บทที่ 9 9
พบขวัญจึงเปลี่ยนเป็นคิดบวก ยอมให้ทุกคนซุบซิบนินทาโดยไม่สนใจถ้อยคำเหล่านั้นแล้วเลือกอุ้มท้องทั้งๆที่ไม่มีพ่อ จากนั้นเธอจึงเริ่มออกหางานทำ โชคดีที่เธอเรียนจบเมืองนอก ภาษาอังกฤษนับว่าแข็งแรงมากจึงเป็นที่ต้องการของหลายบริษัทฯ แต่พอเธอบอกว่ากำลังตั้งครรภ์นี่สิ ที่เป็นปัญหา เพราะไม่มีบริษัทฯไหนรับเธอเข้าทำงานสักที่ จนเจตนิพัทธ์ที่ตามกลับมาเมืองไทยรู้ข่าวเข้า เขาก็ช่วยเหลือโดยรับเธอเข้าทำงานในบริษัทที่เขาเป็นเจ้าของทันที พบขวัญรู้ว่านั่นจะเป็นการเปิดช่องให้เจตนิพัทธ์ได้สานต่อแต่เธอก็ไม่มีทางเลือกเพราะต้องการเงินไว้ใช้จ่าย อีกทั้งเธอคิดว่าถ้าเจตนิพัทธ์รู้ว่าเธอท้องเขาคงไม่มายุ่งอีกแล้ว ทว่าผิดคาดเขายังต้องการแต่งงานกับเธอเหมือนเดิม
คิดมาถึงตรงนี้ก็รู้สึกเสียดแทงในอก ทำไมไม่ตอบตกลงแต่งงานกับเจตนิพัทธ์ไปนะ เขารักเธอมาก เธอกับน้องแทนจะได้สบายไม่ต้องหาเงินงกๆอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ แต่ก็อีกนั่นแหละ เธอไม่ได้รักเจตนิพัทธ์ เธอไม่อยากได้สามีเบอร์สองแม้ว่ากับเบอร์หนึ่งเธอไม่รู้เหมือนกันว่าคืนนั้นเขาเรียกอะไรความรักเฉียบพลันความหลงใหล หรือเธอใจง่าย
ส่วนหนึ่งพบขวัญไม่อยากยอมรับว่าเธอยังแอบคิดถึงเขาอยู่บ่อยๆ ถึงแม้ว่าการเจอหน้าเขาจะทำให้เธอต้องหนีไม่คิดชีวิตเพราะกลัวเขารู้ในสิ่งที่เธอปกปิด เธอมีแทนคุณเป็นสิ่งเดียวในชีวิตและจะไม่ยอมเสียลูกไป เธอจึงไม่ติดต่อพ่อของลูก เธอไม่ต้องการให้เขารับผิดชอบในสิ่งที่เขาไม่ได้ตั้งใจ เธอไม่อยากใช้เรื่องลูกเป็นข้ออ้างในการเรียกร้องให้เขามาสนใจหรือรับผิดชอบ
พบขวัญจับกำปั้นน้อยๆของลูกเคล้นคลึงเบาๆอย่างรักใคร่ มองด้วยความรักเต็มเปี่ยมก่อนหันมาหาคนที่ยืนอยู่ร่วมห้องด้วยนานแล้ว ดวงตาของแทนคุณโตใสแจ๋วมาก
“ตาโตจริงนะเรา หน้าตาเหมือนพ่อไม่มีผิด ทำไมไม่หน้าเหมือนแม่นะ แม่อุตสาห์อุ้มท้องเรามาตั้งเก้าเดือน แต่หนูถอดพิมพ์ใบหน้าเขามาจนหมด” พบขวัญอมยิ้มเมื่อคุยกับหนูน้อยที่มองตอบกลับแถมยิ้มหัวเราะชอบใจราวกับจะรู้เรื่อง
เสียงกระแอมราวกับไม่พอใจ ทำให้คนที่เล่นกับลูกเพลินหันไปมอง พี่เลี้ยงสูงวัยทำหน้ามุ่ยเหมือนง่วงพบขวัญจึงรีบพูด “ป้าพิณกลับบ้านได้เลยจ้ะ ขวัญจะนอนเฝ้าน้องแทนเอง” เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายมีนิสัยเช่นไร เธอจึงไม่ไว้ใจให้อยู่เฝ้า สายพิณเลี้ยงดูลูกชายเธออย่างดีก็จริงแต่ต้องแลกเปลี่ยนกับค่าจ้างอย่างงาม บางครั้งก็ต้องมีเงินพิเศษให้ด้วย ซึ่งระยะหลังเธอไม่มีให้อีกฝ่ายก็เลยปล่อยปละละเลยลูกชายเธอ
“ก็ดีค่ะ ป้าเลี้ยงมาทั้งวันแล้ว ที่เหลือคุณดูเองแล้วกันนะคะ ป้าเหนื่อย”
พบขวัญพยักหน้า เธอมีเสื้อผ้าติดรถไว้พร้อมแล้วจึงสามารถนอนเฝ้าได้เลย “งั้นป้าพิณเอาเงินค่าแท็กซี่ไปด้วยค่ะ” พบขวัญบอกแล้วยื่นเงินจำนวนหนึ่งพันบาทไปให้ “เป็นค่ารถตอนป้าพาน้องแทนมาแล้วก็เป็นค่ารถกลับค่ะ”
สายพิณมองเงินนั้นอย่างดูแคลน เบ้ปากเล็กน้อย มันช่างน้อยนิดกับการที่นางเสียเวลาอยู่รอถึงดึกดื่น แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย นางรีบพับเงินเก็บใส่กระเป๋าแล้วลากลับ “ถ้าอย่างนั้นป้ากลับก่อนนะคะ”
พบขวัญพยักหน้า ได้ยินเสียงปิดประตูตามหลังแล้วถอนหายใจออกมา เธอแทบไม่มีเงินเหลือติดตัวเลยหลังจากให้สายพิณไป ตอนนี้รอแค่ให้ถึงสิ้นเดือนเร็วๆ เพื่อจะได้มีเงินมาหมุน พบขวัญถอนใจหันกลับมามองหน้าลูกที่นอนหลับไม่รู้อิโหน่อิเหน่ อย่างไรเธอก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด บางทีเธออาจหางานสอนภาษาอังกฤษเป็นงานพิเศษเพื่อจะได้มีรายได้เพิ่มเพราะช่วงนี้มีคนต้องการเรียนภาษาอังกฤษกันมาก พรุ่งนี้เธอจะโทรไปถามเพื่อนที่เปิดโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษดูว่าพอจะมีงานพิเศษให้เธอทำไหม
พบขวัญมาทำงานแต่เช้าเพื่อเตรียมเข้าประชุมร่วมกับผู้จัดการแต่ละฝ่าย แม้จะมีอาการสะลึมสะลือเพราะนอนน้อย แต่คาแฟอีนแรงๆหนึ่งแก้วใหญ่ก็ทำให้สมองทำงานแล่นขึ้นอีกนิดหน่อย ระหว่างเตรียมเปิดโน้ตบุ๊คพรีเซ้นต์ผลการดำเนินงานในแผนกจัดซื้อ เลขาสาวของเจตนิพัทธ์ก็เดินสีหน้างุนงงเข้ามาบอกกับผู้เข้าร่วมประชุมวันนี้ว่าขอยกเลิกการประชุมไปก่อนแล้วจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งว่าจะประชุมใหม่อีกครั้งวันไหน
อารดาผู้จัดการแผนกของเธอเป็นคนที่พูดแทนใจคนที่นั่งอยู่ในห้องนั้นทุกคน
“คุณเจตนิพัทธ์ไปไหนหรือคะคุณอุทุมพร หรือว่าไปต่างประเทศกะทันหัน” เจตนิพัทธ์มีตำแหน่งเป็นรองประธานรอขึ้นตำแหน่งประธานต่อจากบิดาอีกไม่นานนี้ ซึ่งการประชุมวันนี้เจตนิพัทธ์เป็นฝ่ายกำหนดขึ้นเพื่อขอทราบผลการดำเนินงานของแต่ละแผนกในทุกกลางเดือนแต่เขากลับไม่มา
“ไม่ใช่ค่ะ คุณเจตนิพัทธ์ไม่ได้ไปต่างประเทศ แต่อย่าถามดิฉันนะคะว่าไปไหน เพราะดิฉันก็ไม่ทราบ” อุทุมพรบอกแค่นั้นแล้วรีบหมุนตัวกลับออกไป ทิ้งไว้แต่ความอยากรู้ให้ทุกคนสงสัย
