บทที่ 4 บทที่ 4 : ในห้อง
ตกดึกคืนนั้น ยามคฤหาสน์ทั้งหลังเงียบสงบลง
มะลินั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเล็กในห้องครัวอันมืดสลัว ตรงหน้าเธอคือจานข้าวเย็นชืดที่มีเพียงเศษกับข้าวเหลือๆ จากมื้อค่ำของเหล่าคนรับใช้คนอื่น ข้าวสวยแข็งกระด้างและเศษผักเหี่ยวๆ ทำให้เธอกลืนแทบไม่ลง
อดีตคุณหนูที่เคยกินแต่อาหารระดับมิชลินสตาร์ต้องมานั่งกินของเหลือเดนเพื่อประทังชีวิต...
น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นลงบนจานข้าว เธอตักข้าวนั้นเข้าปากพร้อมกับความขมขื่นที่แล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
‘ทีม... นายมันปีศาจ’ เธอคิดในใจด้วยความเคียดแค้น ‘นายจงใจเหยียบย่ำฉัน บีบให้ฉันต้องกลายเป็นตัวตลกในบ้านหลังนี้’
แต่ก่อนที่เธอจะได้พักผ่อน เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นหน้าห้องครัว บอดี้การ์ดร่างใหญ่คนหนึ่งเดินเข้ามายืนตรงหน้าเธอ
“มะลิ... นายท่านเรียกพบที่ห้องทำงานชั้นบน เดี๋ยวนี้”
มะลิสะดุ้งเฮือก หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เวลานี้เกือบเที่ยงคืนแล้ว การเรียกใช้ในยามวิกาลเช่นนี้ไม่ใช่สัญญาณที่ดีอย่างแน่นอน เธอรีบวางช้อน เช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าให้แห้ง ปรับสีหน้าให้ดูซื่อตรงและหวาดกลัว ก่อนจะเดินตามบอดี้การ์ดขึ้นไปยังชั้นบนของคฤหาสน์
เมื่อบานประตูไม้สักทองบานใหญ่ของห้องทำงานเปิดออก บรรยากาศภายในห้องมืดสลัว มีเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะ ทีมนั่งพิงพนักเก้าอี้หนังตัวใหญ่ เสื้อเชิ้ตสีดำของเขาถูกปลดกระดุมคอออกสองเม็ด เผยให้เห็นแผงอกแกร่งและลำคอระหง กลิ่นซิการ์และวิสกี้ชั้นดีลอยอบอวลไปทั่วห้อง
“ปิดประตู แล้วเข้ามานี่” ทีมสั่งโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มเอกสาร
มะลิทำตามอย่างว่าง่าย เธอปิดประตูลงกลอนอย่างแผ่วเบา สองมือกุมประสานไว้ข้างหน้า เดินก้มหน้าเข้าไปหยุดยืนห่างจากโต๊ะทำงานของเขาประมาณสองก้าว
“นะ...นายท่าน มีอะไรให้หนูรับใช้คะ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แสร้งทำเป็นสาวใช้อ่อนต่อโลก
ทีมปิดแฟ้มเอกสารลงเสียงดังปัง! ก่อนจะเลื่อนสายตาคมกริบขึ้นมาจับจ้องใบหน้าหวานที่ไร้เครื่องสำอาง รอยยิ้มเย็นชาปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา
“ละครบทสาวใช้ผู้น่าสงสารของเธอ... แสดงได้แนบเนียนดีนี่ จัสมิน”
คำเรียกชื่อจริงที่หลุดออกมาจากปากเขาทำให้มะลิสะดุ้งเล็กน้อย แต่เธอยังคงพยายามตีหน้าซื่อ
“หนู... หนูไม่เข้าใจที่นายท่านพูดค่ะ หนูชื่อมะลิ...”
“เลิกตอแหลได้แล้ว!” ทีมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวข้ามโต๊ะทำงานมายืนประจันหน้ากับเธออย่างรวดเร็ว กลิ่นกายผสมกลิ่นน้ำหอมผู้ชายอันดุดันของเขาเข้าครอบงำประสาทสัมผัสของเธอในทันที “เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น เธอคืออีมะลิเด็กรับใช้โง่ๆ... แต่แค่ตอนนี้ ฉันอยากคุยกับเธอในฐานะจัสมิน ผู้หญิงแพศยาที่เคยเหยียบหัวใจฉัน! ที่ตอนนี้ยอมมาเป็นคนใช้ใช้หนี้แทนพ่อ!”
จัสมินเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาหวาดกลัวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความแข็งกร้าวในพริบตา เมื่อไม่มีใครอื่นให้ต้องหลอกลวงอีกต่อไป
“นายต้องการอะไรจากฉันกันแน่ ทีม!” เธอเค้นถามด้วยความโกรธจัด “ทรมานฉันทั้งวัน ให้ฉันทำงานหนัก ให้คนรับใช้รุมกลั่นแกล้ง ให้ฉันกินข้าวบูดข้าวเหลือ... นายสะใจพอหรือยัง!”
“ยังไม่ถึงเศษเสี้ยวของความเจ็บปวดที่ฉันเคยได้รับจากเธอด้วยซ้ำ!” ทีมคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนของเธออย่างแรง ดึงร่างบางเข้าหาตัวจนหน้าอกของทั้งคู่แนบชิดกัน “จำวันที่เธอเอาดอกไม้ฟาดหน้าฉันแล้วด่าว่าฉันเป็นไอ้ขี้แพ้ได้ไหม? จำวันที่เธอหัวเราะเยาะความรู้สึกของฉันต่อหน้าคนทั้งโรงเรียนได้หรือเปล่า!”
“นั่นมันเรื่องเมื่อห้าปีที่แล้ว! ตอนนั้นเรายังเป็นเด็ก!” จัสมินพยายามดิ้นรนขัดขืน แต่แรงบีบของเขาแน่นหนาราวกับคีมเหล็ก
“แต่สำหรับฉัน มันเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน!” ทีมกระซิบเสียงเหี้ยมข้างใบหูของเธอ นัยน์ตาของเขาลุกโชนไปด้วยไฟแค้นและแรงปรารถนาที่ซ่อนลึก “และตอนนี้... หนี้แค้นนั้น เธอต้องชดใช้มันทุกวัน ทุกคืน ด้วยร่างกายและจิตใจของเธอ!”
ทีมผลักเธอลงไปนั่งบนโซฟาหนังตัวยาวอย่างไม่ปรานี ก่อนที่เขาจะเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ยกขาขึ้นไขว่ห้าง วางท่าราวกับราชาผู้กุมชีวิตทาส
“มานี่ มะลิ” เขาออกคำสั่งเสียงเยือกเย็น เปลี่ยนชื่อเรียกเธอกลับมาเป็นชื่อในบทสาวใช้ “มานวดขาให้ฉัน... ทำตัวเป็นคนใช้ที่ดี อย่าให้ฉันต้องใช้กำลัง”
จัสมินกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ความอัปยศอดสูแล่นไปทั่วสรรพางค์กาย แต่เธอไม่มีทางเลือกอื่น... เธอค่อยๆ ก้าวลงไปคุกเข่าที่พื้นข้างปลายเท้าของเขา ยื่นมือที่สั่นเทาออกไปแตะลงบนท่อนขาแกร่ง และเริ่มออกแรงบีบนวดอย่างจำยอม
สายตาของทีมที่มองลงมาเต็มไปด้วยความสะใจและเหยียดหยาม ขณะที่มะลิต้องก้มหน้าซ่อนน้ำตาแห่งความเคียดแค้นไว้ใต้แสงไฟสลัว
นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของนรกบนดิน... และเธอรู้ดีว่าทีมจะไม่มีวันปล่อยให้เธอหลุดพ้นจากกรงขังนี้ไปได้ง่ายๆ เลย...
