บทที่ 6 ดอกไม้ลนไฟ

บทที่ 5

ดอกไม้ลนไฟ

“แล้วทำไมจะดื่มไม่ได้คะ แผลฉันก็ไม่ได้รุนแรงอะไร” ให้ตายเถอะ! แค่เจอหน้าเขา เธอก็แทบควบคุมความรู้สึกตัวเองไม่ได้ ความมึนเมาเมื่อครู่จืดจางไปทันตา

“ทั้ง ๆ ที่เพิ่งโดนยิงมาแท้ ๆ เธอควรพักผ่อน” จากตอนแรกว่าจะไม่ใส่ใจผู้หญิงคนนี้ แต่เขาก็อดไม่ได้

“ฉันไม่เป็นอะไรค่ะ แผลก็แห้งดีแล้ว”

“ฉันพูดอะไรไปก็คงไม่ได้ผลสินะ”

“...” สิ่งที่ชมจันทร์ทำได้ตอนนี้ได้แต่มองหน้าเขา ก่อนจะดึงตัวเองกลับมาได้หลังจากรู้ตัวว่า เอาแต่จ้องหน้าชายหนุ่ม “เรื่องที่เกิดขึ้น ฉันขอโทษที่ทำให้คุณต้องเดือดร้อนไปด้วย แล้วก็ขอบคุณที่ช่วยกันไว้”

“ไม่เป็นไรหรอก ฉันก็แค่ช่วยในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง” ช่างเป็นคำตอบที่เย็นชาสำหรับคนฟังอย่างชมจันทร์ดีเหลือเกิน

“ดีใจนะคะ ที่อย่างน้อยคุณก็ยังมองฉันเป็นเพื่อนร่วมโลก”

“อย่ามาประชด”

“เปล่าประชดค่ะ ก็แค่พูดตามที่คุณบอกตอนแรกก็แค่นั้น”

“ชมจันทร์” เขากัดฟันเรียกชื่ออีกฝ่าย เป็นสัญญาณให้คนฟังรับรู้ว่า คนพูดอารมณ์กำลังขุ่นมัว

“ขอโทษแล้วกันค่ะ ที่ทำให้คุณอารมณ์เสีย แต่ถ้าจะมาหาเรื่องกันตอนนี้ ฉันคงไม่มีแรงจะทะเลาะกับคุณ ไว้คราวหน้านะคะ”

“ฉันไม่ใช่คนบ้า ที่จะชวนเธอทะเลาะตลอดเวลา”

“ก็นึกว่าใช่”

“นี่!”

“ขอโทษค่ะ” เธอพูดพลางยกแก้วตรงหน้าขึ้นดื่ม แต่มือหนาของปรรณวัชรก็มาคว้ามันเอาไว้เสียก่อน จากนั้นเขาก็กรอกมันลงคอแกร่งของตนเองจนชมจันทร์ตาโต

“ทำอะไรคะ นั่นของฉันนะ ถ้าอยากดื่มก็สั่งเองสิ”

“คนป่วย ห้ามดื่มเหล้า”

“ก็ชมบอกแล้วไงว่า-”

“...” ปรรณวัชรเลิกคิ้วมองหน้า หลังจากจู่ ๆ เจ้าหล่อนข้างเขาก็หลุดแทนตัวเองด้วยชื่อเล่น แบบที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน แปลกหูดีเหมือนกัน

“ฉันหมายถึง ฉันดื่มได้”

“ไม่ก็คือไม่” เขาสั่งเสียงแข็งแล้วก็ดึงแก้วออกมาให้ห่างจากชมจันทร์ ดื่มอึกใหญ่อีกครั้ง “ถ้าดื่มเยอะแล้วมีผลต่อไขกระดูกเธอ จนบริจาคให้วิวไม่ได้จะทำยังไง”

อ้อ...

ที่แท้มันก็เป็นแบบนี้นี่เอง

“ถ้าเป็นแบบนั้น ฉันยิ่งต้องดื่มเข้าไปเยอะ ๆ” พอเป็นเรื่องของชนิศาก็พลานให้เธออารมณ์เสีย จะมีสักครั้งไหมที่ไม่ต้องพูดถึงผู้หญิงคนนั้น

ชมจันทร์ไม่ใส่ใจคำพูดของปรรณวัชร เธอสั่งเครื่องดื่มจากบาเทนเนอร์อีกครั้งแล้วก็กระดกจนหมดแก้ว ไม่สนใจปรรณวัชรที่นั่งอยู่ข้างกันสักนิดเดียว ต่อให้จะพูดอีกสักสิบยี่สิบรอบ ตอนนี้ไม่ขอรับรู้อะไรอีกแล้ว อยากจะดื่ม ๆ ให้มันลืมความผิดปกติของหัวใจไปซะ

สุดท้ายปรรณวัชรเลิกสนใจ เพราะพูดไปชมจันทร์ก็ไม่ฟังอยู่ดี จึงตัดสินใจลุกเดินจากไปปล่อยให้ชมจันทร์นั่งดื่มตามลำพัง อยากจะทำอะไรก็ทำเอาที่สบายใจไปเถอะ

ชมจันทร์แอบมองตามหลังปรรณวัชร แต่เพียงครู่เดียวก่อนหันไปยกแก้วน้ำสีอำพันลงคออีกครั้ง โดยปกติเธอไม่ใช่คนดื่มของพวกนี้ เพราะด้วยหน้าที่การงานที่ต้องมีสติอยู่ตลอดทำให้เธอไม่เคยคิดอยากแตะต้อง แต่คราวนี้กลับมีหลายเรื่องให้เธอคิดมากเหลือเกิน เป็นความรู้สึกที่แยกไม่ออกและสับสนจนสมองประมวลผลได้ไม่ดี ไหนจะหัวใจที่บีบรัดยามมองเห็นท่าทีไม่ใส่ใจของปรรณวัชรอีก มันทำให้เธอรู้สึกเจ็บลึก ๆ อยู่ในอก

ไม่ชอบแบบนี้เลย...

ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่ชมจันทร์จมอยู่กับตัวเอง ท่าทีหญิงสาวเมามายแต่ก็ยังพอมีสติอยู่บ้าง ครั้นเมื่อรู้ว่าตัวเองไม่ไหวจึงพยายามพาตนเองกลับไปที่บ้านพัก ทว่าแค่เธอก้าวเท้าลงจากเก้าอี้โลกทั้งใบก็เอนเอียง ยังดีที่มีมือปริศนามาคว้าเอาไว้ เธอจึงไม่ร่วงลงไปกองอยู่บนพื้น พอหันไปมองเจ้าของมือนั้นจึงรู้ว่าเป็นปรรณวัชร

“ก็นึกว่าคราย” น้ำเสียงของชมจันทร์อ้อแอ้

“สภาพดูไม่ได้” พยายามแล้วที่จะไม่ยุ่ง แต่ก็ทำไม่ได้ เขานั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ในห้องเอาแต่คิดเรื่องของผู้หญิงคนนี้ จนสุดท้ายก็ต้องออกจากบ้านพักแล้วเดินมาดู

“ดูม่ายดาย ก็ไม่ต้องดูสิค้า”

“ลูกความเธอ มาเห็นทนายตัวเองแบบนี้ ความน่าเชื่อถือคงหายหมด”

“พูดมาก” หน้าแดง ๆ จ้องมองใบหน้าสุดหล่อเหลาของเขา พลางวางนิ้วชี้ลงบนริมฝีปากของเขาเป็นเชิงให้หยุดพูด เพราะเธอไม่ได้อยากฟัง ไม่อยากให้เขาบ่นเหมือนคนแก่

“ชมจันทร์”

“โชมจาไปนอน ปล่อย”

“สภาพแบบนี้คงเดินถึงบ้านพัก” เขาพูดแล้วมองดูชมจันทร์ตั้งแต่หัวจรดเท้า ขณะเดียวกันก็ประคองหญิงสาวเอาไว้เพราะกลัวจะล้มลงไปนอนกองอยู่บนพื้น

“เรื่องของโชม”

“แบบนี้ฉันให้เต็มที่สามก้าว”

“ก็ไปส่งสิคะ” ครานี้น้ำเสียงของชมจันทร์ชัดเจนขึ้นมาฉับพลัน ไม่มีเสียงของความมึนเมาผสมอยู่เลยสักนิดเดียว พลางจ้องมองหน้าเขาด้วยดวงหน้าที่แดงก่ำ แก้มของชมจันทร์ขึ้นสีเลือดฝาดยามต้องกับแสงจันทร์และแสงสีนวลจากหลอดไฟ จนทำให้ปรรณวัชรเผลอมองอย่างไม่รู้ตัว

“มองอะไรคะ” เสียงของชมจันทร์ คล้ายเรียกสติของชายหนุ่มกลับมา

“อะแฮ่ม! ถ้าจะให้ไปส่งก็บอกมา ว่าห้องอยู่ไหน” เขารีบตัดบทพลางกระแอมแก้เก้อ พร้อมถามหาที่พักของหญิงสาว ยังไงเขาก็ไม่ใช่คนใจร้ายที่ปล่อยให้ชมจันทร์กลับบ้านพักด้วยสภาพนี้ตามลำพังหรอก

“หลังที่สามถัดจากสวนดอกไม้”

กว่าจะถึงที่หมายก็ทุลักทุเลนิดหน่อยปรรณวัชรต้องเสียเหงื่อไปหลายหยด เพราะชมจันทร์ไม่ค่อยให้ความร่วมมือสักเท่าไร หญิงสาวสะดุดนั่นสะดุดนี่ตลอดทางราวกับโลกไม่มั่นคง

“เดินดี ๆ หน่อยได้ไหมแม่คุณ” ปรรณวัชรพูดเสียงต่ำ เจือไปด้วยความเหนื่อยหน่าย

“...”

คนแทบไร้สติมองหน้าเขาแต่ไม่พูดอะไร เดินเข้าไปภายในบ้านหลังจากปรรณวัชรไขประตูให้เสร็จสรรพ แต่เพราะว่าแอลกอฮอล์ที่ผสมกับเลือดมากเกินไป ทำให้โลกชมจันทร์มันเอนอยู่ตลอด ครั้นจะล้มอีกครั้งก็ได้ปรรณวัชรถลาตัวเข้ามาคว้าเอาไว้ แต่คราวนี้ชายหนุ่มกลับทรงตัวได้ไม่อยู่ทำให้สุดท้าย ทั้งเธอและเขาพากันไปกองอยู่บนโซฟาตัวยาว

วินาทีนั้นหญิงสาวตกอยู่ในวงแขนของปรรณวัชร ชายหนุ่มอยู่ด้านบนขณะที่ชมจันทร์ถูกคร่อมทับแนบด้านล่าง ลมหายใจของปรรณวัชรเป่ารดหน้าหญิงสาว ไออุ่นที่ไม่เคยได้สัมผัสชวนให้ชมจันทร์หัวใจเต้นแรง

สายตาสองคนสบประสานกันอีกครั้งราวกับโลกหยุดหมุน คล้ายถูกดึงดูดด้วยกระแสไฟบางอย่าง แต่ปรรณวัชรที่ได้สติกลับมาก่อน เขาผละกายถอยห่างทว่าชมจันทร์กลับเอามือโอบล้อมต้นคอชายหนุ่ม เหนี่ยวรั้งไม่ให้เขาได้ไปไหนจนปรรณวัชรกลับมาอยู่ท่าเดิม มือแกร่งสองข้างค้ำยันโซฟาไม่ให้ตนเองได้ใกล้ชิดชมจันทร์ไปมากกว่านี้

“จะทำอะไรของเธอ?” คิ้วหนาขมวดเป็นปม ไม่ค่อยเข้าใจท่าทีของชมจันทร์สักเท่าไร ว่ากำลังจะทำอะไรกันแน่

“คุณชอบผู้หญิงคนนั้นมากเลยเหรอคะ?” ชมจันทร์ตัดสินใจถามออกมา ขณะที่สายตาเธอก็ไม่ได้ละไปจากเขา

“หมายถึงอะไร”

“ก็แม่นางเอก ขวัญใจคนทั้งประเทศ”

“วิวน่ะเหรอ”

“...” เขาก็รู้ว่าไม่มีคนอื่นอีกแล้ว

“คุณก็รู้ แต่ดูแล้วก็คงรักมาก...” ในประโยคท้าย ชมจันทร์รู้สึกว่ามันเจ็บซี้ดที่อกข้างซ้าย

“ก็รู้อยู่แล้วนิ ยังต้องให้ฉันพูดอยู่อีกเหรอ”

“แต่ก็น่าแปลก ที่ผู้หญิงคนนั้นไม่ยักจะแสดงออกว่ารักคุณ เหมือนที่คุณรัก คุณไม่คิดเหรอว่ามันเสียเวลา”

“ฉันไม่ได้สนใจว่าวิวจะรัก หรือไม่รักฉัน แค่ฉันรักวิวก็พอ”

ชมจันทร์หัวเราะในลำคอเบา ๆ เสียงเศร้าแฝงประชด “น้ำเน่าชะมัด”

“แล้วอยากรู้ไปทำไม” เขาจ้องชมจันทร์ แววตาคล้ายหงุดหงิด

“ก็เพราะว่าฉันชอบคุณ”

คำพูดของชมจันทร์คล้ายเป็นแรงกระแทกในอก สมองของปรรณวัชรรู้สึกมึนเบลอไปชั่วขณะ เมื่อครู่นี้... สิ่งที่เขาได้ยินจากปากของชมจันทร์ มันเป็นเรื่องจริงอย่างนั้นหรือ? ปรรณวัชรยังคงนิ่งงัน ดวงตาคมจ้องสาวเจ้าแน่นิ่ง ไม่ได้ตอบรับ ไม่ได้ปฏิเสธ มีเพียงลมหายใจหนัก ๆ ที่ลอดออกมาจากอก

“เธอพูดอะไรออกมารู้ตัวไหม...” เสียงเขาเบา แต่แฝงความสั่นไหว

“รู้สิคะ” ตอบโดยไม่ต้องลังเลให้คิด ประโยคที่เธอพูดออกไปเมื่อกี้ ทำไมเธอถึงจะไม่รู้เล่าว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ก่อนหน้านี้ก็พยายามแล้วจะสลัดเรื่องเขาให้พ้นออกไปจากหัว แต่ท้ายที่สุดเธอก็พ่ายแพ้ให้กับความรู้สึก ทว่าท่าทางของเขามันทำให้เธอเจ็บ

“ฉันไม่ได้เมา จนไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไป”

ปรรณวัชรถอนหายใจ พลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ราวกับกำลังข่มอารมณ์ของตัวเองเอาไว้

“อย่าทำแบบนี้” ปรรณวัชรพูดเสียงต่ำออกมา แกะมือของหญิงสาวออกและลุกขึ้นยืน เว้นระยะห่างจากหญิงสาวชัดเจน

“แบบไหนคะ?” เจ้าหล่อนยันกายขึ้นนั่ง จ้องมองเขาด้วยสายตาที่คลาดเดาไม่ออก

“อย่าพูดอะไรที่ทำให้มันยุ่งยากไปกว่านี้…”

“ความรู้สึกของฉัน...มันคือความยุ่งยากสำหรับคุณเหรอ”

เขาเงียบไป ไม่ตอบ ไม่มีคำใดหลุดจากปาก

“คุณจะรักคนอื่น นอกจากผู้หญิงคนนั้นไม่ได้รึไง”

“แล้วถ้าฉันบอกว่าไม่ได้”

“ฉันก็จะทำให้คุณรักฉันให้ได้”

สิ้นประโยคนั้น ชมจันทร์ก็กระโจนตัวเข้าหาปรรณวัชร หญิงสาวเขย่งเท้าและรั้งต้นคอชายหนุ่มก่อนประกบเรียวปากของตนเองเข้าที่กลีบปากของปรรณวัชร วินาทีนั้นคนตัวโตตกใจเขาไม่คิดว่าหญิงสาวจะทำอะไรที่บุ่มบ่ามมากขนาดนี้

“ทำบ้าอะไรของเธอ!” ปรรณวัชรผลักตัวออกทันที จนชมจันทร์ถลาถอยหลังไปหลายก้าว เสียงเข้มตะโกนลั่นบ้านสายตาเกรี้ยวโกรธจ้องมองไปที่หญิงสาว เขาไม่เข้าใจการกระทำของผู้หญิงคนนี้จริง ๆ ว่าต้องการอะไรกันแน่

“ก็แค่จูบ ไม่ได้ทำให้ใครตายสักหน่อย”

“เป็นบ้าไปแล้วรึไง”

“ทำไมคะ หรือคุณกลัวว่าตัวเองจะเผลอใจรักฉันขึ้นมาจริง ๆ แทนที่จะเป็นผู้หญิงคนนั้น”

“ฉันไม่มีวันรักเธอ ไม่ว่ายังไงก็ตามฉันแม่งโคตรเกลียดเธอเลย!”

“...” เป็นประโยคไม่ยืดยาว แต่ทำไมถึงได้ทรมานแบบนี้ หากเป็นแต่ก่อนเธอคงไม่รู้สึกสะทกสะท้านอะไร แต่นี่มันไม่ใช่...

“ผู้ชายขี้ขลาด”

“เธอว่าอะไรนะ?” ปรรณวัชรเลิกคิ้วขึ้น

“ฉันบอกว่าคุณมันขี้ขลาด มาทางไหนก็ออกไปทางนั้นเลย!” ไม่ใช่แค่เสียงของชมจันทร์ที่ดังขึ้น แต่หญิงสาวยังชี้นิ้วไล่เขาให้ออกไปพ้น ๆ จากตรงนี้ เพราะเกรงว่าความเสียใจของเธอจะพรั่งพรูออกมาให้ชายหนุ่มนึกสมเพช

“คนอย่างคุณให้รักข้างเดียวไปจนตายนั่นแหละ สมน้ำหน้า!”

“ชมจันทร์!”

“ทำไม! อยากฆ่าฉันให้ตายรึไง เอาสิ! ฉันตาย ผู้หญิงคนนั้นก็ตาย!” เธอพูดจบก็เดินลิ่ว ๆ หนีชายหนุ่ม หวังจะออกไปสูดอากาศข้างนอกให้ตัวเองสงบลง แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเท้าไปไหนแขนหญิงสาวก็ถูกปรรณวัชร ดึงรั้งและกระชากเข้าหาตัวด้วยความแรง จนร่างสาวกระทบเข้ากับอกแกร่งชายหนุ่ม

“อยากรักฉันมากนักสิ ฉันนี่แหละจะทำให้เธอน้ำตาตกเป็นสายเลือดเลย จะได้รู้ว่าการรักฉันมันไม่ใช่เรื่องง่าย!”

“คุณจะทำอะไรคุณปัตถ์ ปล่อยฉันนะ อื้อ!”

จะทัดท้วงก็ไม่ทันเสียแล้วเมื่อชายหนุ่มกระทำการอันหยาบกร้าน เข้าบังคับใบหน้าของชมจันทร์ให้รับสัมผัสร้อน ๆ ของตัวเองเอาไว้ แม้หญิงสาวจะพยายามผลักไสมากแค่ไหน แต่สุดท้ายชายหนุ่มก็ล้วงล้ำเข้ามาในอุ้งปากหวานจนได้

ชมจันทร์น้ำตาซึมและรู้สึกเจ็บระบมที่ริมฝีปาก เพราะปรรณวัชรไม่มีแววจะอ่อนโยน เขาขบเม้มจนเธอรู้สึกได้ถึงกลิ่นคาวเลือด มืออิ่มพยายามทุบเข้าที่อกแกร่งแต่เขาก็รวบมือเธอเอาไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว และเพียงชั่วพริบตาเดียว ร่างบอบบางก็ถูกผลักให้นอนราบลงบนเตียงกว้าง กลายเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบโดยสิ้นเชิง

จมูกโด่งสันซุกไซร้เข้าที่ซอกคอขวา มือของเขาไล่สำรวจร่างกายเธออย่างไร้ความปรานี เสียงสะอื้นของเธอเริ่มดังขึ้นทีละน้อยอย่างห้ามไม่อยู่

ยิ่งพยายามทุกอย่างยิ่งสูญเปล่า ยิ่งเธอดิ้น เขายิ่งเป็นฝ่ายควบคุมทุกอย่างได้ดี สุดท้ายคนที่ต้องยอมแพ้กลับเป็นคนที่ฝืนทำตัวให้เข้มแข็งมาตลอดอย่างชมจันทร์ มือที่เคยขัดขืนร่วงลงพร้อม ๆ กับเสียงร้องไห้ที่ค่อย ๆ เงียบลง จนปรรณวัชรจำต้องยอมหยุดทุกอย่าง เมื่อรับรู้ว่าอีกฝ่ายนิ่งไป

ทันทีที่ผละกายออกแล้วไปจ้องมองดวงหน้าที่เปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาของชมจันทร์ ความรู้สึกมากมายตีตื้นขึ้นมาในอก เขาไม่เคยคิดฝืนใจแบบนี้กับใคร แต่กลับผู้หญิงคนนี้...

เพราะความโกรธที่มากล้นแท้ ๆ ทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้น แต่เรื่องนี้ชมจันทร์หาเรื่องให้ตัวเองต่างหาก แน่นอนว่าจะไม่มีคำขอโทษหลุดออกมาจากปากเขา ผู้หญิงคนนี้ไม่ควรได้รับ

“เลว” เธอเหนื่อยจะสู้ พูดขณะที่น้ำตาก็กลิ้งไหลลงบนที่นอน

“อย่ามาปากเก่งกับฉัน” เขากราดเกรี้ยวใส่ทันควัน แม้จะเห็นแววพ่ายแพ้ในดวงตาคู่นั้น แต่ท่าทีที่เธอยังยืนหยัดอยู่ได้อย่างถือดี กลับทำให้เขาเดือดดาลยิ่งกว่าเดิม

“หยุดทำไมล่ะคะ ต่อสิ อยากจะทำอะไรก็ทำ”

“อย่ามาท้า!” เขากัดฟันแน่น ดวงตาจับจ้องเธอด้วยความกรุ่นโกรธ แต่อีกฝ่ายกลับไม่เบือนหน้าหนี

“ฉันไม่เคยท้า...ถ้าจะทำก็ทำเลย จะได้–”

คำพูดยังไม่จบ ชายหนุ่มก็ก้มทาบทับกับกลีบปากช้ำของชมจันทร์อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ไม่มีแรงต่อต้านจากหญิงสาวอีกแล้ว มีเพียงร่างที่ไร้เรี่ยวแรง กับดวงตาแดงก่ำที่ปิดเปลือกตาลงราวกับยอมจำนนต่อชะตากรรม

ปรรณวัชรสาดความกักขฬะเข้าใส่ชมจันทร์ โดยที่ไม่ห่วงด้วยซ้ำว่าหญิงจะเจ็บปวดหรือไม่ เพราะตอนนี้ในใจล้วนแล้วมีแต่โทสะที่เกาะกุมเอาไว้ ชายหนุ่มผละออกจากอุ้งปากสาวและซุกไซ้ลงที่ซอกคอ ไล่ไปจนถึงอกอวบอิ่มที่อยู่ภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาว

วินาทีนี้เขาจะทำให้ชมจันทร์ได้รู้...ว่าการเล่นกับไฟ มันเจ็บปวดแค่ไหน

รักเขาหรือ?

ให้ตายยังไงเขาก็ไม่มีทางรักผู้หญิงคนนี้

ไม่มีทาง!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป