บทที่ 8 สมรสไม่รัก

บทที่ 7

สมรสไม่รัก

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันจะระวังตัว”

หญิงสาวพูดคุยกับปลายสาย เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต่อสายมาจากเกาะช้าง พวกเขารายงานว่าผู้ต้องหาที่จับกุมตัวได้เมื่อตอนนั้น ได้หลบหนีออกมาจากเรือนจำ ทางเจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนและตามหาตัวอยู่ แต่ตอนนี้ยังไม่พบ และที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นคือเส้นทางหลบหนีเป็นเส้นทางที่ใช้มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวง

เช่นนั้นชมจันทร์จึงได้บอกให้ตำรวจรับรู้ว่าก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมง เธอถูกลอบทำร้าย มิอาจแน่ใจหรือยืนยันได้ว่าสองคนที่ตามมายิงเธอนั้น ใช่กลุ่มเดียวกันหรือเปล่า แต่ถึงอย่างไรหลังจากนี้ไปไหนมาไหน ก็คงต้องระวังตัวมากกว่าเดิม

[ได้เรื่องยังไง ผมจะรีบติดต่อไปเลยนะครับ ระหว่างนี้ถ้ามีสิ่งผิดปกติให้รีบรายงานพวกผมทันทีเลยนะครับ]

“ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะ” หญิงสาววางสายโทรศัพท์ หลังจากบทสนทนาสิ้นสุดลง

ชมจันทร์ถอนหายใจออกมา ก่อนหันไปอีกทางเห็นพี่สาวสองคนจ้องมองมาที่เธอ ดูก็รู้แล้วว่าสองคนนั้นต้องการความจริงทั้งหมด ว่ามันเกิดอะไรขึ้น

“เล่ามาให้หมดยัยตัวแสบ ไปทำอะไรไว้ ทำไมถึงได้มีคนมาไล่ยิงแบบนี้” กรกนกและเขมจิราคาดคั้น สีหน้าถมึงทึงจนชมจันทร์ขนลุกซู่

“เล่าก็ได้ค่ะ”

ก่อนหน้านี้เขมจิราพาเธอไปแจ้งความที่สถานีตำรวจเรียบร้อยแล้ว เสร็จจึงย้อนกลับมาที่สำนักงานของตนเอง กรกนกที่เพิ่งขับรถกลับถึงบ้านได้ไม่นานก็ต้องวนรถกลับมาอีกครั้ง หลังจากรับสายจากเขมจิรา

“ทั้งหมด ห้ามโกหก” กรกนกชี้นิ้วกำชับ

“ได้ค่ะ ชมจะบอก” มาถึงตอนนี้ คงไม่สามารถปกปิดอะไรได้อีกแล้ว การยอมให้เขมจิราและกรกนกรู้ก็ไม่ใช่เรื่องที่แย่อะไร

ชมจันทร์เริ่มเล่าในสิ่งที่เธอรู้ให้ทั้งสองฟัง ว่าก่อนหน้านี้ที่เกาะช้างเกิดอะไรขึ้นบ้าง เธอยังไม่สามารถวางใจได้ว่าทั้งหมดไม่ใช่ฝีมือของเขมรินทร์ ชายหนุ่มหายไปตั้งแต่คุยกันที่บาร์รีสอร์ทอันวาวันนั้น วันที่รับฟังคำพิพากษาของศาลก็ไม่เห็นหน้าคาตาของเขา ไม่รู้ว่าเพราะเรื่องคดีนั้นหรือเปล่า ถึงทำให้ชายหนุ่มมุ่งร้ายมาที่เธอ

แต่ตอนที่ได้คุยกันที่เกาะช้าง เธอจับสังเกตของเขา เขมรินทร์ไม่มีท่าทีโกหกสักนิดกับเรื่องที่เกิดขึ้น เหมือนเขาพูดความจริง แต่คนอย่างเขมรินทร์เชื่อถือได้อยู่หรือ? ทว่าหลักฐานเอาผิดอีกฝ่ายก็ไม่มีอีก

“มันไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แล้วนะชม สองครั้งแล้วนะ แล้วจะมีครั้งสามอีกตอนไหน แล้วจะรอดเหมือนสองครั้งที่ผ่านมารึเปล่า” ความกังวลในคำพูดและสายตาของกรกนกกับเขมจิรามีมาก ความห่วงใยส่งถึงชมจันทร์จนเธอรู้สึกซึ้งน้ำใจของสองคนนี้

“ชมไม่ตายง่าย ๆ หรอกค่ะ ชมรอดตายมาแล้วตั้งหลายครั้ง ดวงชมแข็งจะตายไป” ชีวิตเธอเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายมาตลอด อีกอย่างเรื่องพวกนี้คงไม่สาหัสเท่าเรื่องเมื่อสิบปีก่อนหรอก จำได้ดีว่ากว่าจะผ่านครั้งนั้นมาได้ เธอเจ็บปวดแทบเจียนตายมากแค่ไหน ครั้งนี้ยังเทียบไม่ได้

“อย่ามาล้อเล่นกับความเป็นความตายนะชม เราไม่กลัวแต่พวกพี่กลัว” ชมจันทร์มักเป็นแบบนี้ตลอด ไม่คิดห่วงใยตัวเอง “อย่าลืมสิ ว่าเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวบนโลก ยังมีพวกพี่อีก ถ้าเราเป็นอะไรขึ้นมาจริง ๆ พวกพี่จะทำยังไงฮึ? ยัยเด็กคนนี้”

“...” คำพูดที่หลุดออกมาจากปากของพี่สาวรุ่นพี่ ทำให้ชมจันทร์น้ำตาซึม

“ขอบคุณนะคะ ที่ห่วงชมมากขนาดนี้” ขนาดสองคนนี้ไม่ใช่สายเลือดของเธอ ยังแสดงออกว่ารักและห่วงใยเธอมากกว่าเลือดเนื้อเชื้อไขของเธออีก

“อยู่ด้วยกันมาตั้งนาน จะไม่ห่วงได้ยังไง” เขมจิราบอก

“แล้วเราจะเอายังไงต่อ ถ้าอยู่แบบนี้มันอันตรายนะ พวกนั้นจะโดนจับได้ตอนไหนก็ไม่รู้ อีกอย่างมันเป็นพรรคพวกใคร เราก็ยังหาต้นตอไม่ได้”

“ชมก็คงต้องระวังตัวมากกว่าเดิมค่ะ”

“พี่ว่าเราไปอยู่ที่อื่นสักพักไหมชม อยู่ที่ที่ไม่คิดว่าจะมีใครหาเจอ”

“ชมไม่มีที่แบบนั้นหรอกค่ะ พวกพี่ก็รู้ว่าชมมีที่ไปเสียที่ไหน” เธอใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวมาตั้งแต่สิบปีก่อนแล้ว หากไม่ได้ความอนุเคราะห์จากทนายคนหนึ่ง เธอก็คงไม่มีทุกวันนี้

“เดี๋ยวพี่จะลองหาดูให้” กรกนกคิดหาทางรอดให้น้องสาว ถ้าปล่อยให้อยู่แบบนี้ มีหวังอีกไม่นานนี้ชมจันทร์ได้เหลือแต่ชื่อแน่ ๆ

ทว่ายังไม่ทันที่จะได้หาลืออะไรกันมากมายนัก เสียงโทรศัพท์ของหญิงสาวก็ดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ชมจันทร์คว้าขึ้นมาดูก่อนจะรีบกดรับสายอย่างไว ทั้งกรกนกและเขมจิราต่างมองหน้ากัน เพราะบทสนทนาที่ได้ยิน ไม่น่าจะเกี่ยวกับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น

“ได้ค่ะ... ขอบคุณมากเลยนะคะ” ชมจันทร์ตอบกลับ ก่อนจะวางสายไป

“มีเรื่องอะไรอีกล่ะเรา”

“เรื่องอะไรที่ไหนกันคะ ก็แค่ฝากคนรู้จักซื้อของ” จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เลยต่างหาก เมื่อครู่นี้เป็นสายจากนักสืบ ที่เธอไหว้วานให้ช่วยตามหาใครบางคน พอมาถึงตรงนี้แล้ว ก็เกิดความคิดดี ๆ ขึ้นมา

“ชมมาคิด ๆ ดูแล้ว... อาจจะไม่ต้องหาก็ได้ค่ะ”

“ทำไมล่ะ” คำพูดของชมจันทร์ ทำให้ทั้งเขมจิราและกรกนกขมวดคิ้ว ถ้าไม่หาที่อยู่แล้วหญิงสาวจะไปอยู่ที่ไหน

“ชมคิดว่า ชมหาที่อยู่ได้แล้วค่ะ” เธอเผลอคิดอะไรดี ๆ ขึ้นมาได้ ในเมื่อเรื่องนี้เขมรินทร์คือผู้ต้องสงสัยคนสำคัญ แต่ชายหนุ่มหาทางจับตัวได้ยาก การจะได้เจอหน้าเขาจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ฉะนั้นถ้าเธออยากเจอเขมรินทร์ เธอก็ต้องหาหนทาง อีกอย่างข้อมูลจากปลายสายที่เพิ่งได้รับมา ทำให้เธอรู้ดีว่าตัวเองต้องไปที่ไหน

“ที่ไหน บอกพวกพี่ได้หรือเปล่า”

“ไว้ชมแน่ใจมากกว่านี้ แล้วชมจะบอกนะคะ แต่พี่เข็มกับพี่ไก่ไม่ต้องห่วง ชมมั่นใจว่าชมไม่เป็นไรแน่นอนค่ะ”

ท่ามกลางเสียงดนตรีที่เคล้าไปกับบรรยากาศยามค่ำคืน ช่างเป็นคืนที่น่าหลงใหลอีกคืนหนึ่งสำหรับใครหลาย ๆ คน แต่สำหรับชมจันทร์แล้วมิใช่เช่นนั้น หญิงสาวนั่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์บาร์พร้อมน้ำเปล่าหนึ่งแก้ว สายตาสาดมองไปพื้นที่โดยรอบ ผู้คนจำนวนมากกำลังยิ้มและหัวเราะ บ้างก็ขยับตัวไปมาตามเสียงเพลง

ชมจันทร์ลงทุนขับรถมาใกล้จากเมืองหลวง มาถึงราชบุรีเพื่อพูดคุยถึงข้อตกลงบางอย่าง ซึ่งเธอเองก็ไม่แน่ใจนักว่ามันจะเป็นผล

“มีอะไรก็รีบพูดมา ฉันไม่ได้มีเวลาให้คนอย่างเธอมากนักหรอกนะ”

เสียงหนึ่งที่ดังขึ้น ทำให้ชมจันทร์ที่กำลังเหม่อลอยอยู่จำต้องหันไปมอง เห็นสีหน้าถมึงทึงของชายหนุ่มแล้วอยากจะเอามือขยุ้มหัวเขาให้ผมขาดติดมือมา การได้เจอหน้าเธอคงเป็นเรื่องน่ารำคาญและเสียเวลาสินะ

“ของที่คุณอยากได้” เธอจะไม่เสียเวลา ไม่อยากชวนชายหนุ่มทะเลาะ “ฉันจะให้คุณ”

“เธอหมายถึงอะไร?”

“แล้วอะไรล่ะ ที่คุณอยากได้นักอยากได้หนา” มาถึงตอนนี้ ลืมไปแล้วหรือยังไง “ไขกระดูก ฉันจะยอมให้ผู้หญิงคนนั้น แต่มีข้อแลกเปลี่ยน”

“ข้อแลกเปลี่ยนอะไร?” แม้จะดีใจ แต่ปรรณวัชรก็ยังเก็บอาการไว้ได้อย่างดีเยี่ยม

ชมจันทร์ไม่พูด แต่วางเอกสารลงตรงหน้าชายหนุ่ม ปรรณวัชรคว้าขึ้นมาอ่านดู คิ้วหนาขมวดและแทบอยากขย้ำกระดาษตรงหน้านี้ทิ้งไปซะ

“เป็นบ้ารึไง เธอคิดจะทำอะไร”

“ไหนว่ายอมทำได้ทุกอย่าง คุณแค่เซ็นชื่อลงไปในแผ่นนั้น มันก็จบไม่เห็นจะยากตรงไหน”

“ไม่ยากเหรอ?” จ้องมองชมจันทร์เขม็ง ไม่พอใจ

“ใบทะเบียนสมรสเนี่ยนะ เธอเอาอะไรคิดวะ!”

“ถ้าไม่จดก็ไม่ได้ไขกระดูก” เธอไหวไหล่ไม่ใส่ใจท่าทีของเขา ว่าจะรู้สึกอย่างไร

“เธอหวังว่าทำแบบนี้แล้วจะให้ฉันรักเธอรึไง”

“ฉันไม่ได้หวังให้คุณรักฉัน ตั้งแต่วันที่คุณทำร้ายหัวใจฉันแล้วคุณปัตถ์”

“...” คำพูดเมื่อกี้ของชมจันทร์ ยอมรับว่าเขารู้สึกสะอึก แต่ก็ยังซ่อนความรู้สึกพวกนั้นเอาไว้ได้

“แล้วมีเหตุผลอะไร?”

“ไม่มี ก็แค่อยากให้จด ฉันอุตส่าห์เสียไขกระดูกให้คนที่คุณรักได้มีชีวิตรอดเชียวนะ จะไม่ตอบแทนกันหน่อยเหรอ?”

“...”

“เรื่องนี้มันขึ้นอยู่กับคุณ ฉันไม่ได้บังคับ ก็แค่ยื่นข้อเสนอ คุณจะไม่ทำก็ได้ ก็แค่รอเวลาให้มีใครสักคนมาบริจาคไขกระดูกก็แค่นั้น”

ปรรณวัชรถอนหายใจพลางขบกรามแน่น มันไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เขาตัดสินใจได้ปุบปับในทันที แต่เพื่อชนิศา...

“นานแค่ไหน?”

“คะ?”

“ฉันต้องทนมีชื่อในใบสมรสนี้นานแค่ไหน”

“ไม่กี่เดือนหรอกค่ะ ถึงตอนนั้นฉันจะหย่าให้คุณ”

ที่เธอทำเพราะส่วนหนึ่งมีเหตุผลไม่ใช่แค่เรื่องของเขมรินทร์แต่ยังมีเรื่องอื่น อีกอย่างปรรณวัชรมีสวนอะโวคาโด้แน่นอนว่ามันสามารถใช้เป็นที่หลบภัยได้ดี พื้นที่ตรงนั้นห่างไกลผู้คนทั้งยังอยู่นอกตัวเมือง ส่วนเรื่องของปรรณวัชร เธอคิดว่าหากตนเองมีชื่ออยู่ในทะเบียนสมรสเขามันจะเป็นเกราะชั้นดี อย่างน้อยชื่อและนามสกุลเขาก็ทรงอิทธิพลอยู่บ้าง และอีกอย่างอาจทำให้เธอสามารถจัดการอะไรได้ง่ายขึ้น

“ทำให้ได้เหมือนที่พูดแล้วกัน อย่าให้มันนานเพราะฉันคงไม่มีความอดทนมากขนาดนั้น”

“ฉันพูดคำไหนคำนั้น”

“งั้นพรุ่งนี้ก็ไปโรง’บาลกับฉัน”

ชมจันทร์หันไปมองเขา เธอลุกขึ้นจากเก้าอี้ เอื้อมมือไปลูบไล้ลงบนหัวไหล่เขาเบา ๆ ราวกับพยายามเย้ายวน แต่ปรรณวัชรไม่คิดเล่นด้วย เขาสะบัดมือของหญิงสาวทิ้งไม่ใยดี แต่ชมจันทร์ยังคงฝืนยิ้ม

“นัดเวลามาได้เลยค่ะ ฉันพร้อมเสมอ”

รุ่งเช้าวันใหม่ก่อนชมจันทร์จะไปโรงพยาบาลตามความต้องการของปรรณวัชร เธอนัดแนะให้เขามาที่สำนักงานเขต เพื่อทำเรื่องทะเบียนสมรสให้เสร็จสรรพตามที่ตกลงกันไว้ พอมาถึงก็เจอชายหนุ่มยืนหน้ายักษ์อยู่หน้าทางเข้า นี่ถ้าเขากินหัวเธอได้เขาคงจะทำไปแล้ว

“ทำหน้าเหมือนคนจะตายเลยนะคะ”

“จดทะเบียนกับคนไม่รัก ใครมันก็อยากตายทั้งนั้นแหละ”

“ซาบซึ้งใจจังเลยค่ะ” เธอเองก็ไม่ได้รู้สึกดีสักเท่าไร ยิ่งปรรณวัชรพูดแบบนั้นมายิ่งตอกย้ำว่าเขาเกลียดเธอเสียยิ่งกว่าอะไรดี แต่ที่ต้องกักชายหนุ่มไว้ในพันธนาการแบบนี้ ก็เพราะว่าเธอมีเรื่องที่สำคัญต้องทำ การได้อยู่ใกล้ตัวปรรณวัชรมันคือเรื่องดี นอกจากเรื่องนี้เธอก็มองหาอย่างอื่นไม่ได้แล้ว ตอนนี้เธออาจดูเห็นแก่ตัวเพื่อประโยชน์ของตัวเอง

แต่ช่วยอดทนหน่อยแล้วกัน...

จนถึงตอนนั้น เธอจะปล่อยเขาไปโดยที่ไม่รั้งให้เสียเวลาเลย

“จะทำอะไรก็รีบทำ จะได้ไปโรง’บาลสักที”

“ได้เลยค่าคุณสามี”

ชมจันทร์ตอบกลับด้วยแววตาสุกสกาว ทว่าในใจหญิงสาวกลับหม่นหมอง ใครจะรู้ว่าผู้หญิงคนนี้ต้องทนอยู่กับความทุกข์ระทมมากแค่ไหน กว่าจะผ่านมาได้แต่ละวัน แทบกระอักเลือดตาย

นายทะเบียนจัดแจงวางเอกสารลงตรงหน้าของปรรณวัชรและชมจันทร์ หญิงสาวไม่รีรอที่จะจรดปากกาลงบนกระดาษสี่เหลี่ยม ขณะที่ปรรณวัชรชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง เขาถอนหายใจออกมาแต่สุดท้ายก็ยอมทำตามที่หญิงสาวต้องการ

“ยินดีด้วยนะครับ”

ยินดีกับผีน่ะสิ!

ปรรณวัชรสถบในใจ หลังจากนายทะเบียนส่งใบทะเบียนสมรสให้ทั้งสองคนแบ่งกันเก็บไว้ คนละใบ

ปรรณวัชรรับมาด้วยความไม่เต็มใจ เขาลุกขึ้นยื่นและสาวเท้าออกไปจากสำนักงานเขตทันที ส่วนชมจันทร์ก็ได้แต่ยิ้มแหย่ให้เจ้าหน้าที่ตรงหน้า ก่อนเดินตามออกไป

“ไม่มีมารยาทเลยนะคะ ลุกมาแบบนี้”

“ก็มันเสร็จแล้วไม่ใช่รึไง จะอยู่ให้เสียเวลาทำไม” ชายหนุ่มตอบอย่างไม่คิดใส่ใจ เขาอยู่ตรงนั้นหรือไม่อยู่มันจะไปมีความหมายอะไร ในเมื่อสิ่งที่ชมจันทร์ต้องการก็สำเร็จแล้ว

“ใจร้ายชะมัด”

“นี่!” ปรรณวัชรขึ้นเสียงใส่ แต่เจ้าหล่อนเดินนำหน้าไปไกลแล้ว

“จะไปไหมคะ โรง’บาลน่ะ ถ้าคุณช้า ฉันจะได้ไม่ต้องไป”

“ลองเธอไม่ไปดูสิ ฉันนี่แหละจะลากเธอไปเอง” แล้วแน่นอนว่าเขาจะทำมากกว่าที่เคยทำด้วย แต่ก่อนแค่ตามทักท้วงให้ไปหาชนิศา แต่ตอนนี้เขามีสิทธิ์ทำมากกว่านั้น มาดูกันว่างานนี้ใครจะทนไม่ไหวก่อนกัน

“กลัวจังเลยค่ะ”

ห้องพักฟื้นของชนิศาคือจุดหมายปลายทาง พอเปิดประตูเข้าไปชมจันทร์ก็เจอกับชนิศา ผู้หญิงคนนี้ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพปกติหรือป่วย ก็ยังดูดีอยู่เสมอ ทั้ง ๆ ที่เกิดมาจากพ่อแม่เดียวกัน แต่ถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมชะตาชีวิตถึงได้ต่างกันนัก

ถ้าเปรียบเทียบชีวิตของชนิศา ก็คงเหมือนอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า

ส่วนเธอน่ะหรือ...

นรกบนดิน

“ชม...”

แม้ชนิศาจะเรียกชื่อของชมจันทร์ แต่เจ้าของชื่อก็ไม่ได้ตอบรับใด ๆ ออกไป เธอยังวางท่าทีเฉยชาต่อผู้หญิงคนนี้เหมือนเดิม

“ปัตถ์พาชมมาทำไมเหรอ?”

“พามาบริจาคไขกระดูกให้วิวไง วิวจะหายแล้วนะ” เขาเดินเข้าไปหาหญิงสาว จับมือของชนิศามากอบกุมเอาไว้ โดยไม่ได้แคร์สายตาของชมจันทร์ที่มองมาเลย

“แหม่... ถึงเนื้อถึงตัวพี่สาวภรรยาตัวเองแบบนี้ ชมว่ามันไม่ดีเลยนะคะคุณปัตถ์” คำพูดของชมจันทร์ ทำให้ชนิศาขมวดคิ้ว ขณะเดียวกับปรรณวัชรตวัดสายตามองหญิงสาวทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น

“หมายถึงอะไรชม”

“นี่คุณปัตถ์ยังไม่บอกพี่วิวเหรอคะ ว่าเราสองคนจดทะเบียนสมรสกันแล้ว อีกอย่างเพราะคุณปัตถ์ขอร้อง ชมก็เลยยอม” เธอไม่พูดเปล่าแต่เดินไปแทรกกลางระหว่างสองคนนั้น ชมจันทร์คว้าแขนของปรรณวัชรมาควงเอาไว้แสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ

“ปัตถ์ ทำไม...”

“ไว้เดี๋ยวปัตถ์อธิบายให้ฟังนะวิว”

“ก็บอกไปสิคะ ว่าคุณปัตถ์อยากได้ชมเป็นภรรยา เพราะว่าชมปรนนิบัติดีขนาดไหน ยิ่งเรื่องบนเตียง...”

“ชมจันทร์” น้ำเสียงของปรรณวัชรไม่พอใจ แต่สิ่งที่ชมจันทร์ตอบสนองเป็นเพียงแค่การไหวไหล่ไม่ใส่ใจ

“ปัตถ์กับชม คบกันเหรอ ทำไมวิวถึงไม่รู้เลย” ยอมรับว่าตกใจ เพราะไม่คิดเหมือนกันว่าปรรณวัชรจะหันไปคบหาน้องสาวของเธอแบบนี้

“มันเป็นเรื่อง-”

“ใช่ค่ะ เราคบกัน” ชมจันทร์ไม่มีช่องว่างให้ปรรณวัชรได้อธิบาย

“เลิกพูดมาก แล้วก็ไปทำเรื่องที่เธอควรทำสักที” เขาแกะมือของหญิงสาวให้หลุดออก พลางออกปากไล่

“ใจจริงก็อยากทำแบบนั้นนะคะ แต่การที่ชมเป็นแบบนี้ ไม่รู้ว่ามันจะส่งผลอะไรต่อการบริจาครึเปล่า” ชมจันทร์หยิบเอาบางอย่างออกมาจากกระเป๋า และคำพูดของชมจันทร์ก็ทำให้สองคนหันไปมองหน้ากัน ก่อนจะคว้ากระดาษมาจากมือของหญิงสาว

สายตาของปรรณวัชรไล่มองอ่านทุกตัวอักษรอย่างละเอียดและถี่ถ้วน เขาอยากอ่านให้แน่ชัดว่าสิ่งที่ตัวเองเห็นอยู่ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

“มันหมายความว่ายังไง?” ปรรณวัชรกดเสียงถาม เขาพยายามอย่างที่สุดแล้ว ที่จะข่มอารมณ์ของตัวเองเอาไว้

“ก็ตามที่เห็นในเอกสารค่ะ” เธอทอดสายตามองไปที่สองคนนั้น

“ชมท้อง”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป