บทที่ 7 บทที่ 7 เธอเป็นของฉันคนเดียว

ป้าสายหยุดเงื้อฝ่ามือขึ้นทันทีเพื่อเอาใจโซเฟีย

“หยุด”

คำเดียวสั้นๆ ทรงพลังดั่งสายฟ้าฟาด ดังกึกก้องไปทั่วห้องอาหาร

ฝ่ามือของหัวหน้าแม่บ้านชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ทุกสายตาหันขวับไปมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ

ทีมนั่งนิ่ง แผ่นหลังเหยียดตรง ดวงตาคมกริบที่มักจะเย็นชา บัดนี้กลับมีเปลวเพลิงสีดำทะมึนลุกโชนอยู่ภายใน รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาทำให้บรรยากาศในห้องอาหารเย็นยะเยือกจนน่าขนลุก แม้แต่โซเฟียที่กำลังโวยวายยังต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างหวาดหวั่น

ชายหนุ่มไม่ได้มองโซเฟีย ไม่ได้มองป้าสายหยุด...

สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่หลังมือของ ‘มะลิ’ ที่เริ่มขึ้นรอยแดงพองจากน้ำร้อนลวก และหยาดน้ำตาที่ร่วงเผาะลงบนพื้น

“ออกไป”

ทีมเอ่ยขึ้นช้าๆ น้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่กลับแฝงความดุดันที่พร้อมจะบดขยี้ทุกคนที่ขัดคำสั่ง

โซเฟียยิ้มกริ่ม นึกว่าเขาสั่งไล่คนใช้ “ได้ยินไหมนังมะลิ! นายท่านสั่งให้แกไสหัวออกไป...”

“ฉันหมายถึงเธอ... โซเฟีย”

คำพูดนั้นทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของไฮโซสาวแข็งค้าง โซเฟียเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง

“ธ...ธัญกรคะ? คุณว่าอะไรนะ...”

ทีมเบนสายตามาสบตากับเธอ แววตาคู่นั้นไร้ซึ่งความเมตตา มีเพียงความรังเกียจและเฉยชาดุจมองเศษขยะ

“คฤหาสน์ของฉันไม่ใช่โรงละครสัตว์ และฉันไม่ชอบผู้หญิงที่เล่นละครราคาถูก” ทีมเอ่ยเสียงเรียบ แต่เชือดเฉือนถึงกระดูก “คิดว่าฉันตาบอดจนมองไม่เห็นว่าข้อศอกของเธอตั้งใจกระแทกมือนังเด็กนี่งั้นเหรอ?”

โซเฟียหน้าซีดเผือด ไร้คำแก้ตัว ริมฝีปากที่ทาลิปสติกสีแดงสดเริ่มสั่นระริก

“กลับไปซะ ก่อนที่ฉันจะสั่งให้ลูกน้องลากตัวเธอออกไป” ทีมตัดบทอย่างไร้เยื่อใย “และไม่ต้องเสนอหน้ามาที่นี่อีก ถ้าฉันไม่ได้สั่ง”

“ธัญกร! คุณกล้าไล่โซเฟียเพราะนังเด็กรับใช้ชั้นต่ำคนนี้น่ะเหรอคะ!” เธอหวีดร้องด้วยความอับอายและเคียดแค้น

“สาม... สอง...”

เสียงนับถอยหลังของมัจจุราชทำให้โซเฟียรู้ว่าเขาเอาจริง บอดี้การ์ดสองคนก้าวเข้ามายืนขนาบข้างเธอทันที โซเฟียกระทืบเท้าด้วยความโกรธจัด ส่งสายตาอาฆาตแค้นไปที่มะลิที่ยังคงก้มหน้าอยู่กับพื้น ก่อนจะสะบัดหน้าคว้ากระเป๋าเดินกระแทกส้นสูงออกจากห้องอาหารไปอย่างรวดเร็ว

ป้าสายหยุดยืนตัวสั่นงันงก ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง

“ป้าสายหยุด ออกไปดูแลความสะอาดที่อื่น” ทีมสั่งเสียงต่ำ “แล้วสั่งห้ามไม่ให้ใครเข้ามาในห้องนี้จนกว่าฉันจะอนุญาต”

“ค...ค่ะคุณท่าน” หัวหน้าแม่บ้านรีบก้มหัวแล้วสาวเท้าหนีออกจากห้องไปอย่างรวดเร็วราวกับกลัวโดนลูกหลง

ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องอาหารกว้างใหญ่อีกครั้ง เหลือเพียงเสียงหอบหายใจแผ่วเบาของหญิงสาวบนพื้น

มะลิยังคงนั่งคุกเข่า ก้มหน้านิ่ง รอยแผลน้ำร้อนลวกที่หลังมือเริ่มปวดแสบปวดร้อนจนน้ำตาคลอเบ้า เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงออกโรงปกป้องเธอ... คนที่เขาบอกว่าเกลียดนักหนา

เสียงฝีเท้าหนักแน่นก้าวเข้ามาใกล้ ปลายรองเท้าหนังขัดมันหยุดลงตรงหน้าเธอ

ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะย่อตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งบนพื้นตรงหน้าเธอในระดับเดียวกัน

มือหนาอันแข็งแกร่งเอื้อมมาคว้าข้อมือข้างที่โดนน้ำร้อนลวกของเธอไว้ มะลิสะดุ้งเฮือกพยายามจะชักมือกลับด้วยความตกใจ แต่แรงบีบที่ข้อมือกลับไม่ได้รุนแรงเหมือนทุกที... มันมั่นคงและแฝงความระมัดระวังอย่างประหลาด

“อยู่นิ่งๆ” เขาเอ่ยเสียงเข้ม สั่งห้ามไม่ให้เธอขยับ

ทีมหยิบผ้าเช็ดหน้าผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดจากกระเป๋าเสื้อสูทของเขา ชุบลงในแก้วน้ำเย็นจัดบนโต๊ะ แล้วค่อยๆ บรรจงประคบลงบนรอยแดงพองที่หลังมือของเธออย่างแผ่วเบา

ความเย็นของน้ำช่วยดับพิษร้อนที่ผิวเนื้อ มะลิมองดูการกระทำนั้นด้วยหัวใจที่เต้นรัวและสับสน ดวงตาคมกริบที่เคยดุดันของเขา บัดนี้กำลังจ้องมองรอยแผลด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดลึกๆ ที่เขาพยายามซ่อนไว้

“ทำไม...” มะลิเผลอหลุดปากถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ลืมบทบาทสาวใช้ไปชั่วขณะ “ทำไมนายต้องช่วยฉัน... นายควรจะสะใจไม่ใช่เหรอที่เห็นฉันโดนรังแก”

มือของทีมชะงักไปเล็กน้อย

เขาค่อยๆ เลื่อนสายตาขึ้นมาสบตากับเธอ ความอ่อนโยนที่แวบผ่านเมื่อครู่ถูกฉาบทับด้วยหน้ากากน้ำแข็งอันเย็นชาในพริบตาเดียว

ทีมบีบข้อมือเธอแน่นขึ้นเล็กน้อยจนเธอรู้สึกเจ็บแปลบ เตือนสติให้รู้ว่าเขายังคงเป็นเจ้านายผู้ไร้หัวใจ

“อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย จัสมิน” น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเยือกเย็น “เธอเป็นสมบัติของฉัน... ร่างกายนี้ หนี้ชีวิตนี้ มีแค่ฉันคนเดียวที่มีสิทธิ์เหยียบย่ำหรือทรมานเธอ”

เขาก้มหน้าลงมาใกล้ จนริมฝีปากแทบจะแตะเข้ากับใบหูของเธอ ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดผิวเนียนจนเธอขนลุกซู่

“หมาตัวอื่น... ไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องของๆ ฉัน แม้แต่ปลายเล็บ จำใส่กะโหลกของเธอไว้ด้วย”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป