บทที่ 3 บทที่ 3: ความผิดพลาด

แสงทองของรุ่งอรุณยังไม่ทันจับขอบฟ้า ทว่าชีวิตในคฤหาสน์ภักดีเดชากลับหมุนวนไปด้วยความวุ่นวาย

จัสมิน หรือในเวลานี้คือ ‘มะลิ’ ต้องตื่นขึ้นมาตั้งแต่ตีสี่ครึ่งตามคำสั่งอันเด็ดขาดของป้าสายหยุด ห้องพักคนรับใช้ขนาดเล็กคับแคบที่เธอต้องอาศัยอยู่นั้น มีเพียงฟูกบางๆ ปูบนพื้นกระดานไม้และพัดลมตั้งโต๊ะตัวเก่าที่ส่งเสียงตลอดคืน แตกต่างจากเตียงคิงไซส์ปูด้วยผ้าไหมอิตาลีในห้องนอนเดิมของเธอราวฟ้ากับเหว

มือเรียวบางที่เคยได้รับการปรนนิบัติด้วยครีมบำรุงราคาแพง บัดนี้ต้องจุ่มแช่อยู่ในถังน้ำผสมผงซักฟอกเข้มข้นจนผิวเนื้อเริ่มเปื่อยแสบ เสื้อผ้ากองโตของคฤหาสน์ถูกส่งมาให้เธอซักมือ โดยป้าสายหยุดอ้างว่าเป็นผ้าเนื้อละเอียดที่ห้ามลงเครื่องซักผ้า

มะลินั่งยองๆ ขยี้เนื้อผ้าด้วยความเคียดแค้น แรงบิดผ้าที่เธอพยายามเค้นออกมาเทียบไม่ได้เลยกับแม่บ้านมืออาชีพ ความเมื่อยล้าแล่นขึ้นตามแนวสันหลังจนเธอแทบอยากจะทิ้งทุกอย่างแล้วกรีดร้องออกมา

“มัวแต่นั่งเหม่ออะไรอยู่นังมะลิ!” เสียงแหลมสูงของป้าสายหยุดดังขึ้นพร้อมกับเงาร่างท้วมที่มายืนค้ำหัว “กองผ้าแค่นี้ซักมาตั้งแต่เช้ามืดยังไม่เสร็จอีกหรือไง ถ้าขี้เกียจนักก็ไม่ต้องกินข้าวมื้อเช้า!”

“ขอโทษค่ะป้า... เอ่อ หนูจะรีบทำเดี๋ยวนี้ค่ะ” มะลิต้องรีบก้มหน้าซ่อนแววตาวาวโรจน์ไว้ใต้หน้าม้า เธอแทบจะกัดฟันตัวเองจนแหลกเมื่อต้องเปล่งคำว่า ‘หนู’ ออกมาอย่างจำยอม

หลังจากผ่านศึกซักผ้าที่กินเวลาไปหลายชั่วโมง ภารกิจต่อมาคือการขัดพื้นหินอ่อนบริเวณโถงทางเดินชั้นสอง มะลิต้องคุกเข่าลงกับพื้น ใช้ผ้าชุบน้ำผสมน้ำยาถูพื้นเช็ดไปตามร่องกระเบื้องทีละแผ่น หัวเข่าทั้งสองข้างของเธอเริ่มขึ้นรอยแดงช้ำและเจ็บแปลบทุกครั้งที่ขยับตัว กลิ่นสารเคมีฉุนกึกทำให้เธอเวียนหัวจนแทบจะอาเจียน

อดีตดาวโรงเรียนผู้เย่อหยิ่งไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่า ในชีวิตนี้เธอจะต้องมาก้มกราบเช็ดคราบสิ่งสกปรกที่ปลายเท้าของคนอื่นแบบนี้

และบททดสอบที่เลวร้ายที่สุดก็มาถึงในห้องน้ำชั้นล่าง... งานล้างห้องน้ำแขก...

กลิ่นน้ำยาล้างห้องน้ำกรดแรงแสบจมูกคละคลุ้งไปทั่ว มะลิต้องสวมถุงมือยางเทอะทะ จับแปรงขัดชักโครกและคราบตะกรันตามร่องยาแนว ความรังเกียจขยะแขยงตีขึ้นมาในอกจนน้ำตาคลอเบ้า เธอต้องกลั้นหายใจทุกครั้งที่ต้องเอื้อมมือเข้าไปขัดซอกมุมต่างๆ

‘วริยดา วรนิติกร... ทำไมเธอต้องมาตกต่ำถึงขนาดนี้’ เธอได้แต่ตัดพ้อกับตัวเองในใจ หยาดน้ำตาหยดแหมะลงไปบนพื้นกระเบื้องเปียกชื้น ปะปนไปกับฟองสบู่สีขาว

ช่วงบ่ายของวัน ความเหนื่อยล้าสะสมบวกกับความอ่อนเพลียที่ไม่ได้ทานอาหารเช้า ทำให้เรี่ยวแรงของมะลิแทบไม่เหลือ ขณะที่เธอกำลังยกถาดแก้วเจียระไนและชุดจานกระเบื้องโบนไชน่าโบราณเพื่อนำไปจัดเก็บในตู้โชว์ มือของเธอกลับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่

เพล้ง!

เสียงเศษแก้วและจานกระเบื้องราคาเรือนหมื่นแตกกระจายเกลื่อนพื้นห้องครัว เศษซากชิ้นส่วนแหลมคมกระเด็นไปทั่วบริเวณ ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่เสียงหวีดร้องด้วยความโกรธเกรี้ยวของป้าสายหยุดจะระเบิดขึ้น

“นังมะลิ! แกทำบ้าอะไรลงไป รู้ไหมว่าชุดจานนี้มันราคาเท่าไหร่! แกมีปัญญาชดใช้ไหม!” ป้าสายหยุดปรี่เข้ามา กระชากแขนของมะลิอย่างแรงจนเธอเซเกือบล้มไปทับเศษกระเบื้อง

“หนู... หนูไม่ได้ตั้งใจค่ะ มันลื่น...” มะลิพยายามแก้ตัว เสียงของเธอสั่นระริก

“ไม่ได้ตั้งใจงั้นเหรอ? แกมันไม่ได้เรื่องสักอย่าง งานง่ายๆ แค่นี้ก็ทำพัง ซักผ้าก็ช้า ล้างห้องน้ำก็ไม่สะอาด วันๆ เอาแต่ยืนทำหน้าเศร้า คิดว่าตัวเองเป็นคุณนายมาจากไหนห๊ะ!” ฝ่ามือหนาของหัวหน้าแม่บ้านเงื้อขึ้นสูงและฟาดลงมาที่แขนของเธออย่างแรงเพื่อระบายอารมณ์

เพียะ!

ความเจ็บแสบแล่นพล่านไปทั่วท่อนแขน มะลิเบิกตากว้าง สัญชาตญาณคุณหนูผู้ไม่ยอมคนปะทุขึ้นมาในเสี้ยววินาที ความอดทนที่พยายามสะกดกลั้นไว้ขาดสะบั้น เธอจ้องหน้าป้าสายหยุดด้วยสายตาดุดันและแข็งกร้าว ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นเตรียมจะตวาดด่ากลับไปว่า ‘แกกล้าดียังไงมาแตะต้องตัวฉัน นังขี้ข้า!’

ทว่าก่อนที่คำพูดหยิ่งยโสนั้นจะหลุดออกจากปาก น้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นเยียบดุจน้ำแข็งขั้วโลกก็ดังขึ้นจากทางเข้าห้องครัว ร่างสูงสง่าของทีมในชุดสูทสีดำสนิทไร้รอยยับยืนกอดอกพิงกรอบประตูอยู่ แววตาคมกริบของเขาจ้องตรงมาที่มะลิอย่างกดดัน เพียงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาเตือนสติว่าชะตากรรมของพ่อเธอกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย

สายตาคู่นั้นเหมือนค้อนยักษ์ที่ทุบทำลายความทระนงของเธอจนแหลกละเอียด

มะลิกลืนก้อนความโกรธและคำด่าทอลงคอไปอย่างยากลำบาก เธอนึกถึงภาพทรงพล พ่อของเธอที่นอนจมกองเลือดในโกดังร้าง... ถ้านางเอกอย่างเธอหลุดปากไปแม้แต่คำเดียว พ่อของเธอจะต้องตาย

ดวงตากลมโตคู่สวยที่เคยลุกวาวรีบแปรเปลี่ยนเป็นหวาดกลัว เธอทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นใกล้เศษจานแตก ก้มหน้าจนคางชิดอก บีบน้ำตาให้รินไหลอาบแก้มสองข้างอย่างน่าเวทนา แสร้งสวมบทบาทเป็น ‘มะลิ’ เด็กสาวบ้านนอกผู้โง่เขลาและไร้ทางสู้

“ฮึก... นายท่าน... หนูขอโทษค่ะ หนูผิดไปแล้ว อย่าตีหนูเลยนะคะป้าสายหยุด หนูไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ค่ะ ฮือ...” เธอสะอื้นไห้ตัวโยน สองมือประสานกันยกขึ้นไหว้อย่างลนลาน การต้องแกล้งทำตัวต่ำต้อยและโง่งมต่อหน้าชายที่เธอเคยเหยียบย่ำเมื่อห้าปีก่อน เป็นความทรมานจิตใจที่สาหัสสากรรจ์ยิ่งกว่าบาดแผลทางกายเสียอีก

ทีมมองดูการแสดงอันแนบเนียนนั้นด้วยสายตาเรียบนิ่ง มุมปากหยักยกยิ้มเยาะเพียงเล็กน้อย

“เกิดอะไรขึ้น ป้าสายหยุด” ทีมถามขึ้นโดยไม่ละสายตาไปจากร่างที่กำลังสั่นเทาของมะลิ

“เด็กนี่มันทำชุดจานชามโบนไชน่าของคุณท่านแตกค่ะ ทั้งซุ่มซ่ามทั้งทำงานช้า สอนอะไรก็ไม่จำเลยค่ะ” ป้าสายหยุดรีบฟ้องทันควัน

“งั้นเหรอ...” ทีมก้าวเข้ามาใกล้ หยุดยืนอยู่ตรงหน้ามะลิ ปลายรองเท้าหนังขัดมันวับอยู่ห่างจากมือที่สั่นเทาของเธอเพียงไม่กี่เซนติเมตร “ของเสียหาย ก็ต้องมีบทลงโทษ... ป้าสายหยุด จัดการตามกฎของบ้าน”

“ค่ะคุณท่าน! ป้าจะตัดเงินเดือนของมันทั้งหมดในเดือนนี้เพื่อชดใช้ค่าจาน และคืนนี้... ให้มันกินเฉพาะข้าวเหลือจากในครัวเท่านั้น!” หัวหน้าแม่บ้านประกาศบทลงโทษด้วยน้ำเสียงสะใจ

“ตามนั้น” ทีมเอ่ยสั้นๆ ก่อนจะปรายตามองมะลิที่ยังคงก้มหน้าสะอื้น “เก็บกวาดให้เรียบร้อย อย่าให้เหลือเศษแก้วแม้แต่ชิ้นเดียว... ไม่อย่างนั้น ฉันจะให้เธอกินเศษแก้วพวกนี้แทนข้าว”

คำสั่งอันเลือดเย็นของเขาทำให้มะลิแทบหยุดหายใจ ทีมหันหลังและเดินจากไปอย่างไม่ไยดี ทิ้งให้เธอต้องก้มหน้าใช้มือเปล่าค่อยๆ หยิบเศษกระเบื้องคมกริบขึ้นมาทีละชิ้น คมแก้วบาดเข้าที่ปลายนิ้วจนเลือดสีสดซึมออกมา แต่เธอก็ทำได้เพียงกัดริมฝีปากแน่น ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงร้องออกมาด้วยซ้ำ...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป