บทที่ 6 บทที่ 6 แขก
รุ่งเช้าของวันที่สองในคฤหาสน์ภักดีเดชาเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับอาการปวดระบมไปทั้งสรรพางค์กาย
จัสมินขยับตัวลุกขึ้นจากฟูกบางๆ ในห้องพักคนใช้ด้วยความยากลำบาก นิ้วมือที่ถูกเศษกระเบื้องบาดเมื่อวานเริ่มมีอาการบวมแดง แม้ตัวยาที่ทีมสั่งให้หยิบมาทาจะช่วยห้ามเลือดและบรรเทาอาการแสบร้อนไปได้มาก ทว่าสิ่งที่ยังคงปวดหนึบอยู่ในอกไม่ใช่บาดแผลที่มือ... แต่เป็นความสับสนในใจ
สายตาและสัมผัสปลายนิ้วของเขาเมื่อคืนยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำ ชายหนุ่มที่ดูพร้อมจะฉีกเธอเป็นชิ้นๆ กลับชะงักมือเพียงเพราะเห็นน้ำตาและรอยแผลเล็กๆ บนมือของเธอ
‘สำออย... คิดว่าฉันจะอยากแตะต้องผู้หญิงอย่างเธอหรือไง’
ถ้อยคำเหยียดหยามยังดังก้อง แต่การกระทำกลับสวนทาง มะลิสะบัดศีรษะไล่ความฟุ้งซ่าน เธอรีบสวมชุดสาวใช้สีทึบ ทับด้วยผ้ากันเปื้อน และโพกผ้าคลุมผมเรียบร้อย ก่อนจะก้าวออกจากห้องเพื่อไปรายงานตัวในครัวตามเวลาตีห้าตรง
ทว่าบรรยากาศในคฤหาสน์เช้านี้กลับผิดแปลกไปจากเดิม
เหล่าแม่บ้านและบอดี้การ์ดต่างเดินขวักไขว่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด โต๊ะอาหารยาวในห้องรับประทานอาหารหลักถูกจัดวางด้วยผ้าปูโต๊ะลูกไม้นำเข้า จานชามเครื่องเงินขัดเงาวับถูกนำออกมาเรียงราย ป้าสายหยุดยืนตรวจตราความเรียบร้อยอยู่ที่หัวโต๊ะด้วยท่าทางกระตือรือร้นเกินปกติ
“ยืนเซ่ออะไรอยู่นังมะลิ!” ป้าสายหยุดหันมาแหวเสียงเขียวเมื่อเห็นเธอ “รีบไปยกกาน้ำชาในครัวมาเตรียมไว้ วันนี้คุณโซเฟียจะมาทานอาหารเช้ากับคุณท่าน... ถ้าแกทำอะไรซุ่มซ่ามขายหน้าแขกคนสำคัญล่ะก็ คราวนี้ไม่ใช่แค่ตัดเงินเดือนแน่!”
‘โซเฟีย’... ชื่อนั้นสะกิดหูจัสมินทันที
เธอเคยได้ยินชื่อนี้ในแวดวงสังคมไฮโซ ‘โซเฟีย อัครเดชากุล’ ลูกสาวเจ้าของบริษัทนำเข้ารถยนต์หรูและเป็นนางแบบแถวหน้าของวงการ หญิงสาวผู้มีภาพลักษณ์เฉิดฉายและเย่อหยิ่งไม่แพ้ใคร ซึ่งข่าวลือวงในระบุชัดเจนว่าเธอคือคู่ควงคนโปรดที่ทีมยอมออกงานสังคมด้วยบ่อยที่สุด
ไม่นานนัก เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนก็ดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นน้ำหอมกลิ่นดอกกุหลาบฝรั่งเศสที่ฉุนกึก หญิงสาวร่างเพรียวระหงในชุดเดรสเกาะอกสีแดงเบอร์กันดีสวมทับด้วยเสื้อโค้ตขนสัตว์ตัวสั้นก้าวเข้ามาในห้องอาหาร ดวงตาเฉี่ยวคมแต่งแต้มด้วยอายไลเนอร์กรีดกริบกวาดมองไปรอบๆ ด้วยสายตาราวกับเป็นเจ้าของบ้าน
“ธัญกรยังไม่ลงมาเหรอป้าสายหยุด” โซเฟียเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงถือดี พลางหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างตำแหน่งหัวโต๊ะ
“คุณท่านกำลังลงมาค่ะคุณโซเฟีย รับชาร้อนก่อนไหมคะ” ป้าสายหยุดรีบกุลีกุจอเข้าไปเอาอกเอาใจ ก่อนจะหันมาส่งสายตาข่มขู่ใส่มะลิ “นังมะลิ! ยกชาเข้ามาสิ!”
มะลิสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เธอจำต้องปรับสีหน้าให้ดูไร้เดียงสา ก้มหน้าลงต่ำ และประคองถาดเงินที่มีกาน้ำชาพอร์ซเลนและถ้วยชาใบหรูเดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง
“ชาคาโมมายล์ร้อนๆ ค่ะคุณผู้หญิง...” มะลิแสร้งดัดเสียงให้เหนียมอายและสั่นเครือน้อยๆ ตามบทบาทที่ถูกวางไว้
โซเฟียไม่ได้สนใจจะฟัง เธอเพียงปรายตามองสาวใช้ที่ก้าวเข้ามา ทว่าทันทีที่มะลิย่อตัวลงรินน้ำชา สายตาของโซเฟียก็สะดุดเข้ากับรูปหน้าใต้ผ้าโพกศีรษะและหน้าม้าหนานั้น
แม้จะไร้เครื่องสำอาง แม้ผิวพรรณจะดูหม่นหมองลงไปบ้าง และแต่งกายด้วยชุดคนรับใช้ แต่เครื่องหน้าอันได้รูป ดวงตากลมโตสองชั้นที่ซ่อนความงดงามไว้อย่างมิดชิด และช่วงลำคอระหงที่ขาวเนียนเกินกว่าจะเป็นเด็กรับใช้บ้านนอก กลับทำให้สัญชาตญาณของผู้หญิงอย่างโซเฟียกรีดร้องเตือนภัย
ยิ่งไปกว่านั้น... ปลายนิ้วที่จับหูถ้วยชาของเด็กคนนี้ แม้จะมีรอยแผลเล็กๆ แต่เรียวยาวและนุ่มนวล ไม่ใช่ลักษณะมือของคนที่ทำงานหนักมาแต่กำเนิดเลยสักนิด
“เธอเป็นใคร?” โซเฟียถามเสียงแข็ง ดวงตาหรี่แคบลงอย่างจับผิด “ฉันไม่เคยเห็นหน้าเธอในบ้านนี้มาก่อน”
“หนู... หนูชื่อมะลิค่ะ เพิ่งเข้ามาทำงานเมื่อวานค่ะคุณผู้หญิง” มะลิตอบเสียงเบา ร่างกายสั่นเทาน้อยๆ อย่างสมจริง
“งั้นเหรอ...” โซเฟียเหยียดยิ้มเย็น สายตากวาดมองตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความรังเกียจระคนหวาดระแวง “เด็กจรจัดที่ธัญกรเก็บมาสินะ... นึกว่าจะเป็นคนแบบไหน”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นและกลิ่นกายอันคุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นที่ทางเข้าห้องอาหาร
ทีมก้าวเข้ามาในชุดสูทสีเทาเข้มไร้เนกไท ใบหน้าหล่อเหลาดูเย็นชาและเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจตามเคย ทันทีที่เขาเดินเข้ามา สายตาคมกริบไม่ได้หยุดอยู่ที่หญิงสาวสวยหรูในชุดแดง แต่กลับเหลือบมองไปยังร่างเล็กในชุดสาวใช้ที่กำลังยืนค้อมตัวอยู่ข้างโต๊ะชั่วเสี้ยววินาที
และเสี้ยววินาทีนั้น... ไม่รอดพ้นสายตาของโซเฟียไปได้
“ธัญกรคะ!” โซเฟียรีบลุกขึ้น สลัดคราบความร้ายกาจทิ้งไปในพริบตา แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มหวานหยดย้อย เธอเดินเข้าไปคล้องแขนเขาอย่างแนบชิด “คิดถึงจังเลยค่ะ ไม่ยอมแวะไปหาโซเฟียที่คอนโดบ้างเลย”
ทีมไม่ได้ดึงแขนออก แต่ก็ไม่ได้แสดงความเสน่หาใดๆ ตอบกลับ เขาดึงเก้าอี้หัวโต๊ะออกแล้วนั่งลงอย่างสง่างาม ปลดกระดุมเสื้อสูทออกหนึ่งเม็ด
“งานยุ่ง” เขาตอบสั้นๆ น้ำเสียงราบเรียบ “แล้วเธอมาทำอะไรแต่เช้า”
“โซเฟียคิดถึงคุณนี่คะ แล้วก็... กะว่าจะชวนคุณไปดูเครื่องเพชรคอลเลกชันใหม่ช่วงบ่ายด้วย” หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งข้างๆ พลางส่งสายตาหวานเชื่อม ก่อนจะแกล้งปรายตามองไปยังถ้วยชาบนโต๊ะ “เอ้อ จริงสิคะ เด็กใหม่คนนี้รินชาภาษาอะไรก็ไม่รู้ เย็นชืดจนดื่มไม่ลงเลยค่ะ”
มะลิชะงัก ชาเพิ่งรินออกมาจากกาควันยังกรุ่นอยู่แท้ๆ
“มะลิ” น้ำเสียงทุ้มต่ำของทีมดังขึ้น สายตาคมจับจ้องมาที่เธอ “รินชาให้คุณโซเฟียใหม่”
“ค่ะ... นายท่าน” มะลิก้มหน้ารับคำ เธอเอื้อมมือไปจับกาน้ำชาเพื่อเตรียมจะรินลงในถ้วยใบใหม่
ทว่าในจังหวะที่มะลิโน้มตัวลงมารินชาใกล้ๆ โซเฟียกลับขยับแขนแกล้งทำเป็นสะบัดเสื้อโค้ตขนสัตว์อย่างแรง ข้อศอกของเธอตั้งใจกระแทกเข้าที่ข้อมือของมะลิอย่างจัง!
“ว้าย!”
เพล้ง!
กาน้ำชาพอร์ซเลนหลุดจากมือตกกระแทกขอบโต๊ะ น้ำชาร้อนจัดสาดกระจายไปทั่วบริเวณ และหนึ่งในเป้าหมายก็คือท่อนแขนขาวผ่องของโซเฟียที่มีน้ำชาร้อนกระเซ็นไปโดนเพียงไม่กี่หยด
“กรี๊ดดด! ร้อน! นังบ้า แกทำอะไรของแกเนี่ย!” โซเฟียกรีดร้องลั่นห้องอาหารพลางลุกขึ้นยืนปัดแขนตัวเองอย่างบ้าคลั่ง “ตั้งใจจะเอาน้ำร้อนมาราดฉันใช่ไหม! ธัญกรคะ ดูมันทำสิคะ! มันจงใจทำร้ายโซเฟีย!”
ป้าสายหยุดหน้าซีดเผือด รีบถลาเข้ามาหยิบทิชชู่มาซับให้โซเฟียทันที “ตายแล้วคุณโซเฟีย! นังมะลิ แกอยากโดนไล่ออกไปนอนข้างถนนใช่ไหมห๊ะ!”
มะลิทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นทันทีเพื่อความปลอดภัยตามสัญชาตญาณ น้ำชาร้อนไม่ได้โดนแค่โซเฟีย แต่คราบน้ำชาร้อนจัดเกือบครึ่งกาสาดรดลงบนหลังมือและชายกระโปรงของเธอจนผิวเนื้อแสบร้อน แต่เธอกลับไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงร้อง
“หนูไม่ได้ตั้งใจค่ะ... หนูขอโทษค่ะคุณผู้หญิง หนูไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ฮึก...” มะลิก้มหน้าลงกับพื้น น้ำตาหยดแหมะลงบนพรม เธอต้องแสร้งทำเป็นตัวสั่นด้วยความกลัว ทั้งที่ในใจรู้ดีแก่ใจว่าตนเองถูกจัดฉากแกล้ง
“ไม่ได้ตั้งใจเหรอ? หน้าตาซื่อๆ แต่สันดานร้ายกาจ!” โซเฟียไม่ยอมจบ เธอชี้นิ้วสั่งเสียงแหลม “ตบปากมันเดี๋ยวนี้ป้าสายหยุด! เอาให้มันจำว่าอย่ามาสะเออะกับคนอย่างฉัน!”
