ็บก็แทรกแซงเข้าร่างกายทุกขณะ

“แค่พูดว่าเจ็บ บอกว่าไม่ไหว มันไม่ได้ทำให้เธอตายชมจันทร์”

“...” หญิงสาวมองดวงหน้าชายหนุ่ม นัยน์ตาน้ำตาคลอหน่วย เธอพูดแบบนั้นได้หรือ?

เธอสามารถบอกว่าเจ็บ และพูดว่าไม่ไหวได้ด้วยใช่ไหม?

แม้จะเป็นคำพูดที่หยาบกระด้าง แต่ในความรู้สึกของชมจันทร์ที่แสนอ่อนแอในตอนนี้กำลังสั่นไหว คำพูดแค่ประโยคเดียวของปรรณวัชรเหมือนทลายกำแพงบางอย่างของเธอให้ค่อย ๆ ทลายลงไป

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอพยายามฝืนให้ตัวเองเข้มแข็งมาตลอด เฝ้าบอกว่าตนทนไหวและอย่าเจ็บปวด อย่าแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น เธอตั้งมั่นแบบนั้นมาตลอดเวลา แต่พอได้ยินเขาพูดแบบนี้ทุกอย่างที่เคยอดทน...

แทบสูญสิ้นไป...

“อยากร้องไห้ก็แค่ร้องออกมา ฉันไม่ว่าเธอหรอก”

เห็นหยาดน้ำตาบนขอบตาของชมจันทร์ เขาก็ได้แต่หงุดหงิด ไม่รู้ว่าทำไมตนถึงได้รู้สึกเห็นใจผู้หญิงคนนี้ ทั้ง ๆ ที่เจ้าหล่อนเป็นคนที่เขาไม่ชอบหน้าแม้แต่น้อย แต่ตอนนี้เห็นทีคงได้แต่ระงับความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้ และเอาความเป็นเพื่อนมนุษย์ช่วยดูแล

ใช่...

ที่เขารู้สึกแบบนี้ ก็เพราะว่ายังเห็นชมจันทร์เป็นเพื่อนร่วมโลกอยู่

“...” ชมจันทร์มองหน้าเขาเสี้ยววินาที หยดน้ำตาที่อัดอั้นเอาไว้รินไหล แต่ไร้เสียงสะอื้นจนพลานให้คนตัวโตรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาดื้อ ๆ

“ดื้อด้านจังเลยนะ” ไม่ใช่คำด่า แต่เป็นคำดุที่ไม่ได้เคร่งเครียดในน้ำเสียง

“ไหวหรือเปล่า” ครั้งนี้เขาถามด้วยน้ำเสียงที่ปกติที่สุด เท่าที่เคยพูดคุยกับชมจันทร์มา

“ฉันเจ็บ แต่ก็ยังไหว”

“อดทนหน่อยแล้วกัน สักพักก็น่าจะออกไปได้” ชมจันทร์พยักหน้ารับ ก่อนจะขยับกายออกห่างเขา แต่ต้องชะงักเมื่อเสียงเข้มดังขึ้นมา

“จะขยับไปไหนอีก”

“ฉันอยู่ใกล้ คุณก็คงหงุดหงิดและรำคาญ”

“ในสถานการณ์แบบนี้ ฉันไม่ได้ใจร้ายพอจะผลักไสคนเจ็บหรอกนะ ขยับมาใกล้ ๆ”

ชมจันทร์ยังคงนิ่ง ไม่ยอมทำตาม ปรรณวัชรพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด ก่อนจะขยับตัวเองเข้าไปใกล้ ๆ หญิงสาวแทน แต่อีกฝ่ายก็ยังมีทีท่าขยับหนี

ก็จะไม่ให้ชมจันทร์ขยับหนีเขาได้อย่างไร ในเมื่อคำพูดของเขาเมื่อครู่เหมือนมันจะส่งผลต่อใจคนฟังมากเหลือเกิน คำพูดของเขาทำให้หัวใจของชมจันทร์รู้สึกหวั่นไหว จากคราแรกที่ไม่รู้สึกอะไรกับเขาเลย แต่ตอนนี้...

เหมือนมันเปลี่ยนไป เธอพยายามจะไม่รู้สึกกับผู้ชายคนนี้ แต่ทำไมหัวใจเจ้ากรรมถึงได้ไม่ฟัง ห้วงเวลานี้ปรรณวัชรเหมือนมาเปิดประตูบางอย่างในใจของเธอ ทั้งที่เขาร้ายใส่ขนาดนั้น เธอควรจะเกลียดเขาให้มากขึ้นสิ

แต่ทำไม...

หัวใจคล้ายเปลี่ยนแปลง

สุดท้ายชมจันทร์ก็ไม่มีทางหนี เธอจำต้องยอมนั่งข้าง ๆ ชายหนุ่ม หากจะหนีไปก็ไร้หนทาง ขยับไปอีกนิดเธอคงโดนน้ำฝน ทำให้เปียกปอนมากกว่าเดิมแน่ ๆ

“อยู่ใกล้ ๆ ฉันนี่แหละ วันนี้ฉันกับเธอ เราจะสงบศึกกันชั่วคราว”

“...” เจ้าหล่อนไม่พูดอะไร เลือกพลิกกายหันหลังให้เขาอีกครั้ง ตอนนี้เธอปวดหัวและรู้สึกหนาวสั่น ได้แต่กอดตัวเองเอาไว้ก่อนเลือกที่จะปิดตาลง เพื่อหวังว่าการหลับใหลจะช่วยให้เธอรู้สึกเจ็บปวดได้น้อยลง

และหวังเพียงว่า จะทำให้เธอไม่ต้องฟุ้งซ่านเรื่องของผู้ชายคนนี้

ภาวนาให้เป็นเช่นนั้น

ผ่านมาหลายชั่วโมงแล้วแต่ฝนยังตกลงมาไม่หยุด จากคราวแรกที่เหมือนว่ากำลังจะหยุด แต่อยู่ ๆ ก็เทกระหน่ำลงมาอีกรอบ ลมเย็น ๆ ที่มาพร้อมสายฝนพัดผ่านร่างให้รู้สึกเย็นยะเยือก ปรรณวัชรเหลียวสายตาไปมองชมจันทร์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่บ่อยครั้งนัก เพราะคิดว่าเจ้าหล่อนคงทนไหว

แต่ดูเหมือนว่าเขากำลังคิดผิด เพราะเสียงหวานที่พึมพำออกมา ทั้งร่างสาวยังสั่นเทามากกว่าเดิม ทำให้เขาต้องรีบหันไปมอง

“ชมจันทร์” เขาคว้าร่างสาวให้พลิกกายมาทางตน ก่อนจะพบว่าเนื้อตัวชมจันทร์ร้อนขึ้นมากกว่าเดิม ทั้งยังสั่นเทา

“ชมเจ็บจังเลยค่ะแม่ ฮึก...” เสียงหวานสะอื้นไห้ ขณะที่ริมฝีปากแห้งกร้านก็เรียกร้องหามารดา

“นี่ ตื่นขึ้นมาก่อน”

“ทำไมแม่ต้องทิ้งชมไปด้วย ฮึก...” แม้นหลับตา แต่หยดน้ำตายังคงหลั่งรินไม่ขาด ความสิ้นหวังและความเศร้าของชมจันทร์ ถูกเปิดเผยออกมาโดยที่เจ้าหล่อนไม่รู้ตัว

น้ำเสียงที่น่าเวทนาของชมจันทร์ ดังก้องในโสตประสาทของปรรณวัชรเต็ม ๆ ที่ผ่านมาเขาไม่เคยรู้ถึงปัญหาระหว่างชนิศากับผู้หญิงคนนี้เลย เพราะตั้งกฎเอาไว้ว่าเขาจะไม่ก้าวก่าย หรือพูดคุยอะไรที่ทำให้ชนิศารู้สึกเป็นกังวล เรื่องนี้ก็เหมือนกัน แต่พอมาได้ยินหญิงสาวพูดแบบนี้ จึงเกิดข้อสงสัยเพราะตั้งแต่เจอชมจันทร์ เขาไม่เคยพบมารดาหญิงสาวเลย พอลองสืบประวัติดูก็แทบหาข้อมูลอะไรไม่ได้

สิ่งที่รู้มีเพียงแค่การหย่าร้างครั้งนั้น ที่ทำให้สองพี่น้องต้องแยกจากกัน ขณะที่ชนิศาอยู่กับบิดา ส่วนชมจันทร์ก็ต้องอาศัยอยู่กับมารดาแค่นั้น ในเรื่องของความเกลียดชังที่ชมจันทร์มีให้พี่สาวอย่างชนิศา เขาไม่รู้เลยสักนิดเดียวว่าเกิดอะไรขึ้น

“ชมจันทร์ ลืมตาขึ้นมา เธอได้ยินฉันรึเปล่า” เขาเอื้อมมือไปแตะลงบนดวงหน้าหวานและตบเบา ๆ พยายามเรียกสติให้กลับคืนมา ทว่าช่างเป็นเรื่องยาก

“อย่าทิ้งชมไปได้ไหม... อย่าปล่อยชมไว้”

แม้จะปิดเปลือกตาเอาไว้ แต่หยดน้ำตาก็ไหลผ่านออกมาให้ปรรณวัชรเห็น ชั่ววินาทีหนึ่งเขากลับรู้สึกถึงความอ่อนไหวในน้ำเสียง และสัมผัสได้ว่ามันแฝงไปด้วยความเศร้าหมอง

“ชมจันทร์ ได้ยินฉันรึเปล่า ตื่นขึ้นมาสิ” ชายหนุ่มยังคงเรียกอีกครั้ง หวังให้อีกฝ่ายได้สติ แต่ก็ยังไร้ค่า

“หนาว...” น้ำเสียงแหบพร่าพึมพำออกมา เนื้อตัวชมจันทร์สั่นราวกับลูกนกตัวน้อย ปรรณวัชรไม่รู้ว่าเวลานี้เขาควรทำอย่างไรดี จะหาอะไรมามาบรรเทาความหนาวให้หญิงสาวก็ยาก ตอนนี้มืดแปดด้านไปหมด

ก่อนนึกอะไรขึ้นมาได้ แม้เกลียดชังมากแค่ไหนแต่เขาก็ยังมีความเป็นคนอยู่บ้าง ปรรณวัชรตัดสินใจถอดเสื้อของตัวเองออกเหลือเพียงเสื้อกล้ามสีขาวที่เปียกชื้น แล้วห่มให้ร่างสาวกระนั้นมันไม่สามารถบรรเทาความหนาวเย็นให้ชมจันทร์ได้

ท้ายที่สุดจึงยอมเอาตัวเองเป็นโล่ป้องกันความหนาวเย็นให้อีกฝ่าย เขาขยับตัวเองเข้าไปใกล้หญิงสาวมากกว่าเดิม และค่อย ๆ ประคองให้เจ้าหล่อนเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนของตน จับศีรษะทุยซบลงบนอกแกร่งให้ชมจันทร์ได้พักพิง ส่วนมือทั้งสองข้างของเขาก็โอบล้อมสาวเจ้าเอาไว้

ริมฝีปากที่พึมพำในคราแรก ค่อย ๆ เงียบลงเมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน ลมหายใจของชมจันทร์เริ่มกลับเข้าที่เข้าทางอีกครั้ง ปรรณวัชรเป่าปากออกมา เขาไม่คาดคิดเหมือนกันว่าตัวเองจะต้องมาทำเรื่องแบบนี้ ทั้งยังกับเป็นคนที่ตนไม่ชอบหน้ามากที่สุดอีก

ให้ตายเถอะ

รอหายเมื่อไร เขาจะทวงบุญคุณให้ยับเลย!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป