บทที่ 9 สมาชิกใหม่

บทที่ 8

สมาชิกใหม่

ปรรณวัชรแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง ว่าสิ่งที่เขาเพิ่งได้ยินมาจากปากชมจันทร์จะเป็นเรื่องจริง แต่พอได้ลองอ่านเอกสาร และเห็นลายเซ็นต์พร้อมตราประทับ ก็ทำให้รู้ได้ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ถูกปลอมแปลงออกมา

ท้องหรือ?

เป็นไปได้ยังไง ผู้หญิงคนนี้กำลังเล่นเกมอะไรอยู่กันแน่!

“เธอโกหกใช่ไหม? ฉันถามว่าเธอโกหกใช่ไหม!”

“จะโกหกได้ยังไงล่ะคะ ก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าเอกสารในมันระบุชัดขนาดนั้น”

ในตอนแรกที่เธอรู้ เธอก็ตกใจเหมือนกัน ไม่คิดว่าเรื่องมันจะเป็นแบบนี้ได้ ความสัมพันธ์ของเธอกับปรรณวัชรเป็นความสัมพันธ์แบบฉาบฉวย เพียงแค่ครั้งเดียวที่เขาและเธอมีอะไรกัน แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะเกิดก้อนเลือดในท้องของเธอ

ในส่วนของความรับผิดชอบ เธอไม่ได้ต้องการการรับผิดชอบจากเขาสักนิดเดียว เด็กคนนี้หากมีโชคชะตาต่อกันจริง ๆ เธอก็พร้อมจะให้เขาได้ลืมตาดูโลก และให้คำสัญญาเลยว่า เธอจะดูแลให้ดีที่สุดเท่าที่แม่คนหนึ่งจะทำได้

“หวา... น่าเสียดายแย่นะคะ ไม่รู้ว่าชมท้องแบบนี้แล้ว จะบริจาคไขกระดูกให้พี่วิวได้รึเปล่า ชมเป็นห่วงลูกจังเลยค่ะ ถ้าชมต้องยอมเอาไขกระดูกให้พี่วิวตอนนี้ ลูกชมก็จะเป็นอันตราย”

“เรามีเรื่องต้องคุยกัน!” ปรรณวัชรกำกระดาษนั้นแน่น จับมือของชมจันทร์แล้วกระชากให้เดินออกไปนอกห้อง ในขณะที่ตอนนี้ชนิศานิ่งงันไปแล้ว เมื่อครู่หญิงสาวได้เจอกับเรื่องเซอร์ไพร์สตั้งสองเรื่อง

ไม่รู้ว่าควรแสดงออกอย่างไร ยินดี?

หรือเฉยชา

เธอไม่ได้รักไม่ได้ชอบปรรณวัชรก็จริง แต่การเห็นเขาตกไปเป็นของคนอื่น ไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการในตอนนี้ แถมคนนั้นยังเป็นชมจันทร์อีก เธอควรจะทำอย่างไรกับสถานการณ์นี้?

“ปล่อยฉันนะคุณปัตถ์ ฉันเจ็บ!” ชมจันทร์ถูกปรรณวัชรลากออกมาจากห้องพักฟื้นของชนิศา ตรงไปยังระเบียงของโรงพยาบาลที่ไร้ผู้คน

“เจ็บอะไร แค่นี้เธอเจ็บแล้วเหรอ อย่าสำออยให้มันมาก” ทั้งน้ำเสียงและแววตาช่างเป็นความร้ายกาจ ที่เขาไม่เคยมอบให้ใคร นอกจากผู้หญิงคนนี้

“ฉันไม่ได้หนังหนาเหมือนวัว เหมือนควายแบบคุณ ถึงจะไม่ได้รู้สึกอะไร”

“ชมจันทร์!”

“จะทำอะไรคะ จะบีบคอให้ตายเหรอ?” หญิงสาวเชิดหน้าท้าทาย ยิ่งนานวัน เธอยิ่งเห็นแววตาเกลียดชังของปรรณวัชร ยามสายตาเย็นชาที่จ้องมองมายังเธอ ยิ่งตอกย้ำให้ชัดเจนเข้าไปทุกที การเป็นคนไม่ถูกรัก เธอควรจะชินชากับมันได้แล้ว

แต่ทำไมต่อให้นานแค่ไหน ก็ไม่เคยรับมือได้เลยสักที

“ฉันบอกแล้วว่าฉันจะไม่ฆ่าเธอให้ตาย และถ้าฉันจะทำ ฉันก็ไม่ทำให้เปลืองแรงตัวเองหรอก” มันเป็นคำขู่ ข้อนี้ชายหนุ่มรู้ดี แต่ประโยคนี้กลับทำให้ชมจันทร์นิ่งเงียบไป

“...” ก็คงจะยืมมือคนอื่นฆ่าเธอ เหมือนที่ใครหลายคนอยากทำสินะ?

“ไม่ต้องฆ่าให้ตัวเองติดคุกหรอกค่ะ ถึงเวลาเดี๋ยวฉันก็ตายเองนั่นแหละ” หญิงสาวซุกซ่อนความรวดร้าวเอาไว้ใต้ก้นบึ้งของหัวใจ ชาติก่อนเธอไปทำเลวระยำกับใครไว้หรือเปล่า เกิดมาชาตินี้เจ้ากรรมนายเวรเธอถึงได้เยอะซะเหลือเกิน

“...” คราวนี้คนที่แกล้งขู่ เป็นฝ่ายเงียบบ้าง ไม่คิดเหมือนกันว่าชมจันทร์จะไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายกับเรื่องพวกนั้น

“สรุปจะคุยเรื่องอะไรคะ” หญิงสาวตัดบททิ้ง เธอเองก็ไม่อยากพูดเรื่องความเป็นความตายสักเท่าไร แม้ทุกวันนี้เธอจะยืนอยู่ขอบหน้าผาก็ตาม

“เรื่องท้อง เธอกำลังคิดจะทำอะไรกันแน่ชมจันทร์ อยู่ ๆ เธอจะมาท้องได้ยังไง”

“ฉันคงท้องกับหมามั้งคะ” ช่างเป็นคำถามที่ดูโง่เง่าที่สุด ตั้งแต่ที่เธอรู้จักกับผู้ชายคนนี้มาเลย

“จะคุยกันดี ๆ ได้ไหม”

“แล้วคุณคิดว่ายังไง มันเป็นคำถามที่ฉันคิดว่าคุณเองก็รู้คำตอบดี”

“แต่คืนนั้น...”

“คุณไม่ป้องกัน”

“แม่งเอ้ย!” ปรรณวัชรสถบลั่นออกมา มือหนาลูบหน้าด้วยความสับสน เขาไม่คิดว่าแค่ครั้งเดียว ไม่สิ... คืนนั้นมันหลายครั้งมาก ๆ แต่ก็นั่นแหละ... เขาไม่คิดว่ามันจะเป็นปัญหาแบบนี้

“แล้วทำไมเธอไม่บอกฉันตั้งแต่เมื่อวานวะ!”

“จะบอกตอนนี้ หรือตอนไหนมันสำคัญยังไงคะ?”

“ฉันก็จะได้ไม่ต้องจดทะเบียนสมรสบ้า ๆ ของเธอไง!” ที่เขาทำ ก็เพราะคิดว่าชมจันทร์จะช่วยเรื่องไขกระดูกให้ชนิศาจริง ๆ แต่พอทุกอย่างมันเป็นแบบนี้แล้ว เท่ากับว่าหญิงสาวไม่สามารถบริจาคไขกระดูกให้ชนิศาได้ เพราะมันจะส่งผลต่อเด็กในท้อง ทะเบียนสมรสที่จดไปก็ไร้ความหมาย

“...” ต้องมีอีกกี่ครั้งกัน? ที่เธอพูดอะไรไม่ออกกับประโยคเจ็บ ๆ ของเขา สำหรับเขาเรื่องนี้มันไม่ได้สำคัญอะไรเลยสินะ? งั้นเธอก็คิดถูกแล้ว ที่ไม่ได้อยากได้ความรับผิดชอบจากเขาตั้งแต่แรก

“หรือที่เธอทำแบบนี้ เพราะอยากให้ฉันรับผิดชอบ”

“ถึงฉันจะทำตัวน่าสมเพช แต่สำหรับเด็กคนเดียว ฉันมีปัญญาเลี้ยงเขาให้เติบโตขึ้นมาได้ โดยที่ไม่ต้องมีคุณ”

“แล้วเธอทำแบบนี้ทำไมชมจันทร์ ดึงฉันเข้าไปในเกมบ้า ๆ ของเธอเพื่ออะไร!”

“ก็เพื่อให้ผู้หญิงคนนั้นต้องรู้สึก เหมือนที่ฉันเคยรู้สึก” ต้องสูญเสีย นั่นแหละ...

คือสิ่งที่เธออยากให้ชนิศาได้ลิ้มลองมันบ้าง แม้สิ่งที่ชนิศาเจอจะไม่ได้เสี้ยวของเธอก็ตาม

“เธอว่าอะไรนะ?”

“ฉันสนุกเวลาที่ได้แววตาผู้หญิงคนนั้นเจ็บ ยิ่งตอนที่มองเหมือนถูกแย่งของที่เคยเป็นของตัวเองไป ยิ่งรู้สึกสะใจ” มันอาจฟังดูเหมือนเธออิจฉาชนิศา แต่เปล่าเลย... เธอก็แค่อยากให้แค่สักเสี้ยวหนึ่งของความเจ็บปวดของเธอ ให้ชนิศาได้ลิ้มลองบ้างก็แค่นั้น จะได้รู้ว่ารสชาติมันเป็นอย่างไร

และสำหรับปรรณวัชร เขาก็ดูเป็นของหวงที่ชนิศาหวงมากที่สุด แม้ไม่ได้รัก แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของดังเดิม ก็คงไม่วายรู้สึกเหมือนสูญเสียนั่นแหละ

“เธอทำเรื่องพวกนี้ได้ยังไง? ฉันถามว่าทำได้ยังไงห๊ะ!” ปรรณวัชรแทบควบคุมสติของตัวเองไม่อยู่ เขากระชากแขนชมจันทร์ จนหญิงสาวปะทะเข้ากับอกแกร่งตกอยู่ในพันธนการของเขา เวลานี้รู้สึกอยากจะฆ่าผู้หญิงคนนี้ให้ตายคามือนัก ไม่คิดว่าชมจันทร์จะร้ายกาจมากขนาดนี้

“ก็บอกแล้วไงว่ามันสนุก ยังต้องให้พูดอะไรอีก” แม้จะเจ็บที่ข้อมือ แต่ชมจันทร์ยังฝืนทนเชิดหน้าใส่เขา

“ก็ได้... ในเมื่ออยากสนุกนัก เดี๋ยวฉันจะทำให้เธอได้สนุกมากกว่าเดิมเอง”

ปรรณวัชรสะบัดข้อมือของชมจันทร์ทิ้งไม่ใยดี ก่อนสาวเท้าเดินจากไป ทิ้งให้เจ้าหล่อนยืนอยู่เพียงลำพัง ชมจันทร์มองตามแผ่นหลังกว้างของปรรณวัชรไป วูบหนึ่งในใจมันบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก แต่เพราะเธอเลือกเองจะมาอ่อนแอตอนนี้ก็คงไม่ได้ อดทนเพื่อเป้าหมายของตัวเองเข้าไว้ แล้วเฝ้าหวังว่าสุดท้ายแล้ว ทุกอย่างมันจะดี

เธอภาวนาให้เป็นแบบนั้น...


คิ้วของปรรณวัชรต้องขมวดเป็นปม เมื่อขับรถเข้ามาบริเวณบ้านในสวนอะโวคาโด้ของตนเอง เขาเห็นรถยนต์คุ้นตาหลายคันจอดเรียงรายกันอยู่ที่หน้าบ้าน จำได้ดีว่ามันเป็นรถของปรัตถกรและปุริมปรัชญ์ จึงรีบสาวเท้าเข้าไปด้านในบ้านเพื่อถามไถ่ว่าเหตุใดถึงมา โดยไม่บอกเขาสักคำ

“อ้าวมาแล้วเหรอพี่ปัตถ์” เสียงทักทายจากปุริมปรัชญ์น้องชายคนเล็กที่กำลังนั่งก่อไฟอยู่หน้าบ้าน ร้องถามทันทีที่ได้เห็นหน้าคาตา พี่ชายคนรองของตนเอง

“ทำไมแกกับพี่ปุณณ์ถึงมาที่นี่ แล้วไม่บอกฉันโปรด” ปกติใครจะมา จะไป ล้วนโทรศัพท์มาบอกเขาตลอด แต่ครั้งนี้แปลกออกไป

“เอ้า! ก็เซอร์ไพร์สไงครับ ไม่ชอบเหรอ?”

“ชอบห่าอะไรล่ะ”

“อย่าพูดคำหยาบไอ้ปัตถ์ เดี๋ยวเด็ก ๆ ได้ยินจะทำยังไง” ปรัตถกรเดินเข้ามาพร้อมกะละมังที่มีของสดอยู่ภายในนั้น

“แล้วนี่มาทำอะไรกันครับ ไม่มีการมีงานทำกันรึไง”

“ก็แกเล่นไม่ไปที่ไร่ ฉันโทรมาก็ไม่ยอมรับสาย ก็เลยต้องมาหานี่ไง”

“พี่ก็รู้ว่าช่วงนี้ผมยุ่ง ๆ”

“ยุ่ง ๆ ของแกที่หมายถึง เทียวไปกลับกรุงเทพราชบุรี เป็นว่าเล่นอะนะ”

“พี่รู้เหรอ? หรือไอ้มินมันบอก” เขาว่าพลางหันไปหาลูกน้องที่ยืนอยู่ด้านหลัง ที่ตอนนี้ไม่กล้าสบตาเขา

“ไม่ต้องให้ไอ้มินบอก ฉันก็รู้ ข่าววิวประกาศพักงานยาวเพราะอาการป่วย คนเขารู้กันทั้งประเทศ” แล้วคนอย่างน้องเขามันจะไปมุดหัวอยู่ที่ไหนได้ ถ้าไม่ใช่ที่โรงพยาบาลที่ชนิศาพักฟื้น

“ก็วิวเขาป่วย ผมก็แค่ไปดูแลเฉย ๆ”

“เหรอ? แล้วแกบอกแฟนแกว่าไงล่ะ ที่แกไปดูแลคนอื่นแทนที่จะดูแลเขา”

“แฟน?” คิ้วหนาของปรรณวัชรพันกันยุ่งอีกแล้ว หลังจากได้ยินพี่ชายพูดออกมาว่า ‘แฟน’ ของเขา

“ช่างเถอะ ไหน ๆ ก็มาแล้ว ไปเอาพวกผักจากหลังบ้านมาให้หน่อย สาว ๆ เขาช่วยกันล้างอยู่” ปรัตถกรขี้เกียจต่อความยาวสาวความยืด เขาเดินหนีไปยังเตาย่างที่ได้ปุริมปรัชญ์เป็นคนก่อไฟจนหน้าดำขึ้นมา

ส่วนปรรณวัชรได้แต่เกาหัว แต่ไม่ถามอะไรต่อเดินไปหลังบ้านตามที่พี่ชายคนโตบอก ทว่าพอไปถึงเขาก็เห็นคนที่เขาเกลียดมากที่สุดในเวลานี้ กำลังนั่งยิ้มและหัวเราะอยู่กับสุมาลี และทานตะวัน พร้อมด้วยหลาน ๆ ของเขาอีกสี่คน

อ้อ... ที่พี่ชายเขาพูดว่าแฟน คงหมายถึงผู้หญิงเห็นแก่ตัวคนนี้สินะ เขาเองก็ลืมไปเหมือนกันว่าชีวิตตนเองตอนนี้ มันไม่ได้สงบอย่างที่เคยเป็น

แต่ที่น่าโมโหคือ ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้ ทำไมถึงได้เข้ามาก้าวก่ายในพื้นที่ส่วนตัวของเขามากขนาดนี้!

“อาปัตถ์!” เสียงของเด็กหญิงปิ่นมณีวัยหกขวบ ตะโกนเรียกคุณอาหนุ่มสุดหล่อ ที่ไม่ได้เจอหน้ากันร่วมหลายเดือนพร้อมวิ่งเข้ามาหา ขณะที่ปรรณวัชรก็อ้าแขนรอรับหลานสาวเข้าสู่อ้อมกอด

“อาค้าบ” น้องโมกข์หลานชายอีกคนของเขา ลูกชายปุริมปรัชณ์ก็ตามมาติด ๆ ส่วนสองแฝดลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอีกคู่หนึ่งของปรัตถกรนั่น ไม่ค่อยให้ความสนใจกับอาที่รักสักเท่าไร เพราะกำลังวุ่นวายอยู่กับของเล่นชิ้นโปรด ในมือกอดขวดนมอยู่คนละขวด ข้างกันมีผู้หญิงคนนั้นอยู่

“ว่ายังไงครับ คิดถึงอากันไหม”

“คิดถึงสิคะ น้องปิ่นเลยให้คุณพ่อกับอาโปรด พามาหาอาปัตถ์ที่นี่ ใช่ไหมครับโมกข์”

“ใช่คับ!” เด็กชายตอบรับพี่สาวเสียงเจื้อยแจ้ว

“ว่าแต่ทำไมอาปัตถ์ไม่ไปหาพวกเราบ้างเลยคะ?” เด็กหญิงตัวน้อยทำท่าคุ้นคิด ตั้งคำถามแววตากดดันคนเป็นอา

“อายุ่งน่ะครับ” สุดท้ายก็ต้องตอบเลี่ยง ๆ ไป

“มาแล้วเหรอคะพี่ปัตถ์ ขอโทษที่นะคะ ที่ถือวิสาสะเข้ามาแบบนี้ เด็ก ๆ ร้องอยากมาหาอาเขาน่ะค่ะ จะขัดใจโทรมาถามก่อน ก็บอกอยากเซอร์ไพร์ส” ทั้งทานตะวันและสุมาลีหันไปยิ้มส่งให้เจ้าของบ้าน ผิดกับชมจันทร์ที่หันไปมองแค่เสี้ยววินาที และก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับเขาต่อ

“ไม่เป็นไรครับตะวัน บ้านพี่ก็เหมือนบ้านพวกเรานั่นแหละ”

“ไม่เจอกันนาน ก็ยังเป็นพ่อพระอยู่นะคะ” สุมาลีเดินเข้ามาสมทบ

“เราก็พูดไปมะลิ”

“ว่าแต่... มีแฟนทำไมไม่เห็นบอกกันเลยค่ะ ตอนแรกกะว่าจะมาเซอร์ไพร์ส พอมาถึงเห็นคุณชมอยู่ ก็เลยตอนเซอร์ไพร์สเสียเองเลย” คำถามนี้สุมาลียกมือขึ้นป้องปาก กระซิบกระซาบให้ได้ยินกันแค่สามคน

“มันไม่ได้สำคัญอะไรสักหน่อย”

“โห... ทำไมพูดแบบนั้นล่ะคะ ใจร้ายจัง”

“ใจร้ายเหรอ?” คนอย่างเขาเนี่ยนะ ผู้หญิงคนนั้นต่างหากที่ใจร้ายมากกว่าเขา “พี่ว่าพี่ใจดีมากเกินไปต่างหาก”

ทั้งสุมาลีและทานตะวัน ต่างหันไปมองหน้ากัน พวกเธอไม่ค่อยเข้าใจที่ปรรณวัชรพูดสักเท่าไร ทั้งยั้งรับรู้ได้ถึงกระแสบางอย่างในคำพูดของเขา แต่ดูเหมือนสถานการณ์จะน่าอึดอัดจึงไม่ได้พูดอะไรออกไป ในใจหวังลึก ๆ ว่าเส้นทางของปรรณวัชรจะไม่เหมือนกับชายหนุ่มสองคนก่อนหน้านี้หรอกนะ

“...แล้วไหนล่ะครับผัก พี่ปุณณ์ให้พี่มาเอาออกไปข้างนอก”

“อ้อ... อยู่ตรงนั้นค่ะ เอ่อ... คุณชมคะ มะลิรบกวนหยิบตะกร้าผักให้พี่ปัตถ์หน่อยได้ไหมคะ” เธอขอความช่วยเหลือกับชมจันทร์ ที่กำลังนั่งเล่นอยู่กับเจ้าแฝดสองคน

“ชมเหรอคะ?” หญิงสาวชี้นิ้วมาที่ตัวเอง ค่อนข้างจะแปลกใจนิดหน่อยเพราะตะกร้าผักอยู่ห่างเจ้าตัวแค่เอื้อม กระนั้นเธอก็ยอมทำตามอย่างว่าง่าย

“เดี๋ยวน้ามานะครับ สุดหล่อ” รอยยิ้มที่เห็นได้ยากจากชมจันทร์ส่งให้ปฐวีและปฐพี เด็กน้อยทำท่าจะงอแงนิดหน่อยเมื่อพี่สาวคนโปรดจะจากไป “ไม่ร้องนะครับ แปบเดียวน้า”

ครั้งนี้พอได้น้ำเสียงที่อ่อนโยนปลอบประโลมเข้าไปนิดหน่อยพร้อมก้มหน้าหอมแก้มนุ่มนิ่ม ทั้งสองก็ยอมรอพลางมองตามหลังชมจันทร์ไปตาแป๋ว ท่ามกลางสายตาของปรรณวัชรที่มองมา ผู้หญิงคนนั้นใช้มารยาไปมากขนาดไหนกันนะ? ทั้งหลาน ๆ และหญิงสาวสะใภ้บ้านธุวานันท์ถึงได้แสดงท่าทียินดีที่มีเจ้าหล่อน

ยิ่งเห็นยิ่งน่าหงุดหงิด!

“ดูท่าน้องตรีกับน้องตรัยจะชอบคุณชมนะคะ มองตามไม่ละสายตาเลย” คนเป็นแม่ของสองแฝดอย่างทานตะวันบอก

“อาจจะเพราะชมดูใจดีรึเปล่าคะ เห็นชมแบบนี้ ชมเป็นนางฟ้าของเด็ก ๆ เลยนะคะ” เธอเดินไปหยิบตะกร้าผักมาก่อนเดินมาหาคนที่เหลือ จำใจต้องยืนข้างคนตัวโตแม้รู้อยู่เต็มอกว่าปรรณวัชรไม่ได้อยากยืนข้างเธอก็เถอะ

“นางมารซะมากกว่า” ชายหนุ่มพูดลอย ๆ ไม่ใช่น้ำเสียงที่ฟังออกได้ชัด แต่ชมจันทร์กลับได้ยินเต็มสองโสตประสาท

“พี่ปัตถ์พูดอะไรนะคะ” สุมาลีถามซ้ำ เมื่อครู่เหมือนเธอได้ยินปรรณวัชรพูด แต่ไม่ชัดเจนดีนัก

“พี่เปล่าพูดอะไรสักหน่อย” ชายหนุ่มปฏิเสธหน้าตาย “นี่ใช่ไหม ผักที่พี่ปุณณ์บอก”

“ใช่ค่ะ” สุมาลีตอบ พลางมองชายหนุ่มคว้าตะกร้าผักไปจากชมจันทร์ ก่อนจะเดินลิ่ว ๆ ออกไปเลย

“ท่าทางพี่ปัตถ์เหมือนคนไปกินรังแตนมาเลยอะตะวัน” คุณแม่ยังสาวมองตามหลัง พลางหันไปกระซิบกับเพื่อนรัก

“คิดมากน่ามะลิ ไป ๆ ไปเก็บของแล้วออกไปหน้าบ้านกันดีกว่า เด็ก ๆ คงจะหิวกันแล้ว”

“ก็ได้ค่า... เราไปกันค่ะคุณชม” ตอบรับเพื่อนสนิท ก่อนจะหันไปชักชวนชมจันทร์ที่ยังยืนอยู่ด้วยกัน

“ได้ค่ะ” คนที่รู้สาเหตุว่าทำไมปรรณวัชรถึงหน้าเหมือนคนไปกินรังแตนมาทั้งรังรับคำ ใจจริงเธอก็อยากบอกหรอกว่าต้นเหตุของเขาก็มาจากเธอนี่แหละ แต่ก็ไม่อยากพูดออกไปเพราะบางทีเรื่องราวมันอาจจะยุ่งยากมากกว่าเดิม ปล่อยให้เป็นปริศนาไปดีกว่า

ท่ามกลางแสงไฟสีส้มที่ทอประกายแสงอยู่บริเวณสวนหน้าบ้านหลังใหญ่ในคืนที่ท้องฟ้าสีหม่น มีงานสังสรรค์เล็ก ๆ เกิดขึ้น เสียงหัวร่อต่อกระซิกของเด็ก ๆ ดังไม่หยุดปะปนกับเสียงหัวเราะของเหล่าบรรดาคุณพ่อคุณแม่ยังหนุ่มยังสาว ที่นั่งมองดูพวกเขาเล่นกันด้วยความสุข เช่นเดียวกับชมจันทร์แม้เธอจะถูกปรรณวัชรมองว่าเป็นส่วนเกินในงานวันนี้ แต่เจ้าหล่อนก็ได้รับมิตรไมตรีจากคนอื่น ๆ เป็นอย่างดี เช่นนั้นจึงไม่ต้องไปคอยกังวลหรือสนใจกับสายตาของปรรณวัชรมากนัก ว่าเขาจะคิดอย่างไร

“สรุปจะไม่เล่ารึไง ว่าแกไปแอบมีแฟนตอนไหน” ปรัตถกรเปิดประเด็นทันทีที่สามพี่น้องอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง วันนี้ปวริศาไม่ว่างจึงไม่ได้แวะมาร่วมทานอาหารด้วยกัน น้องสาวก็บ่นอุบว่าเสียดายอยู่เหมือนกัน

“หมายถึงผมเหรอ?” ปรรณวัชรชี้มาที่ตัวเอง จริง ๆ ก็รู้หรอกว่าพี่ชายพูดถึงใคร แต่เขาแค่แกล้งทำเป็นไม่รู้ก็แค่นั่น แล้วอีกอย่างชมจันทร์ไม่ได้มีสถานะแค่แฟน หากพี่ชายรู้ว่าเจ้าหล่อนจับเขาจดทะเบียนสมรสด้วยแล้ว คงไม่วายหัวเราะเยาะแน่ ๆ

“ฉันหมายถึงหมามั้ง”

“รีบพูดเลยพี่ปัตถ์ ไม่งั้นได้เป็นหมาจริง ๆ แน่” งานนี้ปุริมปรัชญ์รีบเข้ามาสมทบ

“จะอยากรู้ไปทำไมครับ มันไม่ได้สำคัญสักหน่อย”

“สำคัญสิ เพราะปกติแกเคยพาแฟนมาบ้านซะที่ไหน แต่ครั้งนี้ไม่ใช่หรือคุณชมเขาเป็นคนที่แกเก็บไว้ที่ Prann” ได้ข่าวมาก่อนหน้าว่าน้องชายเขามีเด็ก แต่ก็คาดเดาอะไรไม่ค่อยได้

“จะบ้าเหรอครับ”

“งั้นก็บอกมาว่าเจอกันได้ยังไง”

“เจอกันที่โรง’บาลครับ ชมจันทร์เขาเป็นน้องสาววิว”

“อะไรนะ!/อะไรนะ!” ทั้งน้ำเสียงและหน้าตา บ่งบอกชัดว่าตาตื่นกับสิ่งที่เพิ่งได้ยินเมื่อครู่นี้

“น้องของวิวเหรอ?”

“ครับ”

“ไอ้เหี้ยปัตถ์”

“พี่ปุณณ์อย่าพูดคำหยาบ” ปรรณวัชรเป็นฝ่ายปรามพี่ชายบ้าง

“เออ ๆ ขอโทษ” เขาตกใจจนลืมตัวไปเลยว่าเด็ก ๆ อยู่ด้วย หากวิ่งมาหาแล้วเกิดได้ยินเข้าก็อาจเป็นเรื่อง “แล้วไหนแกว่าแกรักวิว แล้วทำไมมากลายเป็นแฟนกับน้องของวิวไปได้ หรือจริง ๆ แกไม่ได้รักวิว”

“ผมยังรักวิวอยู่”

“แล้วคุณชมล่ะ แกคงไม่เป็นพระยาเทครัวหรอกนะ”

“ผมไม่ได้รักผู้หญิงคนนั้น ที่เป็นอยู่ตอนนี้ ก็เพราะว่ามีเหตุผล”

“แล้วเหตุผลอะไรที่แกต้องแลก”

“เขาบอกจะบริจาคไขกระดูกให้วิวก็ต่อเมื่อผมยอมเป็นแฟน” เขาละเว้นตรงที่โดนบังคับให้จดทะเบียนสมรสเอาไว้ เพราะไม่อยากดูสิ้นไร้ไม้ตอกในสายตาของพี่ชายและน้องชาย

“โห... พี่ปัตถ์ ละครน้ำเน่าหลังข่าวมากเลยว่ะ” ปุริมปรัชญ์ว่าพลางยกแก้วน้ำอัดลมขึ้นดื่ม ในใจเขาอยากจิบแอลกอฮอล์สักหน่อย แต่ติดตรงที่ว่าลูก ๆ และหลาน ๆ อยู่เต็มไปหมด อีกอย่างต้องขับรถกลับไร่ด้วย กลัวไม่ไหว

“เออดิวะ! แม่ง ตอนนี้เครียดฉิบหายเลย” เขาไม่รู้ว่าจะหาทางสลัดชมจันทร์ให้หลุดไปจากชีวิตอย่างไรดี ตอนนี้เจ้าหล่อนก็ให้ไขกระดูกชนิศาไม่ได้อีก เรื่องมันยุ่งยากขึ้นเพราะชมจันทร์ทั้งหมด น่าปวดหัวชะมัด!

“แล้วแกไม่รู้จริง ๆ รึไงว่าเขาบังคับให้แกเป็นแฟนเขาทำไม”

“ก็จะอะไรอีกล่ะพี่ปุณณ์ ก็คุณชมเขาชอบพี่ปัตถ์ไง คนไม่รักกันจะบังคับให้เป็นแฟนไปทำไม”

“แม่นั่นไม่เคยรักใคร นอกจากตัวเองหรอก” มาจนถึงตอนนี้เขาไม่จำเป็นต้องปกปิดท่าทางชิงชังของตนเองที่มีต่อชมจันทร์ต่อหน้าพี่น้องอีกต่อไปแล้ว

“เบา ๆ หน่อยไอ้ปัตถ์ เขาอาจจะมีเหตุผล”

“เหตุผลอะไรล่ะ ปั่นหัวผมเล่นไง เหตุผลแม่นั่น”

“ผมเห็นมานักต่อนักแล้วพี่ปัตถ์ แรก ๆ เกลียดกันแบบนี้แหละ นาน ๆ เข้าก็เดินตามตูดเขาต้อย ๆ เหมือนหมา”

“เออ... ตัวอย่างก็มีให้เห็น” คราวนี้ปรัตถกรเห็นด้วยกับน้องชายคนเล็ก และตัวอย่างก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกเสียจากเขากับปุริมปรัชญ์นี่ไง

“เฮอะ! ผมไม่มีทางเป็นเหมือนพี่ปุณณ์กับแกหรอกไอ้โปรด คอยดูเลยผมจะทำให้แม่นั่นอยู่ที่นี่ไม่ได้ ทำให้รู้ไปเลยว่าคิดผิดที่อยากเข้ามาวุ่นวายในชีวิตผม”

“จะทำอะไร ก็คิดเยอะ ๆ แกไม่ใช่คนที่ไม่มีสมอง”

“เรื่องของผู้หญิงคนนั้น ผมไม่จำเป็นต้องใช้สมอง”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป