บทที่ 5 ใจที่เปลี่ยน

บทที่ 4

ใจที่เปลี่ยน

กว่าสัญญาณโทรศัพท์จะใช้ได้ก็ตอนที่ฝนหยุดตก ปรรณวัชรตัดสินใจต่อสายหาธนาวิน แล้วบอกเล่าเหตุการณ์ให้เพื่อนฟังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทว่าเขากำชับอย่างแน่นหนาว่าห้ามธนาวินตื่นตระหนกกับเรื่องนี้ เพราะไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นอีกหรือเปล่า พวกคนร้ายจะแฝงอยู่ในรีสอร์ทไหมก็ไม่อาจทราบได้ เพราะเขาเองก็ไม่มีเวลามากพอให้มองเห็นหน้าพวกมันชัด ๆ

[เดี๋ยวกูจะแจ้งตำรวจ แล้วจะรีบเข้าไป มึงไหวใช่ไหม?]

สีหน้าของธนาวินเป็นกังวล ความกลัดกลุ้มก่อตัวหลังจากเพื่อนโทรศัพท์มาบอกว่าตนนั้นถูกไล่ยิง

“กูไหว แต่คนที่อยู่กับกูโดนกระสุนเฉียดเข้าที่แขน แล้วก็ตัวร้อนจี๋เลย ถ้ารีบได้ก็ช่วยรีบหน่อยแล้วกัน”

เขาพูดพลางก้มมองดูคนที่ยังหลับใหลไม่ได้สติ อยู่ในอ้อมแขนตน ก่อนหน้านี้เขาตรวจดูบริเวณปากแผลบนหัวไหล่ของชมจันทร์แล้ว พบว่ากระสุนไม่ได้ทะลุเข้าแขนของหญิงสาว มันแค่เฉียด ๆ แค่นั้น แต่ถึงอย่างไรก็สร้างความเจ็บปวดได้อยู่ดี

[ได้ ๆ กูจะรีบไป มึงพยายามอย่าให้สัญญาณโทรศัพท์ขาดนะ]

“ได้ กูจะพยายาม” เขารับปากและกดวางสาย แต่สิ่งที่บอกเพื่อนไปมันใช่เรื่องง่ายเสียที่ไหน เมื่อในป่าแบบนี้สัญญาณโทรศัพท์หายาก อีกอย่างฝนที่เพิ่งหยุดไปก็สร้างปัญหาไม่น้อย

“เมื่อไหร่เธอจะตื่นชมจันทร์” ส่วนทางนี้ยังหลับใหล ไม่ตื่นขึ้นมาสักที พลางกระชับอ้อมกอดให้แนบแน่นมากขึ้น เมื่อคนในอ้อมแขนยังหนาวสั่นไม่ขาด

หลังจากธนาวินวางสายปรรณวัชร เขาก็รีบติดต่อหาตำรวจทันที ไม่นานตำรวจก็มาถึง ธนาวินรีบเร่งฝีเท้าไปยังจุดที่ปรรณวัชรหายไปในตอนแรก ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากรีสอร์ทเขามาก ก่อนตำรวจจะนำกำลังเดินเข้าไปในป่าตามร่องรอยจีพีเอสจากโทรศัพท์ของปรรณวัชร ไฟฉายหลายอันถูกเปิดขึ้นเพื่อให้แสงสว่าง

ต้นไม้และต้นหญ้าขึ้นสูง กลิ่นดินที่เพิ่งถูกชะล้างไปด้วยน้ำฝนแตะเข้าจมูกเต็มเปา สายตาของธนาวินและตำรวจสอดส่องมองหาปรรณวัชร

ฟากฝังของปรรณวัชรตื่นตัวขึ้น เมื่อหูแว่วได้ยินเสียงฝีเท้าของผู้คน เขาไม่ค่อยมั่นใจนักว่าเป็นฝีเท้าของเพื่อนเขา หรือของกลุ่มคนร้าย จึงได้กระชับร่างสาวให้เขาหาเข้ามากกว่าเดิม ราวกับว่ากำลังทำให้เขาและผู้หญิงคนนี้ตัวเล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ไอ้ปัตถ์” แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น เสียงนี้ทำให้เขาถอนหายใจออกมาได้

“ไอ้วิน”

“เอ่อ... แล้วนั่น” เขามองผ่านเพื่อนไปยังหญิงสาวปริศนา พอได้ยินแบบนั้นทำให้ชายหนุ่มรีบคลายอ้อมกอดทันที

“คนที่กูบอก” เขาตอบธนาวิน

“มึงไหวไหม เจ็บตรงไหนรึเปล่า”

“ไม่ กูไม่เป็นไร แต่ผู้หญิงคนนี้” มองไปที่ชมจันทร์ เขาใช้แค่สายตาไม่ได้พูดอะไรต่อ

“เดี๋ยวที่เหลือพวกผมจัดการเองครับ” ตำรวจนายหนึ่งเอ่ยขึ้น เขาแทรกเข้าไปและช้อนร่างไร้เรี่ยวแรงของชมจันทร์ไปวางไว้ในเปลสนาม พร้อมเริ่มการปฐมพยาบาลเบื้องต้นทันที สิ่งที่ปรรณวัชรทำได้ตอนนี้เพียงแค่ยืนมองอยู่เฉย ๆ ก่อนร่างสาวจะถูกเคลื่อนย้ายออกไป

“เดี๋ยวผมรบกวนคุณไปให้คำให้การที่โรงพักด้วยนะครับ”

“ได้ครับผู้กอง” ครั้งนี้ธนาวินตอบแทน

สองหนุ่มก้าวเท้าตามออกไป ด้านหลังมีตำรวจอีกสามนายคอยคุ้มกันเอาไว้อยู่ สภาพของเพื่อนเขาดูไม่ค่อยน่าเป็นห่วงสักเท่าไร ผิดกับผู้หญิงคนนั้น คนที่เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นใคร แล้วทำไมถึงได้มาอยู่กับเพื่อนตนได้

ปรรณวัชรจำต้องไปตรวจเช็คร่างกายที่โรงพยาบาล คราแรกเขาไม่อยากไปแต่เพราะธนาวินคะยั้นคะยอและดูร้อนรน กลัวเขาบาดเจ็บในส่วนที่มองไม่เห็น สุดท้ายจึงต้องยอม พอหมอวินิจฉัยว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงจึงบอกให้กลับบ้านได้ กระนั้นระหว่างทางสายตาคู่คมมองเห็นชมจันทร์ ที่กำลังหลับใหลมือข้างหนึ่งมีสายน้ำเกลือระโยงระยาง

บาดแผลที่หัวไหล่ก็ได้รับการรักษาแล้ว ปรรณวัชรยืนมองหญิงสาวเพียงแค่ครู่หนึ่งเท่านั้น ก่อนสาวเท้าออกมา ชมจันทร์ถึงมือหมอแล้ว ตอนนี้มันคงไม่มีอะไรให้เป็นกังวล

เป็นกังวลหรือ?

เขาเนี่ยนะ กังวลเรื่องผู้หญิงคนนั้น

เป็นไปไม่ได้... ปรรณวัชรสลัดเรื่องไม่เป็นเรื่องทิ้งไป เดินไปหาธนาวินที่กำลังคุยอยู่กับตำรวจคนเดิม

“เป็นไงบ้างมึง”

“กูบอกแล้ว ว่ากูไม่เป็นไร ไม่เป็นไร มึงก็ยังให้กูมาหาหมอ”

“แล้วมึงเป็นหมอรึไง มึงถึงได้รู้ดีกว่าหมอ มาให้เขาตรวจหน่อยก็ไม่ตายหรอก” ธนาวินบอกอย่างหมั่นไส้ แค่มาหาหมอนิดหมอหน่อยแค่นี้ ก็ดื้อรั้นซะเหลือเกิน

“เออ ๆ” สุดท้ายจึงต้องตัดจบ เพราะเขาก็เข้าใจดีว่าที่ธนาวินทำแบบนี้ เพราะห่วงเขาล้วน ๆ “แล้วคุณตำรวจจะให้ผม ไปให้ปากคำเลยไหมครับ”

“ให้คุณพักผ่อนก่อนดีกว่าครับ ไว้เดี๋ยวถึงเวลาแล้วจะติดต่อไป ไม่เกินวันสองวันนี้แน่นอนครับ”

“วันสองวันนี้เหรอครับ?”

“ใช่ครับ” เพราะพวกตนต้องจัดการลงพื้นที่และหาหลักฐาน ประจวบกับเมื่อครู่นี้มีชาวบ้านแจ้งมาว่าพบตัวผู้ต้องสงสัย หากเขาใช้ระยะเวลาในช่วงสองวันนี้ตามรอยพวกมัน อาจนำตัวพามาให้ปรรณวัชรชี้ตัวได้

“ทำไมไอ้ปัตถ์ มึงมีธุระเหรอ?”

“เปล่า... ไม่มีหรอก” เขาก็แค่อยากกลับไปหาชนิศาก็แค่นั้น แต่เมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์ดูแล้ว ชนิศามีคนดูแลอยู่หากตนอยู่ต่ออีกสองสามวันก็คงไม่เป็นอะไร

“งั้นเดี๋ยวผมจะติดต่อไปนะครับ”

“ได้ครับ ขอบคุณผู้กองมานะครับ” ธนาวินกล่าวขอบคุณ นายตำรวจหนุ่มยิ้มให้ทั้งสองคน และเดินกลับออกไปพร้อมลูกน้องอีกสองนาย

ปรรณวัชรกลับมาพักที่รีสอร์ทของธนาวินตามเดิม ตอนนี้ในหัวเขายังคิดเรื่องของผู้หญิงคนนั้นไม่ตก ทั้ง ๆ บอกตัวเองไว้แล้วว่าอย่าได้ใส่ใจเรื่องของคนเห็นแก่ตัวแบบนั้นให้มาก แต่ไม่รู้ทำไมถึงทำไม่ได้อย่างที่ใจคิด

“มึงจะยื่นจ้องหน้ากูอีกนานไหมไอ้วิน” เพราะตั้งแต่ที่เข้ามาในบ้านพัก ธนาวินก็เอาแต่จ้องมองเพื่อนรักไม่ขาด จนทนไม่ไหวต้องถามขึ้น

“จะจ้องจนกว่ามึงจะเปิดปาก ว่าผู้หญิงคนที่กูเห็นว่ามึงกอดเขากลมก่อนหน้านี้เป็นใคร แล้วทำไมไปอยู่ด้วยกันได้”

“ก็แค่คนผ่านไปผ่านมา”

“ตอแหลฉิบหาย คนผ่านไปผ่านมาห่าอะไร มึงถึงได้รู้จักชื่อเขา บอกกูมาซะดี ๆ ไอ้ปัตถ์” เขาจำได้ว่า ตอนที่ผู้หญิงคนนั้นต้องเข้ารับการรักษา และตำรวจสอบถามชื่อหญิงสาวจากเพื่อนเขา มันพูดออกไปอย่างไม่ลังเล แบบนี้น่ะหรือ? คนไม่รู้จักกัน

“มึงนี่เซ้าซี้จังวะ บอกว่าไม่รู้จักก็คือไม่รู้จัก”

“ถ้ากูเชื่อมึง กูคงออกลูกเป็นควาย”

“ไอ้เหี้ย” ปรรณวัชรส่งสัตว์เลี้ยงให้เพื่อนแบบชัดถ้อยชัดคำ แต่ธนาวินไม่สะทกสะท้าน แถมยังจ้องเขม็งมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ

“เออ ๆ กูรู้จักผู้หญิงคนนั้น พอใจรึยัง”

“ยัง”

“แล้วมึงจะเอาอะไรอีก”

“เขาเป็นใคร คนอย่างมึงคงไม่ได้รู้จักแค่วันสองวันนี้หรอกใช่ไหม”

“เป็นน้องสาวของวิว”

“อะ... อะไรนะ!?”

“ผู้หญิงคนนั้น... เป็นน้องสาวของวิว” เพราะธนาวินเป็นเพื่อน เขาถึงยอมพูดเรื่องนี้ออกไป

“เหี้ย... วิวคนที่เป็นนางเอกดัง ๆ คนที่มึงแอบรักเขาอ่ะนะ”

“เออ!”

“เชี่ย! ถึงว่าหน้าคุ้น ๆ แล้วเขาไปทำอีท่าไหนวะ ถึงได้โดนไล่ยิงแบบนั้น”

“กูก็ไม่รู้เหมือนกัน พอถาม... แม่นั่นก็บอกแค่ว่าอาชีพทนายที่ทำอยู่ จะมีศัตรูอยู่รอบตัวก็ไม่แปลก”

“ทำไมพูดเหมือนไม่กลัวตายเลย”

“แล้วกูจะไปรู้ไหม มึงรีบออกไปจากห้องกูได้แล้ว กูเหนื่อย! กูจะนอนเว้ย!”

“เออ ๆ ไปก็ได้ ไล่กูจังเลย”

“รีบไปเลย ก่อนที่กูจะเอาตีนยันหน้ามึง”

“โหดฉิบหาย!”

ธนาวินล่าถอย เพราะเขาเองก็ไม่ได้อยากโดยเท้าของปรรณวัชรฝากไว้ที่หน้าสักเท่าไร อีกอย่างอยากให้เพื่อนได้พักผ่อนด้วยจึงยอมแต่โดยดี

หลังธนาวินออกไปแล้ว ปรรณวัชรไม่ได้นอนอย่างที่พูด เขาเอาแต่คิดตามคำพูดของเพื่อนเมื่อครู่นี้ ‘ทำไมพูดเหมือนไม่กลัวตาย’

ใช่...

ทำไมผู้หญิงคนนั้นดูไม่ได้ใส่ใจ กับความเป็นความตายของตัวเองนัก ชมจันทร์ทำราวกับว่าเรื่องพวกนี้มันเกิดขึ้นบ่อยครั้ง มือหนายกขึ้นคลึงขมับของตัวเอง ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว เขาพยายาม แต่ความพยายามดูเหมือนจะทำร้ายเพราะเมื่อลองเปรียบเทียบความน่าจะเป็น ก็ยังหาเหตุผลให้กับคำพูดของชมจันทร์ไม่ได้อยู่ดี


อาการของชมจันทร์ดีขึ้นมากหลังจากผ่านไปสองวัน อาการไข้ลดลงจนหายเป็นปกติ บาดแผลที่หัวไหล่ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เช่นนั้นหญิงสาวจึงขออนุญาตหมอออกจากโรงพยาบาล เพราะเธอยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องจัดการแม้นจะได้รับคำคัดค้าน แต่ท้ายที่สุดก็อ้อนวอนให้หมอเจ้าของไข้ใจอ่อนได้

ชมจันทร์ปกปิดเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ให้ใครได้รู้ เธอไม่เอ่ยปากพูดกับใครในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นลุงแมน หรือผู้ใหญ่และชาวบ้านคนอื่น ๆ หลังจากออกมาจากโรงพยาบาลหญิงสาวก็ลุยงานต่อทันที ทั้งยังหาเหตุผลว่าสองวันที่เธอหายไปเพราะป่วยไข้ แม้ชมจันทร์รู้ว่าไม่มีใครอยากเชื่อ แต่ก็มีใครคาดคั้นเอาความจริง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ชมจันทร์จึงจำเป็นต้องอยู่ที่เกาะช้างต่อ เพื่อเข้าไปให้ปากคำกับตำรวจ และอีกอย่างเพื่อชี้ตัวคนร้าย แต่ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อในตอนนั้นมันมืดมากเธอแทบมองอะไรไม่เห็นเลยจึงยากที่จะชี้ตัวได้ในเวลาอันสั้น

“ฉันมองไม่เห็นหน้าเขาเลยค่ะ” น้ำเสียงชมจันทร์ไม่คงที่เท่าไรนัก

“ไม่เลยเหรอครับ?”

“ไม่เลยค่ะ เพราะตอนนั้นมันมืดมาก” ขณะพูดแววตาหญิงสาวยังคงจับจ้องไปที่ผู้ต้องสงสัยห้าคน ที่ยืนเรียงรายกันอยู่ในห้องสืบสวน ขณะที่ชมจันทร์นั่งอยู่ที่ห้องปฏิบัติการ มองคนพวกนั้นผ่านกระจกทึบที่เห็นได้เพียงฝั่งเดียว

“ลองมองดูดี ๆ อีกทีได้ไหมครับ” สีหน้าของนายตำรวจเจ้าของคดีเริ่มเป็นกังวลมากขึ้น

“จะพยายามนะคะ” เธอรู้ดีว่าหากเธอไม่พยายาม มันอาจไม่เป็นผลดี ทว่าระหว่างที่กำลังเพ่งมองคนพวกนั้นอยู่นั้น ก็ดันนึกอะไรขึ้นมาได้

“ลองให้พวกเขาเดินได้ไหมคะ?” เธอนึกขึ้นมาได้ ว่าลักษณะพิเศษของสองคนนี้คือการเดิน คนหนึ่งเดินขาโก่งลงน้ำหนักที่ส้นเท้า ส่วนอีกคนเดินกะเผลกเล็กน้อย

“อะไรนะครับ?” เป็นคำบอกเล่าที่เขาไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไร

“ฉันมองไม่เห็นหน้าก็จริง แต่ลักษณะการวิ่งและเดิน ฉันจำได้” การเดินก้าวเท้าของคน ก็เปรียบเสมือนเป็นดีเอ็นเออีกอย่างหนึ่งก็ว่าได้ เพราะการเดินเหินของแต่ละคนนั้น มีข้อแตกต่างอยู่ คล้าย ๆ กับลายนิ้วมือและรูปแบบของใบหู

“ได้ครับ” พอได้ยินแบบนั้น ผู้กองหนุ่มก็รีบออกปากสั่งเจ้าหน้าที่ที่คอยควบคุมอยู่ด้านใน ให้ทำตามที่ชมจันทร์ต้องการทันที

กว่าทุกอย่างจะสิ้นก็กินเวลาไปหลายชั่วโมง ผู้ต้องสงสัยสองคนถูกชี้ตัวได้ในที่สุด ชมจันทร์ถูกปล่อยตัวออกมาและเป็นจังหวะเดียวกันกับที่เธอเจอเข้ากับปรรณวัชรพอดี ชั่ววินาทีนั้นหัวใจที่มันด้านชาและแทบไร้ความรู้สึกเต้นแรงขึ้นมาจนเหมือนไม่ตรงจังหวะ

สายตาทั้งสองคนจ้องมองกัน แต่ก็เป็นเพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้น เพราะปรรณวัชรตวัดสายตามองไปทางอื่น ความเย็นชาของชายหนุ่มยังคงชัดเจนอยู่เสมอ

“ไอ้ปัตถ์นั่นคุณ-”

“รีบไปเถอะ” ชายหนุ่มตัดบทเพื่อนรัก และเดินนำหน้าออกไป ไม่ได้ให้ความสนใจชมจันทร์มากกว่าที่เคยเป็น

ชมจันทร์มองตามหลังกว้างของปรรณวัชร แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไปเหมือนกัน ในเมื่อเขาทำเหมือนเธอเป็นอากาศธาตุ เธอก็จะไม่ไปวุ่นวายกับเขา แม้ลึก ๆ แล้วตอนนี้หัวใจมันจะเปลี่ยนไป

“เอ่อ... อาการคุณเป็นยังไงบ้างครับ” เสียงของธนาวินดังขึ้นมา ทำให้ชมจันทร์ที่จ้องมองตามปรรณวัชรไปต้องหันไปหาเขา

“ดีขึ้นแล้วค่ะ แผลก็ไม่ค่อยเจ็บแล้ว”

“เก่งจังเลยนะครับ ฟื้นตัวเร็วมาก”

“ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ ก็แค่แผลเฉียด ๆ ไม่ได้โดนยิงจัง ๆ แต่ขอบคุณนะคะที่เป็นห่วง” ชมจันทร์ยิ้มให้ธนาวินอย่างจริงใจ เพื่อนของปรรณวัชรดูเป็นมิตรกับเธอมากกว่าผู้ชายคนนั้นเสียอีก

“ฉันว่าคุณรีบไปเถอะค่ะ เดี๋ยวเพื่อนคุณจะโกรธให้ฉัน”

“ไม่ต้องไปสนใจมันหรอกครับ ว่าแต่คุณพักอยู่ที่รีสอร์ทอันวาใช่ไหมครับ?”

“ใช่ค่ะ ทำไมเหรอคะ?”

“ผมเป็นเจ้าของที่นั่น”

“จริงเหรอคะ?” สีหน้าของชมจันทร์ไม่อยากเชื่อ

“ใช่ครับ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผมต้องขออภัยด้วยนะครับ”

“จะขอโทษเรื่องอะไรคะ คุณไม่ได้ผิดเสียหน่อย”

“ผิดสิครับ เพราะเกิดเหตุบริเวณรีสอร์ทของผม เดี๋ยวผมจะชดเชยเอง”

“ฉันรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ”

“ไอ้วิน มึงจะคุยอีกนานไหม ถ้ายังลีลากูจะได้กลับก่อน” น้ำเสียงของปรรณวัชรแสดงออกว่าไม่ค่อยซบอารมณ์สักเท่าไร

“งั้นตกลงตามนี้นะครับ ผมไปก่อน แล้วเจอกันที่รีสอร์ทครับ”

“เดี๋ยวสิคะคุณ” เรียกไว้ก็ไม่ทันเสียแล้ว เมื่อชายหนุ่มวิ่งไปหาปรรณวัชรที่เดินนำไปไกลแล้ว เธอทำได้แต่มองตามตาละห้อย ยังไม่ทันได้ปฏิเสธอะไรเลย

ตั้งแต่กลับมาจากสถานีตำรวจ ชมจันทร์ก็เอาแต่คิดไม่ตกเรื่องที่เกิดขึ้น ตอนนี้จับตัวคนร้ายได้แล้วก็จริง แต่เธอเชื่อว่าเรื่องพวกนี้ต้องมีคนบงการอยู่เบื้องหลัง และคนคนนั้นที่เธอมีปัญหาอยู่ตอนนี้ก็คือ...

“ได้ข่าวว่าโดนคนไล่ยิงเหรอครับ ชีวิตคุณนี่ดูเสี่ยงตายดีนะ”

เขมรินทร์

ตอนนี้มีแค่ผู้ชายคนนี้คนเดียว

“รู้เรื่องเร็วดีนะคะ” ชมจันทร์ที่กำลังนั่งคิดอยู่เคาน์เตอร์บาร์ของรีสอร์ท เหลียวไปมองเขมรินทร์ที่มานั่งอยู่ข้างเธอ ก็จะให้เธอคิดว่าไม่ใช่ฝีมือของเขมรินทร์ได้อย่างไร เมื่อก่อนหน้านี้เธอเพิ่งจะมีปากเสียงกับเขาไป แถมตอนนี้ยังมีคดีพิพาทกันอยู่

“เกาะนี้เล็กจะตายคุณก็รู้”

“แต่เท่าที่ฉันรู้ ตำรวจปิดข่าวนะคะ ก็น่าแปลกใจเหมือนกันที่คุณเขมรู้เรื่องนี้”

“สงสัยฉันรึไง?” ชายหนุ่มเชิดหน้าถาม

“ฉันยังไม่ได้พูดสักคำว่าฉันสงสัยคุณ” ชมจันทร์มองหน้าเขา “หรือเรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นฝีมือคุณ”

“คนอย่างฉันไม่ใช้วิธีสกปรก ๆ แบบนั้นหรอกนะ”

“เหรอคะ?” น้ำเสียงหญิงสาวดูไม่ค่อยเชื่อ กับสิ่งที่ได้ยินจากปากของคนอย่างเขมรินทร์ “ให้มันจริงอย่างที่คุณบอกแล้วกันค่ะ”

ท่าทีของชมจันทร์ชวนให้เขมรินทร์กำหมัดแน่น ผู้หญิงคนนี้เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีจริง ๆ ไม่ว่าเจอกันกี่รอบก็ยั่วโมโหได้ตลอด

“คุณนี่ปากเก่งได้ตลอดจริง ๆ”

“ถือว่าเป็นคำชมที่ดีค่ะ” เจ้าหล่อนยังคงยิ้มสู้

“น่ารำคาญ อยู่ด้วยแล้วไม่มีอะไรน่าสนุกสักอย่าง”

อยู่ ๆ ชายหนุ่มก็ระเบิดอารมณ์ แสดงท่าทีฟึดฟัดออกมาจนชมจันทร์ต้องขมวดคิ้ว เขาจะมาไม้ไหนอีก วันวันหนึ่งเธอต้องรับมือกับคนสักกี่ประเภทกันเชียว

แต่ยังไม่ทันที่ชมจันทร์จะได้พูดอะไรต่อ เขมรินทร์ก็ลุกและเดินหนีออกไปแล้ว เธอไม่ทันได้ต่อล้อต่อเถียงให้สมใจเลย ผู้ชายคนนั้นเดี๋ยวก็มาดีบ้างก็มาร้าย ช่างเป็นคู่กรณีที่น่าปวดหัวดีเหลือเกิน

ชมจันทร์เหลียวมองตามหลัง สลัดเรื่องเขมรินทร์ทิ้งไป และกลับมาจมปลักอยู่กับตัวเองอีกครั้ง ชมจันทร์จึงได้ย้อนคิดถึงเรื่องที่มันเกิดขึ้น ทว่าครั้งนี้... สมองเธอกลับประมวลผลเป็นเรื่องอื่นแทน ไม่ใช่เรื่องว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริง แต่กลับเป็นเรื่องของผู้ชายที่ชื่อ ‘ปรรณวัชร’ ต่างหาก

เรื่องของเขา เป็นเรื่องที่เธอคิดไม่ตก ความรู้สึกที่มีต่อชายหนุ่มคงไม่สั่นไหวแบบนี้ หากคืนนั้นเขาไม่ใช่คนแรกที่ทำให้เธอ สามารถแสดงด้านที่อ่อนแอออกมาได้

มันเป็นครั้งแรกที่ชมจันทร์รู้สึกว่า เธอไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งอยู่ตลอดเวลา...

วินาทีนั้น เหมือนโลกที่เธออยู่เปลี่ยนแปลงไปกะทันหัน ยามที่เขาโอบกอดเธอแม้ไม่ได้มาจากความเต็มใจ แต่ก็อยากขอบคุณที่ชายหนุ่มมิได้คิดผลักไส สัมผัสเหล่านั้นจนตอนนี้เธอยังจำได้ มือบางวางลงบนอกข้างซ้ายของตนหลังจากรับรู้ได้ว่ามันกำลังเต้นไม่ตรงจังหวะ แต่เพราะท่าทีที่เขาแสดงออกว่าไร้เยื่อใย ทำให้หลายวันที่ผ่านมาเธอพยายามไม่ใส่ใจเรื่องของปรรณวัชร แต่สุดท้าย...

ก็ทำไม่ได้

มันน่าเจ็บใจ ที่เหมือนว่าหัวใจเธอ จะตกหลุมรักคนใจร้ายเสียแล้ว

และเรื่องที่น่าเจ็บใจกว่านั้นคือ... ปรรณวัชรรักชนิศา

เรื่องนี้ไม่ต้องให้เจ้าตัวพูดออกมา เธอก็พอจะมองออกว่าเขาคิดอย่างไรกับผู้หญิงคนนั้น ท่าทีที่ห่วงใย และความพยายามที่เขาอยากให้เธอช่วยเหลือชนิศาใจแทบขาดนั้น ทำให้รู้ว่าหัวใจชายหนุ่มแทบไม่เหลือที่ว่างไว้ให้ใคร นอกจากชนิศา

แต่ดูเหมือนว่าความรู้สึกของชนิศาจะแตกต่างออกไป ชนิศาก็ยังคงเป็นชนิศาอยู่วันยังค่ำ ผู้หญิงคนนั้นยังคงรักตัวเอง มากกว่าคนอื่นอยู่เสมอ แม้ปรรณวัชรจะพยายาม และแสดงความห่วงใยมากแค่ไหน แต่สิ่งที่ชนิศาให้ได้ คือสถานะแค่เพื่อนสนิทแค่นั้น

เรื่องความรัก ยิ่งคิดยิ่งทำให้เธอปวดหัว ท้ายที่สุดชมจันทร์จึงคว้าแก้วแอลกอฮอล์และกระดกอึกใหญ่ หวังอยากจะลืม ๆ เรื่องพวกนี้ไปซะ เพราะแบบนี้ไงถึงไม่อยากมีความรักให้เจ็บช้ำใจเปล่า ๆ

“ฉันก็แปลกใจ ที่เห็นคนเพิ่งออกจากโรงพยาบาล มานั่งดื่มเหล้าทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะหายดี”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป