บทที่ 7 2/2
เธอมองและยังนึก เหมือนเด็ก ๆ ยังเล็กอยู่เลย ในสายตาเธอแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขาโตกันขึ้นมาเมื่อไหร่
‘นี่ไงบ้านใหม่ของเรา บุ้งกับบี๋จะได้ไม่ต้องอยู่แต่เพ้นต์เฮ้าส์แล้วนะลูก ตอนนี้เรามีบ้าน มีที่กว้าง ๆ ทีนี้ลูกจะเล่นอะไรทำอะไรก็ได้แล้ว’
น้ำเสียงภาคภูมิใจดังมาจากหัวหน้าครอบครัว บ้านหลังโตมีเนื้อที่หลังนี้มาจากน้ำพักน้ำแรงของบุริศร์
จิตรามองสามีตัวเองอย่างภูมิใจว่าเลือกคนไม่ผิด ฐานะเราต่างกัน เธอเป็นคุณหนู ชีวิตแสนสบาย แต่เขาเป็นลูกชาวสวน พอพบรักคบหาดูใจจนถึงขั้นจะแต่งงานกันก็ถูกปรามาสมาโดยตลอดว่าเกาะเมียกิน เป็นหนูตกถังข้าวสาร เธอสงสารเขาแต่ไม่รู้จะห้ามปากคนได้อย่างไร กระนั้นบุริศร์ก็ไม่ได้ถอย จนถึงวันนี้คำสบประมาทเหล่านั้นถูกลืมเลือน ตอนนี้มีแต่คนรู้จักนามสกุลพลลภัตม์ ในฐานะบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อีกหนึ่งรายในประเทศ
“ขอบี๋ไปสำรวจได้ไหมครับ เผื่อตรงไหนดูไม่ปลอดภัยหรือมีแนวโน้มเกิดอันตราย บี๋จะได้มาบอกคุณพ่อกับคุณแม่ก่อน ที่มันกว้างมากบี๋ว่าบางทีเราอาจจะมองข้ามจุดบอดเล็ก ๆ น้อย ๆ ไป”
เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดตัวสูงเก้งก้าง เสียงห้าวบ่งว่าเป็นหนุ่มแล้วฟังดูจริงจัง ผมเผ้าหวีเรียบแปล้ปัดเป๋ไปทางขวา หนุ่มน้อยสวมเสื้อแขนสั้นสีขาวชายเสื้ออยู่ในกางเกงสีดำเหนือเข่า เข็มขัดแบบสายเอี๊ยมที่รั้งขอบกางเกงพาดผ่านบ่ากับโบไทด์สีดำ และรองเท้าหนังขัดมันวับตัดกับถุงเท้าสีขาว ทำให้ไม่ว่าจะมองยังไงก็บ่งว่าเป็นลูกคุณหนูผู้ดี
‘บุ้งไปกับพี่บี๋นะคะ บุ้งอยากรู้ตรงโน้น-น-น-น’
เด็กหญิงผมยาวถักเปียเดี่ยวเผยให้เห็นดวงหน้าจิ้มลิ้ม ชี้มือข้างที่ไม่ได้อุ้มตุ๊กตาหมีสีขาวไปด้านหลังบ้าน ดวงตาโตของเธอน่ามองสบ ใบหูเล็ก ๆ มีประกายของต่างหูที่สะท้อนกับแสงสว่าง ชุดกระโปรงสีชมพูหวานจ๋อยมีระบายตรงชายทำให้คล้ายเจ้าหญิงตัวน้อย ๆ
‘จะมีอะไรเหมือนบ้านคุณตากับคุณยายไหม หรือว่าจะเหมือนกับบ้านคุณปู่ เป็นสวนดอกไม้สวย ๆ หอม ๆ’
พ่อกับแม่ไม่ทันจะได้เอ่ยอะไร พี่ชายก็นิ่วหน้าคิ้วขมวด ยกมือขึ้นกอดอก
‘ทำไมต้องจ้องจะตามพี่ด้วย’
‘บุ้งไม่ได้ตาม บุ้งแค่จะไปด้วย พี่บี๋เรื่องมาก’
‘ไม่ได้เรื่องมากแต่ไม่ชอบ แล้วก็ไม่ให้ไป’
เด็กหญิงจรรย์ธรหน้าตูม แก้มป่อง ‘งั้นบี๋ก็ไปเลย’ คนงอนชี้มือไล่ ‘บุ้งจะไปทางนี้ เราไปคนละทางจะได้ไม่ต้องไปทางเดียวกัน’ พูดจบก็สะบัดหน้าตึบ ส่วนพี่ชายเบ้ปากเบือนหน้าหนี
พ่อกับแม่... ถอนหายใจ
‘เอาละ ๆ ทั้งสองคนเลย ยังไม่มีใครได้ไปไหนทั้งนั้นหรอกค่ะ เราต้องไปจัดของที่ห้องของตัวเองก่อนนะลูก เพราะนี่คืองานในส่วนของบุ้งกับบี๋ พี่แอ๊วพี่รีน่ะช่วยแค่ขนของมาให้นะคะ พ่อกับแม่น่ะจะดูพี่ ๆ ขนส่งเขาขนของก่อน แล้วจะตามไปตรวจความเรียบร้อยนะคะ’
เป็นอันว่าสงบศึก บุ้งบี๋สองพี่น้องเดินตรงดิ่งเข้าบ้าน และแม้ว่าจะเหมือนไม่ค่อยถูกกัน แต่เมื่อน้องทำท่าว่าจะเดินสะดุดขาตัวเองล้มพี่ชายก็รีบคว้าไว้ จากนั้นก็ได้ยินเสียงคุยแว่ว ๆ ของพี่ชายน้องสาว แล้วก็ตามด้วยการไม่ลงรอยกันเหมือนเดิม บุริศร์กับจิตรามองหน้าแล้วถอนหายใจ จากนั้นก็หัวเราะออกมาเบา ๆ พลางส่ายหน้า
สองพี่น้องคู่นี้เหมือนจะไม่ถูกกัน แต่ก็ขาดกันไปไม่ได้อยู่ดี
คล้อยหลังสองพี่น้อง บุริศร์เดินจากภรรยาตรงไปยังคนงานสวนที่กำลังลงต้นไม้ทางฝั่งขวาตัวบ้าน ดังนั้นจิตราที่ยืนอยู่เยื้องไปทางด้านซ้ายจึงยืนคุมคนงานขนของใช้ที่นำมาจากเพ้นต์เฮ้าส์เก่าเข้าไปในบ้านแทน รั้วใหม่ยังก่อไม่เสร็จดีเพราะต้องรอเหล็กดัดมาลง ดังนั้นรั้วปูนจึงสูงแค่เพียงช่วงใต้ฐานอกทำให้มองเห็นบ้านหลังข้าง ๆ
เพราะไม่ใช่หมู่บ้านจัดสรร รอบ ๆ จึงมีคนหลายฐานะอาศัยอยู่ปะปนกันไป หน้าปากซอยเป็นบ้านสองชั้นพื้นที่ไม่กว้างมากเปิดเป็นร้านอาหารและร้านขายของชำ ถัดเข้ามาอีกหน่อยเป็นร้านรับตัดเย็บเสื้อผ้ามีต้นไม้ใหญ่หน้าบ้าน จากนั้นก็เป็นที่เปล่า และบ้านข้าง ๆ กันดูจะร่มรื่นกว่าบ้านอื่นและมีพื้นที่มากกว่าบ้านของเธอนิดหน่อย
แต่ไม่ว่าจะมากี่ครั้งจิตราก็ยังไม่เคยได้เจอเพื่อนบ้านหลังนี้เลย เพียงแค่ได้ยินคนในซอยที่แวะเวียนมาพูดคุยด้วยบอกว่า อีกฝ่ายเป็นลูกผู้ดีเก่าแต่ว่าเป็นลูกเมียน้อย ที่ดินนี่ก็คนเป็นตายกให้เพราะไม่อยากให้ไปวุ่นวายกับบ้านใหญ่ จากที่คุยๆ ก็พอรู้ว่าเพื่อนบ้านคนนี้ไม่ได้ทำธุรกิจใดๆ พวกเขาเป็นเกษตรกร ด้านหลังติดแม่น้ำสายใหญ่เลยผันน้ำมาใช้ได้สบาย หนึ่งไร่สามงานเป็นแปลงนาไว้ปลูกข้าว อีกหนึ่งงานเป็นบ่อเก็บน้ำเลี้ยงปลา กับเล้าไก่เล็กๆ อีกหนึ่งไร่แบ่งเป็นสวนดอกกล้วยไม้กับมะลิ ปลูกไม้ยืนต้น และหนึ่งไร่ที่เหลือเป็นพื้นที่บ้าน ด้านหน้าติดรั้วปลูกมะม่วง ชมพู่เป็นแถวเป็นแนวดูสวยงาม มองเห็นบ้านไม้หลังเล็ก ๆ โผล่พ้นปลายไม้เข้าไปด้านใน
จิตราชะเง้อมองขณะครุ่นคิดว่าพวกเขาจะเป็นคนเช่นไร เพราะจะพูดไปคนที่ยังยึดอาชีพเกษตรกรรมอยู่บนที่ดินราคาแพงในเมืองตอนนี้แทบไม่มีแล้ว ส่วนใหญ่จะขายแล้วย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด นำเงินที่ได้ไปซื้อที่ซื้อทางซึ่งได้เยอะมากกว่า คุณแม่ลูกสองผ่อนลมหายใจ เพราะชะเง้อสนใจไปอย่างไรก็ไม่ได้เห็นอะไรนอกจากหลังคาบ้านลิบ ๆ และต้นไม้
“ออกปาย-ย-ย-ย-ย”
