บทที่ 7 ทำร้ายจนพอใจ

บทที่ 6

ทำร้ายจนพอใจ

กว่าทุกอย่างจะจบลงก็ผ่านไปหลายชั่วโมง ความชอกช้ำที่กายยังมิอาจสู้ที่ใจ ชมจันทร์ไม่มีน้ำตาพอให้รินไหล เธอคว้าผ้าห่มมาปกคลุมร่างไร้อาภรณ์ของตัวเอง ก่อนพลิกกายหันหลังให้กับคนใจร้าย หลังจากสงครามขนาดย่อมแสนเร่าร้อนจบลงได้ไม่นาน

“พอใจแล้วใช่ไหม...” เสียงแหบแห้งที่เจือไปด้วยความอ่อนล้า เอ่ยออกมา “ถ้าทำร้ายกันจนพอ ก็กลับออกไป”

การกลั้นให้น้ำเสียงตัวเองเป็นปกติที่สุด และพยายามไม่ให้มีน้ำตารินไหลออกมา ชมจันทร์ก็ไม่คิดเหมือนกันว่ามันจะเป็นเรื่องยากอีกเรื่องในชีวิตของเธอ เธอฝืนไม่ให้มันเออไหลออกมา อย่างน้อยก็ตอนที่มีเขาอยู่ใกล้ ๆ อย่างนี้

ขณะเดียวกันปรรณวัชรนั่งงมอยู่กับความคิดอยู่ข้างเตียง พลางเหลียวมองไปยังชมจันทร์ที่นอนนิ่ง หันหลังให้เขา ไม่คิดเหมือนกันว่าคนอย่างชมจันทร์จะไม่เคยกับเรื่องพวกนี้ และสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นทำให้รู้ว่าเขาคือคนแรก

“ทำไมไม่บอก”

“บอกไปแล้วมันจะได้อะไร คุณคิดว่าคุณจะหยุดเหรอ?” เธอรู้ว่าเขาหมายถึงอะไร พรหมจรรย์หรือ? คงจะไร้ค่าจนตีราคาอะไรไม่ได้สำหรับปรรณวัชร

“ถึงฉันจะหยุดไม่ได้ แต่อย่างน้อยฉันก็จะได้- โธ่เว้ย!” ปรรณวัชรสถบลั่นออกมาด้วยความหงุดหงิด ถ้าเขารู้ เขาก็คงยับยั้งชั่งใจมากกว่านี้ ไม่ทำเรื่องพวกนี้ลงไป ไม่หลวมตัวให้มันเลยเถิด

“อย่าทำเหมือนว่าคุณรู้สึกผิด”

“ชมจันทร์” ครานี้คนตัวโตเอ่ยชื่อหญิงสาวออกมา แต่อีกฝ่ายก็ไม่มีแม้แต่สายตาหันมามองด้วยซ้ำ นั่นยิ่งทำให้คนตัวโตรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นกว่าเดิม

“ออกไปเถอะค่ะ ฉันอยากนอนพัก” ความเย็นชาของหญิงสาว คือสิ่งที่ปรรณวัชรได้คืนกลับมา

ปรรณวัชถอนหายใจออกมา เรื่องนี้เป็นเรื่องยากที่ชวนให้รู้สึกปวดหัว ใจหนึ่งเขาอยากพูดขอโทษออกไป แต่ท่าทีของชมจันทร์ ทำให้เศษเสี้ยวของความรู้สึกผิดมันค่อย ๆ จางหายไป

“เรื่องนี้ฉันจะไม่ขอโทษ ที่มันเกิดขึ้น ส่วนหนึ่งก็เพราะเธอจำเอาไว้” นาทีนี้ไม่มีแม้คำพูดดี ๆ ออกมาจากปากของปรรณวัชร อยากเจ็บหรือ ได้... งั้นเขาก็จะทำให้ได้เจ็บเจียนตายไปเลย

“...” ชมจันทร์ยังคงกลั้นน้ำตาเอาไว้ คำพูดของเขาเหมือนหอกที่มันทิ่มแทงเข้าที่อกอยู่เรื่อย ๆ เป็นเธอเองสินะที่เป็นคนผิด

สุดท้ายปรรณวัชรตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียง คว้าเสื้อผ้าขึ้นมาสวมใส่ และเดินออกไปจากตรงนี้ ทันทีที่เสียงประตูปิดลงไหล่ของชมจันทร์เริ่มสั่นไหวเบา ๆ น้ำตาที่เหือดแห้งกลิ้งไหลกระทบลงบนหมอน เธอรีบยกมือขึ้นเช็ดให้จางหายอย่างเร็วไว เพราะไม่อยากให้มันต้องไหลออกมาตอกย้ำความน่าสมเพชของตัวเอง…

เวลานี้เธอจะอ่อนแอให้ถึงที่สุด จนถึงช่วงเวลาหนึ่ง เธอสัญญาว่าจะเข้มแข็งขึ้นมาให้ได้ แม้ว่ามันอาจต้องอดทนและกัดฟันฝืนก็ตาม

“แม่ง!”

ยามพ้นรัศมีบ้านพักของชมจันทร์มาได้ เสียงเข้มก็ดังกร้าว มือหนากำหมัดแน่นและต่อยเข้าที่ต้นไม้อย่างแรงจนห้อเลือด ความรู้สึกมากมายตีตื้นเข้าในอก เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องทำยังไงกับสถานการณ์เช่นนี้ การทำเรื่องแบบนั้นกับชมจันทร์มันไม่ใช่เรื่องที่ควร แต่เขาเผลอทำไปแล้ว

โธ่เว้ย!

2 เดือนผ่านไป

หลังจากเกิดเรื่องนั้นขึ้นทั้งชมจันทร์และปรรณวัชรต่างหายไปจากสารระบบของกันและกัน ปรรณวัชรได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาดูแลสวนอะโวคาโด้ของครอบครัวที่กำลังเติบโตไปในทิศทางที่ดี สลับกับแวะเวียนไปดูแลชนิศาอยู่ไม่ขาด แม้อาการของหญิงสาวไม่ได้ทรุดตัวลง ทว่ามันก็ไม่ได้ดีขึ้น ชนิศาเข้าพักฟื้นที่โรงพยาบาลนานเป็นเวลาสองเดือนกว่า

แต่ตอนนี้ก็ยังหาไขกระดูกที่เข้ากับหญิงสาวไม่ได้เลย ยิ่งนานเข้าความกังวลก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ถึงอย่างนั้นกำลังใจเจ้าหล่อนยังดี เพราะเหล่าบรรดาแฟนคลับต่างส่งมอบความรักและความห่วงใยมาให้อย่างล้นหลาม ถ้าเทียบสภาพร่างกายของคนป่วยที่อยู่โรงพยาบาลนาน ชนิศาคงเป็นส่วนน้อยที่ดูดีจนแทบดูไม่ออกว่าหญิงสาวป่วยหนัก

ขณะเดียวกันคนที่ดูเหมือนจะเป็นความหวังให้ชนิศาได้มากที่สุดอย่างชมจันทร์ก็ยุ่งไม่ต่างกัน แม้เรื่องของปรรณวัชรจะยังคงวนเวียนอยู่ในหัว แต่เธอก็เลือกสลัดมันทิ้งไปทุกครั้งที่นึกถึง เธอเก็บซ่อนความเสียใจเอาไว้ในส่วนลึกของจิตใจ เพราะไม่อยากนึกให้เสียเวลาชีวิตและชอกช้ำ อีกอย่างตอนนี้เธอมีเรื่องที่ต้องจัดการอีกมาก การคิดถึงเรื่องของคนใจร้ายแบบนั้น ช่างเป็นสิ่งที่ไร้สาระ

เมื่อวานมีการนัดไต่สวนครั้งสุดท้ายเรื่องที่ดินของชาวบ้านที่เกาะช้าง ทั้งเธอและชาวบ้านที่เข้าไปฟังคำข้อพิพาทล้วนต่างพากันใจชื้นขึ้น เมื่อศาลออกคำสั่งเด็ดขาดให้พื้นที่ตรงนั้นเป็นของชาวบ้านโดยชอบธรรม เช่นนั้นแล้วเขมรินทร์จึงไม่สามารถล้วงล้ำเข้าไปในพื้นที่ตรงนั้นได้

“ทำงานห่ามรุ่งห่ามค่ำแบบนี้ ระวังจะป่วยเอานะชม”

“ชมยังไหวค่ะ พี่เข็มไม่ต้องห่วง ถ้าชมง่วง ชมก็จะนอน ถ้าชมหิว ชมก็จะกิน”

“ทำเป็นพูดไปเถอะ พี่เห็นเราไม่นอนมาหลายคืนแล้ว วันพิจารณาคดีก็ผ่านไปแล้ว ไปพักก่อนเถอะ”

“เดี๋ยวชมจัดการเก็บเอกสารพวกนี้ก่อนค่ะ แล้วค่อยพัก”

“พูดแบบนี้ตลอด เราน่ะไม่ชอบห่วงตัวเอง” ชมจันทร์เป็นคนทุ่มเทกับงาน ไม่มีคดีไหนที่ชมจันทร์จะปล่อยผ่านไปง่าย ๆ เมื่อคดีหนึ่งสิ้นสุด เจ้าตัวก็ยังคงตามติดและถามไถ่ข่าวสารอยู่เสมอ

“รับทราบแล้วค่า”

“รับทราบตลอด” เขมจิราค่อนแคะนิดหน่อย “เอานี่ พี่ซื้อขนมจีนกับมะม่วงเปรี้ยวมาฝาก ได้ยินว่าอยากกิน”

“ให้ชมเหรอคะ?” คนถามนัยน์ตาลุกวาวเป้นประกาย ราวกับมีดาวนับล้านดวงอยู่ในนั้น

“ใช่จ้า ก็เล่นไม่ค่อยกินข้าวกินปลา พี่ก็ต้องซื้อมาให้น่ะสิ”

“ขอบคุณนะคะ” หญิงสาวคว้ามือถือเอาไว้ เปิดถุงและหยิบออกมากินหนึ่งชิ้น สีหน้าของชมจันทร์ทันทีที่ได้กินมะม่วงก็แสดงออกชัดเจนว่าแสนมีความสุข

“แล้วนี่เป็นอะไร ปกติไม่ค่อยชอบกินมะม่วงเปรี้ยวไม่ใช่เหรอ?”

“ก็แค่อยากกินค่ะ ไม่ได้กินนานแล้ว” ขณะพูดก็เดินไปหยิบจานเพื่อเอามาใส่ขนมจีนน้ำยากะทิ ทว่าทันทีที่เปิดถุงกลิ่นใบแมงลักก็ตีเข้าแสกหน้า จนชมจันทร์ต้องรีบวิ่งไปโก่งคออาเจียนในอ่างล้างจาน จนเขมจิราต้องรีบวิ่งไปดูอาการ

“เป็นไงบ้างชม”

“ชม... ชมไม่เป็นอะไรค่ะ”

“อยู่ ๆ ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้”

“ชมก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ แต่เมื่อกี้ชมเหม็นกลิ่นใบแมงลักมากเลย มันเน่ารึเปล่าคะพี่เข็ม” ว่าพลางเหลียวไปมองเจ้าตัวการที่ทำให้เธอต้องหมดสภาพแบบนี้

“มันจะเน่าได้ยังไงชม ใบยังเขียวอยู่เลย เห็นไหม” เขมจิราเดินไปหยิบใบแมงลักที่อยู่ในถุงขนมจีนออกมาให้สาวรุ่นน้องได้ดู พอเห็นแบบนั้นแล้วหน้าของหญิงสาวซีดเผือดฉับพลัน

“ชม... อย่าว่าพี่ก้าวก่ายเลยนะ แต่ประจำเดือนเรามาหรือยัง”

คำถามนี้ของเขมจิรา คล้ายเหมือนแก้วใบใหญ่ที่กระแทกเข้าหัวเธออย่างจัง สีหน้าชมจันทร์คร่ำเครียดขึ้นเมื่อเธอลองคิดตามที่เขมจิราถาม กลายเป็นว่าสองเดือนที่ผ่านมานี้ประจำเดือนของเธอมันหายไป...

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เพราะเธอมัวแต่ห่วงเรื่องคดีความจนไม่มีเวลาได้สังเกตตัวเองเลย ว่าประจำเดือนมันขาดหายไป แต่จะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อหลังจากเกิดเรื่องนั้น เธอก็กินยาคุมทันที...

“ชม มันมาปกติไหม?”

“พี่เข็ม” ชมจันทร์หลบสายตา ไม่รู้ว่าควรจะบอกอย่างไรดี

“ไปโรง’บาลกับพี่”

“ชม... ชมคงไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ ก็คงแค่เครียด อีกอย่างชมไม่มีแฟน ไม่ได้ไปมีอะไรกับใคร ชมจะท้องได้ยังไง” เธอโกหกหน้าตาย ทั้ง ๆ ที่ในใจนั้นแสนเป็นกังวล หากเธอตั้งท้องขึ้นมาจริง ๆ เธอจะทำอย่างไรดี

“พี่แก่แล้วนะชม ทำไมพี่จะดูไม่ออก หลังจากวันที่กลับมาจากตราด พี่เห็นรอยที่คอของเรา จะบอกว่ามันเป็นแค่รอยยุงกัดเหรอ?” เธอพอจะแยกออกชัดเจนว่ารอยไหนเป็นรอยยุงกัด และรอยไหนเป็นรอยของการร่วมรัก แต่ที่ไม่ถามและไม่พูด ก็เพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เธอควรก้าวก่าย

“พี่เข็ม ชม-”

“ไปโรง’บาลกับพี่ ไปตรวจให้รู้ไปเลยว่าท้องหรือไม่ท้อง”

“...” คราวนี้เจ้าหล่อนพูดอะไรไม่ออก เธอกลัวเหลือเกิน กลัวว่าในท้องของตนเองตอนนี้จะมีอีกหนึ่งชีวิตเกิดขึ้นมา

ชมจันทร์ถูกบังคับให้มาตรวจที่โรงพยาบาล โดยมีเขมจิราเป็นคนพามาแม้หญิงสาวพยายามปฏิเสธและบอกว่าไม่เป็นไร แต่ท้ายที่สุดก็ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้

“เข้าไปก่อนนะชม พี่ขอคุยธุระแปบนึง”

“ได้ค่ะพี่เข็ม” ชมจันทร์เดินเข้าไปในโรงพยาบาลก่อน ความจริงเธอไม่อยากมาเลยเพราะกลัวความจริงที่ต้องเผชิญ มันไม่ใช่เรื่องง่ายหากมีอีกคนเกิดมาในชีวิต

จุดหมายของชมจันทร์ คงไม่พ้นแผนกสูตินรีเวช ถึงจะกลัวแค่ไหนแต่ก็ต้องตรวจให้แน่ชัดไปซะ อีกอย่างหากในท้องของเธอมีอีกหนึ่งชีวิตขึ้นมาจริง ๆ เธอก็จะหาทางรับมือให้ได้ ทว่าระหว่างทางที่สมองกำลังคิดกังวลอยู่นั่น สายตาก็ดันสบประสานเข้ากับคนที่เธอไม่ได้เจอนานร่วมสองเดือน

แถมยังเดินควงเกาะกันมาราวกับปลิง กับคนที่ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าใคร แม้ชนิศาจะสวมหมวกแก็ปและใส่แว่นตาดำปกปิดหน้าตามิดชิด เธอก็ดูออกอยู่ดี ชั่ววินาทีหนึ่งเธอเผลอสบประสานดวงตาเข้ากับสองคนนั้น ชมจันทร์ไม่คิดอยากจะเสวนาด้วย แต่สองคนนั้นก็พากันมาเดินดักหน้าเธอไว้

“ไม่เจอกันนานเลยนะชม” เสียงทักทายหลุดออกมาจากชนิศา แต่สิ่งที่ชมจันทร์ให้กลับมิใช่รอยยิ้มที่พิมพ์ใจ

“ไม่เจอกันนานเหมือนกันนะคะ นึกว่าจะตายไปแล้วซะอีก” ช่างเป็นคำทักทายที่ไม่ค่อยลื่นหูสักเท่าไร จนคนฟังอย่างปรรณวัชรไม่ชอบใจ มองหญิงสาวตาแข็ง

“ถ้าพูดอะไรดี ๆ ไม่ได้ ก็ไม่ต้องพูดก็ได้นะ” น้ำเสียงของปรรณวัชร บ่งบอกอารมณ์ได้ชัดว่าไม่พอใจกับคำพูดของชมจันทร์ คนดี ๆ ที่ไหนจะทักคนด้วย ถามถึงเรื่องความตาย

“ทำไมล่ะคะ ก็เรื่องนี้มันเป็นเรื่องดีที่สุดแล้ว”

“ชมจันทร์”

“อย่ามีเรื่องกันเลยปัตถ์ วิวไม่อยากให้เรื่องมันวุ่นวาย” ชนิศาห้ามปราม

“ถือว่าวิวขอ ปัตถ์จะยอมแล้วกัน” ประโยคนี้ชายหนุ่มหันไปพูดกับหญิงสาวข้างกาย นึกขุ่นมัวชมจันทร์ จากบรรยากาศดี ๆ หลังจากพาชนิศาไปสูดอากาศบริสุทธิ์ที่สวนดอกไม้ข้างโรงพยาบาล เพราะนาน ๆ ที่คนป่วยจะได้ออกจากห้องพักฟื้นเป็นอันต้องจางหาย เพราะมาเจอผู้หญิงคนนี้เสียก่อน

ส่วนคนฟังอย่างชมจันทร์อยากจะอาเจียนออกมาเสียจริง ความสัมพันธ์สองคนนี้เป็นอะไรที่น่าอึดอัด “แหม่ ซึ้งในน้ำใจจนน้ำตาจะไหลเลยค่ะ”

เจ้าหล่อนยังแสดงการค่อนแคะออกมาได้อย่างดีเยี่ยม ขณะที่ปรรณวัชรจ้องมองเธอตาแทบไม่กระพริบ นี่ถ้าเดินมาบีบคอกันได้ คงทำไปแล้วมั้ง

“แต่ขอโทษทีนะคะ ฉันไม่มีเวลามาคุยเรื่องไร้สาระ ขอให้ตาย อ่อ... ไม่สิ ขอให้หายไว ๆ แล้วกันนะคะคุณพี่สาว” ชมจันทร์พูดจบแค่นั้นก็สาวเท้าลิ่ว ๆ ออกไปทันที

แม้คำบอกลาของชมจันทร์ ก็ยังไม่วายทิ้งระเบิดลูกใหญ่เอาไว้ ปรรณวัชรกำมือแน่น หมายจะเข้าไปกระชากหญิงสาวคุยเสียให้รู้เรื่อง ว่าเป็นอะไรกับชนิศามากไหมถึงได้พูดแบบนี้ออกมา แต่ชนิศาก็รั้งแขนชายหนุ่มพลางส่ายหน้าห้ามเอาไว้

“ทำไมถึงต้องทนให้ผู้หญิงคนนั้นพูดจาแบบนี้ใส่วิว ปัตถ์ไม่เข้าใจเลย” เขาไม่เข้าใจชนิศาเลยจริง ๆ ทุกคำพูดที่ชมจันทร์เอ่ยออกมา มันส่งผลต่อใจของคนฟังอย่างชนิศาเสมอ แต่ทำไมต้องทน

“น้องเกลียดวิว ถ้าปัตถ์ทำอะไรมากกว่านี้ น้องจะยิ่งเกลียดวิวเข้าไปใหญ่ วิวไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้น”

“วิวไม่จำเป็นต้องใส่ใจคนแบบนั้นก็ได้นะ คนอะไรเห็นแก่ตัว”

“ไม่เป็นไรหรอก ช่างเขาเถอะ วิวว่าเราไปกันดีกว่า เดี๋ยวพี่จักกี้จะเป็นห่วง”

“วิว” เขายังวางท่าเข้มขรึม

“แหม่... อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ เดี๋ยวสาวมาเห็นแบบนี้แล้วจะพากันกลัวหมดนะ”

“ไม่ต้องมาพูดเลย”

“วิวรู้ว่าปัตถ์ห่วงความรู้สึกวิว แต่วิวไม่เป็นอะไรจริง ๆ” ใช่... เธอไม่เป็นไร แล้วก็เข้าใจในมุมมองของชมจันทร์ดี ว่าทำไมถึงได้โกรธเกลียดกันมากขนาดนั้น หากเธอเป็นน้องสาว ก็คงจะไม่ต่างกันนัก

“วิวก็แค่พูดให้ปัตถ์สบายใจ”

“วิวพูดจริง ๆ”

“ก็ได้ ปัตถ์ยอมเชื่อก็ได้” ท้ายที่สุดชายหนุ่มก็ใจอ่อนให้ชนิศาจนได้ กระนั้นก่อนเดินไปเข้าก็ไม่วายมองตามหลังชมจันทร์ ความโกรธยังคุกรุ่นอยู่ในอก ทว่าคิ้วหนาขมวดเข้าหากันมากกว่าเดิม เมื่อเขามองเห็นว่าจุดหมายของชมจันทร์นั้นไปทางไหน

แผนกสูตินรีเวชอย่างนั้นเหรอ?

ผู้หญิงคนนั้นไปที่นั่นทำไม?


“หายไปไหนมาชม พี่มารอตั้งนานแล้ว”

“ขอโทษทีค่ะพี่เข็ม ชมเจอคนรู้จัก”

คำพูดของชมจันทร์จะทำให้เขมจิราต้องขมวดคิ้ว เพราะปกติชมจันทร์แทบไม่มีคนรู้จักที่ไหนนอกเสียจากพวกเธอ แต่ก็ตัดสินใจไม่ได้ถามอะไรออกไป “ไม่เป็นไร รีบเข้าห้องตรวจเถอะ”

“ค่ะ” หญิงสาวรับคำ และสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ ไม่ว่าผลลัพธ์มันจะเป็นยังไง เธอจะรับให้ได้

ภายในรถเงียบงัน ชมจันทร์ไม่ได้เอ่ยอะไรออกไปหลังจากออกจากห้องตรวจ ด้านของเขมจิราก็ไม่อยากเซ้าซี้ ทว่าท่าทีที่เงียบของชมจันทร์ก็ทำให้เป็นห่วง ท้ายที่สุดก็อดถามไม่ได้

“ทุกอย่างโอเคใช่ไหมชม”

“…” แต่คนถูกเรียกยังเงียบ

“ชม”

“คะ? พี่เข็ม” คนที่กำลังขับรถอยู่ได้สติขึ้นมา หลังจากได้ยินเสียงของเขมจิรา

“พี่ถามว่าทุกอย่างโอเคดีใช่ไหม?”

“เรื่องอะไรคะ”

“ยังจะถามอีกว่าเรื่องอะไร”

“อ้อ… โอเคค่ะ ชมไม่ได้เป็นอะไร”

“จริงเหรอ เราไม่ได้ท้องใช่ไหม?”

“ค่ะ… หมอบอกแค่เครียดเฉย ๆ”

“โกหกอีกหรือเปล่า”

“แล้วชมจะโกหกไปทำไมล่ะคะ” หญิงสาวยิ้มหวานตอบ แววตาแสดงออกว่าเธอไม่เป็นไรจริง ๆ

“งั้นก็ได้ จากนี้ก็พักผ่อนเยอะ ๆ นะ พี่เป็นห่วง”

“ได้ค่า ชมสัญญาเลยว่าจะพักผ่อนเยอะ ๆ”

“ดีมาก” พอได้ยินแบบนั้นก็พลอยให้นางคลายความกังวลลงไปได้ ทว่าสายตาของเขมจิราเหลือบไปเห็นบางอย่างที่ผิดปกติจากกระจกข้างรถ มีรถจักรยานยนต์คันหนึ่งมุ่งตรงมาด้วยความเร็ว แถมยังใส่ชุดปกคลุมมิดชิด

“ชม พี่ว่าแปลก ๆ”

“อะไรคะพี่เข็ม”

“มีรถตามมาข้างหลัง” น้ำเสียงเขมจิรานิ่งขึ้น มีแววเคร่งเครียด

พอชมจันทร์ได้ยินเช่นนั้น เธอก็มองผ่านกระจกฝั่งคนขับเห็นอย่างที่เขมจิราพูดจริง ๆ แล้ววินาทีนั้นเหมือนพวกนั้นจะรู้ตัว มันเร่งความเร็วขึ้น หยิบบางอย่างออกมาแล้วจ่อมาทางพวกเธอ “พี่เข็มนั่งดี ๆ นะคะ”

“มันเกิดอะไรขึ้นชม” เขมจิราตาตื่น เมื่อชมจันทร์เข้าเกียร์และเพิ่มความเร็ว

“ชมก็ไม่รู้ค่ะ แต่มันคงไม่ใช่เรื่องดี”

“ชม พี่คิดว่า- ว้าย!”

‘ปัง!’

เขมจิราร้องลั่นเมื่อเสียงปืนดังขึ้น พวกนั้นเล็งเข้ามาที่รถของชมจันทร์ที่กำลังเคลื่อนที่อยู่บนท้องถนน จนเกิดความเสียหาย แต่ยังโชคดีที่กระสุนไม่ได้โดนจุดสำคัญของรถ ทำให้ชมจันทร์ยังสามารถบังคับรถต่อไปได้ แต่เธอก็ไม่รู้ว่าจะควบคุมได้อีกนานแค่ไหน เมื่อเป้าหมายของพวกมันแปรเปลี่ยนเป็นล้อรถทั้งสี่ล้อ

‘ปัง!’

ท่ามกลางความมืดมิดมีเพียงแค่แสงไฟริบหรี่จากไฟหลวงที่ไม่ค่อยให้ความสว่างสักเท่าไร กับแสงจันทร์ดวงน้อย ๆ เสียงปืนยังดังสนั่นไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ชมจันทร์ต้องสวมวิญญาณของสิงนักขับเพื่อพาตัวเองและเขมจิราหนีไปจากตรงนี้ให้ได้

‘ปัง!’

เพียงแค่เลี้ยวไปทางโค้งข้างหน้าก็จะเจอกับถนนใหญ่...

อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น ทว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อยิ่งพยายามหนีพวกมันก็ยิ่งเร่งความเร็วเข้ามาใกล้ทุกที ระยะห่างจากเป็นร้อยเมตร ลดลงเรื่อย ๆ จนชมจันทร์หวั่นเกรง หากเป็นแค่เธอคนเดียวคงจะไม่เป็นอะไร แต่ในรถมีเขมจิราด้วย ไม่ได้...

ไม่ว่ายังไงก็ต้องรอด!

“อีกนิดเดียวนะคะพี่เข็ม เราจะไม่เป็นอะไร” เธอหันไปหาสาวรุ่นพี่ พยายามพูดให้อีกฝ่ายคลายความกังวลลงไปได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยได้สักแค่ไหนกันเชียว ฝั่งของเขมจิราพยักหน้ารับ สีหน้ากลัวสุดขีดมือทั้งสองข้างจับเข็มขัดนิรภัยเอาไว้แน่น ราวกับกลัวว่ามันจะหายไป

‘ปัง!’

‘เอี๊ยด!’

ชมจันทร์หักพ่วงมาลัยเลี้ยวออกมาสู่ถนนใหญ่ได้ในที่สุด รถจักรยานยนต์ของคนร้ายที่ขับตามมาจำเป็นต้องเบรคและหยุดกะทันหัน พวกมันแสดงออกว่าไม่พอใจออกมาก่อนจะหักรถกลับไปทางเดิม

หญิงสาวมองจากกระจกข้างคนขับ พบว่าพวกนั้นล่าถอยไปแล้ว จึงได้ถอนหายใจออกมา ส่วนเขมจิราก็เรียกขวัญของตัวเองที่แตกกระเจิงให้กลับมายกใหญ่ และเมื่อทุกอย่างอยู่ในความปกติจึงได้หันไปหาชมจันทร์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กันด้วยสายตาคาดคั้น

“เรามีเรื่องต้องคุยกันยาวชม”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป