บทที่ 10 ทักทาย
รัญภาคย์กลับมาถึงบ้านในเวลาเกือบจะ 6 โมงเย็นทั้งบ้านเงียบเชียบเหมือนไม่มีคนอยู่ พอเดินเข้าไปยังห้องรับแขกที่มักจะเห็นมารดานั่งดูทีวีอยู่ก็ไม่เจอใคร เขาเดินไปดูในครัวก็ยังไม่เจอทั้งมารดาและเด็กสาวที่เขาจ้างให้มาอยู่เป็นเพื่อนมารดา ชายหนุ่มรับวิ่งขึ้นไปยังห้องนอนเพราะคิดว่าบางทีมารดาอาจจะไม่สบายและขึ้นไปนอนพักแต่ห้องนอนก็ว่างเปล่า
"แม่ แม่ครับ” ร่างสูงใหญ่เดินไปรอบๆ บ้านพร้อมตะโกนเรียก
"อ้าวคุณรัญกลับมาแล้วเหรอะคะ” ลียาตกใจที่เห็นเจ้านายหนุ่ม
"ลียา แม่อยู่ไหน” เขาถามเด็กสาวชาวพม่าที่เพื่อนเขาเป็นคนฝากมาให้ทำงานด้วยเมื่อครั้งที่เขาบอกว่าจะมาอยู่พี่พิษณุโลก ลียาเป็นชาวพม่าแต่พูดไทยชัดเพราะมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เด็ก พ่อกับแม่นั้นก็ทำงานที่บ้านของเตวิชเพื่อนของเขาซึ่งอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันนี้
"คุณผู้หญิงไปทานข้าวที่บ้านนู้นค่ะ” ลียาชี้ไปยังบ้านหลังเล็กที่มีรั้วกำแพงติดกัน
"อะไรนะ แล้วทำไมลียามาตามไป”
"คุณป้าดาเธอบอกว่าไม่ต้องตามไปค่ะ เพราะเดี๋ยวตอนกลับคุณป่านจะมาส่ง”
รัญภาคย์ได้ยินชื่อแล้วก็คลายความกังวล เพราะเขาเคยเจอกับปราณติญาหลายครั้งแล้วตอนที่มาอยู่บ้านหลังนี้ใหม่ เธอเองก็พึ่งย้ายมาอยู่พร้อมกับเขา แต่พอเขาไปอยู่กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้ติดต่อกัน
"ลียามาอยู่ที่นี่หลายวันแล้วเป็นยังไงบ้าง เหงาบ้างหรือเปล่า” เขาเข้าใจดีว่าเด็กสาววันนี้กำลังติดเพื่อนเพราะเขามีน้องสาวมาก่อน
"ไม่เหงาค่ะ คุณป้าดาให้หนูเล่นโทรศัพท์และดูทีวีได้ถ้าทำงานเสร็จแล้ว”
"แล้วอยากกลับไปหาพ่อกับแม่บ้างไหม”
"ก็.." เด็กสาวไม่กล้าตอบ
"คืนนี้จะกลับไปนอนกับพ่อแม่ก็ได้นะ เดี๋ยวฉันดูแลแม่เอง พรุ่งนี้สายๆ ค่อยมาก็ได้” ชายหนุ่มบอกอย่างใจดี
"หนูไปได้จริงๆ เหรอคะ” เด็กสาวถามให้แน่ใจอีกครั้งเพราะกลัวว่าเจ้านายจะแค่ล้อเล่น
“ได้สิ แล้วนี้จะไปยังไง”
“หนูมีจักรยานค่ะ” เด็กสาวชี้ไปที่โรงรถ เขาก็เห็นรถจักรยานคันเล็กๆ พิงอยู่
“งั้นก็รีบไปเถอะ นี่ก็จะมืดแล้ว” ชายหนุ่มรีบบอก
“ค่ะคุณรัญ ขอบคุณมากๆค่ะ” ลียายกมือไหว้ชายหนุ่ม
เมื่อลียากลับไปแล้วรัญภาคย์ก็อาบน้ำแล้วลงมานั่งรอมารดาที่ห้องรับแขก รัญภาคย์มองนาฬิกาบนผนัง ตอนนี้เวลาเกือบสามทุ่มแล้วแต่มารดาของเขายังไม่กลับมาจากบ้านของปราณติญา ชายหนุ่มคิดว่าจะให้เวลาอีกสิบนาทีแล้วเขาจะไปตามมารดาให้กลับมาพักผ่อน แล้วเสียงคนคุยกันแว่วมาแต่ไกล รัญภาคย์รีบเดินออกไปที่หน้าประตูทันที
“อ้าวรัญ แม่นึกว่ายังไม่กลับ” ลดาแปลกใจที่เห็นลูกชายกลับมาบ้าน เพราะคิดว่าเขาคงจะไปดื่มต่อกับเพื่อนๆ
“กลับมานานแล้วครับ นี่กำลังจะไปตามแม่อยู่เลย”
“แม่คุยเพลินไปหน่อยดูนาฬิกาอีกทีก็สามทุ่มแล้ว หนูพุดนี่ลูกชายป้าเอง ส่วนหนูป่านแก้วคงเคยเจอกันแล้ว” เธอรีบแนะนำลูกชายให้กับหญิงสาวข้างบ้าน
“สวัสดีค่ะ” สองสาวเอ่ยทักทาย
“สวัสดีครับ ไม่เจอกันนานเลยป่านแก้ว สบายดีใช่ไหม” รัญภาคย์ทักทายหญิงสาวเพื่อนบ้านที่เคยเจอกันเมื่อครั้งที่อยู่ที่นี่ตอนแรก ส่วนหญิงสาวอีกคนนั้นเขาพึงเห็นเป็นครั้งแรก
“ป่านสบายดีค่ะ พี่รัญล่ะคะ”
“สบายดีครับ พี่ขอบคุณนะครับ ป่านทำให้แม่พี่หายเหงาได้เยอะเลย แล้วก็ขอบคุณสำหรับแกงเขียวหวานด้วยอร่อยมาก พี่ไม่ได้กินแกงเขียวหวานอร่อยแบบนี้นานแล้ว” เขาชมอย่างจริงใจ
“ขอบคุณผิดคนแล้วค่ะ คนทำไม่ใช่ป่านค่ะเพื่อนป่านเป็นคนทำค่ะ” ปราณติญารีบแก้ไขความเข้าใจผิดของชายหนุ่ม
“อ้าวเหรอ พี่นึกว่าป่านทำ ถ้าอย่างนั้นขอบคุณมากนะครับ” เขากันไปบอกกับหญิงสาวอีกคน เธอเป็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปรงแต่ก็ดูบอบบางผมยาวตรงมัดไว้เป็นหางม้า ในหน้าหวานมีดวงตากลมโตแม้ว่าจะมองในความมืดก็ยังเห็นความสวยงามอย่างลงตัวบนใบหน้าเรียวนั้น
“ค่ะ” พุดพิชชาตอบรับสั้นๆ เพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกับเขา
“ดึกแล้วป้าว่าเราแยกย้ายกันดีไหม”
“ค่ะป้าดา พุดขอตัวกลับเลยนะคะ” พุดพิชชายิ้มให้กับคนสูงวัย
“ป่านไปก่อนนะคะพี่รัญ”
“เป็นไงลูกป้าดาหล่อเหมือนที่ฉันกับป้าดาบอกไหมล่ะ” ปราณติญาถามเพื่อนเมื่อเดินมาด้วยกันตามลำพัง
“ก็หล่อ ดูดีทุกกระเบียดนิ้ว เหมือน....” เธอไม่กล้าพูดเพราะไม่อยากปรักปรำใคร
“เหมือนอะไร”
“เหมือน..ชายรักชาย” ชายหนุ่มที่เธอพูดถึงนั้นมีร่างสูงใหญ่น่าจะสูงเกือบ 190 ซม. ใบหน้าหล่อเหลานั้นเกลี้ยงเกลาและผิวที่ขาวอย่างคนสุขภาพดี ทรงผมสั้นรองทรงสูงพร้อมทั้งการแต่งตัวที่แม้จะเป็นแค่ชุดอยู่บ้านธรรมดาก็ดูเรียบร้อยและดูดีไม่เหมือนที่เธอเคยเห็นเพื่อนๆ หรือผู้ชายส่วนใหญ่ที่เธอเคยเจอ
“บ้าน่า คงไม่ใช่หรอกมั้ง” ปราณติญาชักไม่แน่ใจเพราะเธอไม่ค่อยได้เจอกับรัญภาคย์บ่อยนัก
“เห็นมะ แกยังไม่แน่ใจเต็มร้อยเลย สมัยนี้ผู้ชายแมนๆ หายาก” พอได้ยินอย่างนั้นปราณติญาก็คล้อยตามเพื่อน
แล้ววันแรกของการเปิดร้านก็มาถึง พุดเลือกเปิดร้านวันแรกตรงกับวันเสาร์ แต่ก่อนหน้านั้นเธอได้ติดป้ายประกาศถึงโปรโมชั่นในวันแรกไว้แล้ว และเมื่อวานตอนเย็นเธอก็ยังมาแจกใบปลิวให้เด็กที่มาเรียนพิเศษอีกด้วย ด้วยโปรโมชั่นที่นิยมกันมากที่สุดคือซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง ทุกเมนูที่มีในร้านยกเว้นเมนูที่ต้องปั่นเพราะหญิงสาวเกรงว่าจะทำไม่ทัน ปราณติญาก็มาช่วยเธอในวันแรกด้วย พอเด็กๆ เริ่มทยอยมาตอนพักกลางวันปราณติญาและพุดพิชชาก็มาหน้าร้านเพื่อยืนรอลูกค้า ด้วยธรรมชาติของเด็กมักอยากจะลองอะไรใหม่ๆ พอมีคนแรกมาซื้อคนอื่นๆ ก็ตามา พุดพิชชานั้นชงเครื่องดื่มใส่ถังไว้แล้วหลายรสชาติ เพราะกลัวจะชงไม่ทัน ราคาขายวันแรกตั้งไว้ที่ 20 บาท ซึ่งตอนแรกเธอจะตั้งราคาที่ 19 บาทแต่คิดว่าจะยุ่งยากในการทอนเงิน เธอจึงตั้งราคาที่ซื้อขายได้รวดเร็ว
“หนึ่งแถมหนึ่งค่ะ ใครยากได้มุกเยอะๆ บอกได้นะคะวันนี้มุกฟรีไม่คิดเพิ่ม” พุดพิชชาบอกในขณะที่มือเป็นระวิง
ชานมไต้หวันและชาเขียวที่ชงไว้ในถังชาหมดลงเพียงไม่ถึง 1 ชั่วโมงที่เปิดร้าน พุดพิชชารีบชงเพิ่มอย่างรวดเร็วเพราะเธอเตรียมทุกอย่างไว้เผื่ออยู่แล้ว
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเพียงไม่นานทุกอย่างที่มีขายในร้านก็หมด ทั้งน้ำแข็ง ไข่มุก ชาและน้ำชงรสชาติต่างๆพุดพิชชาดีใจมากที่วันแรกเธอขายหมดเกลี้ยง ไม่รู้ว่าเพราะอร่อยหรือเพราะโปรโมชั่น 1 ฟรี 1 แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไรเธอก็ดีใจที่วันแรกผ่านไปได้ด้วยดี กว่าจะเก็บของและกลับถึงก็แทบจะหมดแรงกันทั้งสองคนอาหารมือเย็นวันนี้เลยเป็นผัดมาม่า
“มันอร่อยหรือว่าหิว” พุดพิชชาถามเพื่อนที่คีบเส้นมาม่าเข้าปากโดยไม่พูดไม่จา
“ทั้งสองอย่างแหละพุด แกทำอะไรก็อร่อย ถ้าฉันถูกล็อตเตอรรี่นะฉันจะลงทุนเปิดร้านอาหารให้แกเอง” ปราณติญาทำสีหน้าจริงจังจนพุดพิชชาอดหัวเราะไม่ได้
“ขอบใจนะป่าน วันนี้ถ้าไม่ได้แกไปช่วยก็คงแย่ แกไปอาบน้ำก่อนเลย เดี๋ยวฉันจะทำความสะอาดครัวครัวเอง”
“อือ เหนียวตัวเหมือนกัน” ปราณติญาไม่รอให้เพื่อนบอกเป็นรอบที่สอง
พุดพิชชาเก็บกวาดและทำความสะอาดจานชามเสร็จเรียบร้อยก็มานั่งพัก พอมองไปที่ถุงผ้ามีหูหิ้วที่ใส่เงินก็หายเหนื่อย หญิงสาวหยิบธนบัตรออกมาก่อนจากนั้นก็เทเหรียญออกมานับวันนี้เธอขายไปทั้งหมดสองร้อยกว่าแก้ว แม้จะได้กำไรเพียงน้อยนิดเพราะต้องคิดค้นทุนสองแก้วในขณะที่ได้เงินเพียงหนึ่งแก้ว แต่เธอก็ทำให้หญิงสาวยิ้มได้เพราะนี่เป็นวันแรกที่เธอเปิดแต่ก็มีลูกค้าเยอะอย่างที่หวังไว้
วันที่สองลูกค้าก็ยังคงเยอะเหมือนเมื่อวานเพราะเธอเห็นว่ายังมีน้องๆ อีกหลายคนที่มาซื้อไม่ทัน
“เมื่อวานก็มา วันนี้ก็มานี่คืออร่อยหรือเพราะว่าได้ฟรีอีกหนึ่งแก้วคะ”เธอถามเด็กสาวคนเดิมเคยคุยด้วยที่ร้านอาหารตามสั่ง
“อร่อยค่ะพี่ เพื่อนหนูบอกว่าร้านใหม่คนขายก็สวยชาก็อร่อย” เด็กสาวตอบ
“พูดอย่างนี้มาเอาชาไปฟรี 1 แก้วเลยดีไหมคะ”
“ไม่เอาหรอกพี่หนูเกรงใจ”
“แล้วมีเรียนอีกที่กี่โมงล่ะ” พุดพิชชาพยายามเป็นมิตรกับลูกค้าทุกคนให้มากที่สุด
“บ่ายสองค่ะพี่”
“เหลือเวลาอีกตั้งครึ่งชั่วโมง ถ้าไม่รู้จะไปรอที่ไหนก็นั่งรอที่นี่ก็ได้” เธอชี้ไปที่มุมเล็กๆ ด้านในของร้านที่มีโต๊ะเล็กกับเก้าอี้อีกสองตัววางอยู่
เด็กสาวมองหน้าอย่างไม่แน่ใจ แต่พอเห็นว่าเธอยิ้มให้อย่างใจดีก็ตรงไปนั่งอย่างที่เธอบอก วันนี้เธอมาเรียนคนเดียวเพราะเพื่อนสนิทไม่ว่างเธอจึงไม่รู้จะไปนั่งรอที่ไหน ซึ่งปกติแล้วก็จะพากันไปนั่งรอที่ชั้นล่างของโรงเรียนกวดวิชา แต่พอเพื่อนสนิทไม่มาเธอก็เลยไร้จุดหมาย
ชาที่ชงไว้ใกล้หมดแล้ว ลูกค้าก็เริ่มจะน้อยลงเรื่อย ๆ เธอกำลังลังเลว่าจะชงใส่ถังชาเพิ่มอีกดีไหม เผื่อเด็กที่เรียนตอนเย็นอีกรอบ แล้วก็นึกได้ว่าเธอจะถามเวลาเรียนได้จากที่ไหน
“น้องคะพี่ถามอะไรหน่อยได้ไหม”
“ได้ค่ะ แต่หนูถามพี่ก่อนได้ไหม พี่ชื่ออะไร” เด็กสาวเอ่ยถาม
“พี่ชื่อพุดส่วนพี่อีกคนที่เห็นเมื่อวานชื่อพี่ป่านแก้วค่ะ”
“แล้น้องล่ะ ชื่ออะไร”
“หนูชื่อต้นหลิวแต่เพื่อนชอบเรียกแค่หลิวค่ะ” เด็กสาวตอบพร้อมรอยยิ้ม
“ชื่อเพราะดีนะคะ” เธอเอ่ยชม
“แล้วพี่จะถามอะไรหลิวเหรอคะ”
“อ๋อ เกือบลืมไปเลย พี่อยากรู้ว่า ตอนเย็นวันอาทิตย์จะมีเด็กมาเรียนเยอะเหมือนเย็นวันเสาร์ไหมคะ”
“ไม่ค่ะพี่ ส่วนใหญ่ก็เรียนถึงถึงแค่ 4 โมงเย็นแต่ถ้า วันเสาร์ก็เรียนเกือบถึงสองทุ่ม”
“อ๋อ แล้ววันธรรมดาล่ะคะ” เมื่อได้ถามไปแล้วเธอก็อยากได้ข้อมูลทั้งหมดเพื่อวางแผนว่าแต่ละวันเธอจะชงชาและต้มมุกมาประมาณไหน
“วันธรรมดาส่วนใหญ่ก็ประมาณสองทุ่มค่ะ แต่ก็ไม่ค่อยมีเยอะเหมือนวันเสาร์อาทิตย์ค่ะ”
