บทที่ 13 เรียบง่าย

รัญภาคย์ลงจากเครื่องก็นั่งแท็กซี่กลับมาที่บ้านทันที โดยไม่ได้โทร. ให้คนขับรถของมารดามารับ                                  

“สวัสดีครับแม่” ชายหนุ่มสวมกอดมารดาอย่างเคย 

“ไหว้พระเถอะลูก แล้วทำไมไม่ให้ลุงผลไปรับ” ลดาหมายถึงนายผลคนขับรถของเธอตอนที่อยู่กรุงเทพฯ  และตอนนี้ลูกชายของเธอก็ให้ลุงผลและภรรยาย้ายตามมาด้วยเมื่อไม่กี่วันมานี้ ส่วนบ้านที่กรุงเทพฯ ก็ปิดไว้ เพราะเขาเองก็ไม่ค่อยชอบอยู่บ้านหลังใหญ่ ชายหนุ่มเลือกที่จะไปนอนที่คอนโดฯ เสียมากกว่า 

“ผมรีบมาคุยกับแม่ครับ” 

“มีเรื่องด่วนอะไร” ลดามองหน้าลูกชาย เพราะคิดว่าเขาคงมีเรื่องด่วนแน่ๆ

“คือผมว่าจะเปิดฟิสเนตฯ ในเมืองครับแม่ มีที่แปลงหนึ่งประกาศขายราคาดีเลยครับเพราะเจ้าของต้องรีบใช้เงิน ผมว่าพรุ่งนี้จะพาแม่ไปดู” 

“เรื่องแค่นี้ถึงกับไม่รอให้คนไปรับเลยเหรอ แม่ว่ามีอย่างอื่นอีกหรือเปล่า” 

“เปล่าครับแม่ เรื่องแค่นี้จริงๆ” 

“รัญคิดว่าตัวเองโกหกแม่ได้เหรอลูก” 

“คือผมเจอจ๋าครับ” รัญภาคย์หมายถึงมนัสยาภรรยาเก่าของเขา ที่เลิกรากันไปนานแล้ว เพราะชายหนุ่มจับได้ว่าภรรยาของเขาแอบไปมีอะไรกับฟิตเนสแทรนเนอร์ที่เขาจ้างมาทำงาน

“แล้วได้คุยกันไหม” 

“ไม่ครับผมเห็นเธอกำลังจะเดินมาเลยรีบวิ่งขึ้นแท็กซี่กลับมาที่บ้านนี่แหละครับ”  

“ที่รัญยังไม่ยอมมีแฟน เพราะยังลืมเธอไม่ได้ใช่ไหมลูก” ลดารู้สึกเห็นใจลูกชาย เพราะรู้ว่ามนัสยาเป็นคนรักคนแรกของลูกชายตั้งแต่สมัยเรียน พอเรียนจบได้ไม่นานทั้งคู้ก็แต่งานกัน แต่อยู่กินกันได้ไม่

“เปล่าครับแม่ ผมลืมไปแล้วว่าแต่ก่อนเคยรู้สึกยังไงกับเธอ แต่ที่ผมไม่มีใครเพราะผมไม่อยากเจ็บแบบเดิมๆ อีกแล้ว”

“ผู้หญิงไม่ได้เหมือนกันทุกคนละลูก ทำไมไม่ลองเปิดใจให้คนอื่นเข้ามาในชีวิตบ้าง”

  “ผมไม่คิดเรื่องนั้นแล้วครับแม่ ผมว่าอยู่กับแม่อย่างนี้ก็ดีอยู่แล้วครับ” เขาคิดตามที่พูดกับมารดาจริงๆ 

“อย่าคิดอย่างนั้นสิรัญแม่ไม่รู้จะอยู่กับลูกได้นานแค่ไหน แม่อยากเห็นรัญมีความสุข มีคู่ชีวิตที่ดี ดูอย่างน้องสาวเราสิ ทุกวันนี้ชีวิตมีแต่ความสุข”  

“แม่ต้องอยู่กับผมอีกนานเลยครับ ส่วนเรื่องคู่ชีวิต เอาเป็นว่าผมจะไม่ปิดกั้นตัวเอง แต่ตอนนี้ผมยังไม่เจอคนที่ใช่ครับแม่”  

“ให้แม่ช่วยหาคนที่ใช่ให้ดีไหม” เธอเสนอ

“อย่าให้ถึงขนาดนั้นเลยครับแม่ ผมว่าของอย่างนี้ถึงเวลาเราก็จะเจอคนที่ใช่เองนั่นแหละครับ” ชายหนุ่มตอบไปอย่างนั้นเพราะรู้ดีว่าคงอีกนานที่เขาจะเจอคนๆ นั้น

“แล้วทานอะไรมาหรือยัง” เมื่อเห็นว่าลูกชายไม่สนใจเรื่องนี้จริงๆ เธอจึงเปลี่ยนเรื่อง

“ยังเลยครับแม่ ว่าจะมาทานอาหารฝีมือแม่สักหน่อย” รัญภาคย์ไปกรุงเทพฯ หลายวันเขาอาศัยข้าวกล่องข้างออฟฟิศเกือบทุกมื้อเพราะไม่อยากเสียเวลาไปนั่งทานตามร้านอาหาร ครั้นจะทำอาหารเองก็เกรงว่าจะได้เข้าไปนอนที่โรงพยาบาลเพราะท้องเสียแทน

“วันนี้แม่ไม่ได้ทำกับข้าวเลยน่ะสิ นึกว่ารัญจะมาพรุ่งนี้ แต่ในตู้พอมีข้าวกล่องอยู่นะ พอทานได้ไหม แต่ถ้าพอทนไหวก็รอแม่สักครึ่งชั่วโมงเดี๋ยวแม่ทำให้” ได้ยินคำว่าข้าวกล่องชายหนุ่มก็รู้สึกฝืดคอขึ้นมาทันที  

“ไม่เป็นไรครับแม่” เขาไม่อยากให้มารดาต้องเหนื่อย ทานข้าวกล่องอีกสักมื้อก็คงไม่เป็นไร เพราะตั้งแต่วันพรุ่งนี้เขาก็จะอยู่ที่บ้านยาวเกือบสิบวันคงได้ทานอาหารฝีมือมารดาอย่างแน่นอน 

รัญภาคย์เดินเข้าไปห้องอาหาร ป้าใจภรรยาของลุงผลก็เดินถืออาหารที่อุ่นแล้วเข้ามาพอดี ชายหนุ่มคิ้วขมวดเพราะข้าวกล่องที่เขาทานมาตลอดหลายวันนั้นไม่มีอะไรคล้ายกับข้าวกล่องที่วางอยู่บนโต๊ะเลย  จะว่าเป็นเพราะป้าใจเทใส่จานก็ไม่น่าจะใช่เพราะที่เขาเห็นในจานคือข้าวกล้องกับปลานึ่ง พอได้ลองตักเข้าปากคำแรกก็ยิ้มจากนั้นข้าวและปลารวมถึงผักในจานก็ไม่เหลือเลยสักนิด 

“อร่อยมากเลยครับแม่ ข้าวกล่องร้านไหนครับ” รัญภาคย์ถามอย่างแปลกใจ 

“แม่ไม่ได้ซื้อมาหรอกจ้ะ รัญจำหนูพุดได้ไหม” 

ชายหนุ่มพยักหน้า “เค้าทำขายเหรอครับแม่” 

“ไม่ได้ขาย แต่แบ่งมาให้แม่ช่วยชิม รัญว่าถ้าทำขายจะมีคนซื้อไหม” เธอถามความเห็นลูกชาย 

“ก็คงจะมีคนอยู่นะครับ เมนูไม่ค่อยซ้ำกับข้าวกล่องที่ผมเคยทาน เหมือนอาหารคลีนเลย” 

“ก็ใช่น่ะสิแม่ ว่าถ้าหนูพุดขายเมื่อไหร่ แม่นี่แหละจะเป็นลูกค้าประจำ” 

“พูดอย่างนั้นแสดงว่าแม่เบื่อที่จะทำกับข้าวให้ผมแล้วใช่ไหมครับ” 

“แม่ไม่ได้พูดอย่างนั้นสักหน่อย แม่ก็ทำให้รัญทานตามปกติน่ะแหละ แต่แม่ก็ทานอาหารคลีนของหนูพุดบ้าง สลับกันไปดีไหม แม่อยากสนับสนุนคนที่ทำมาหากินอย่างหนูพุด” 

“ตามใจแม่เลยครับ” ชายหนุ่มเห็นด้วย เพราะวันนั้นเขาได้ทานแกงเขียวหวานก็รสชาติอร่อยจนเขาอยากจะทานอีก แต่ก็ไม่กล้าบอกเธอเพราะยังไม่ได้สนิทกันขนาดที่จะขอให้เธอทำอาหารให้เขาได้

“พุด ทำอะไรอยู่” ปราณติญาเห็นเพื่อนนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นนานสองนานตั้งแต่ก่อนเธออาบน้ำจนถึงตอนนี้เธออาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้ว 

“ฉันกำลังหารูปอาหารที่เคยถ่ายไว้” 

“แล้วหาเจอไหม”  

“เจอ แต่ดูแล้วภาพมันเก่าๆ ไม่ค่อยสวยเลย แกว่าไง” พุดพิชชาขยับให้เพื่อนเห็นหน้าจอโน้ตบุ๊กได้อย่างถนัด 

“อือ มันดูเก่าๆ ถ่ายมานานแล้วใช่ไหม” 

“ถ่ายนานแล้วคงต้องถ่ายใหม่” พุดมองภาพอาหารคลีนที่เธอทำขายกับมารดาแล้วก็ถอนหายใจ เพราะถ้าจะถ่ายใหม่เธอก็คงต้องทำอาหารอีกหลายๆ อย่างถึงจะได้ภาพครบตามที่ต้องการ 

“ไม่เห็นจะยาก วันศุกร์ที่โรงพยาบาลจะมีตลาดสุขภาพแกก็ทำเมนูต่างๆ ถ่ายรูปเสร็จก็เอาไปวางขายสิพุด” 

“ฉันจะไปขายได้ยังไง ฉันไม่รู้จักใครเลย แล้วป่านรู้ได้ยังไงว่าเค้ามีตลาดนัดสุขภาพ” 

“ก็พี่ญาบ้านติดๆ เรานี่แหละเป็นคนบอก พี่ญามีร้านขายของอยู่ที่นั่นพอถึงวันศุกร์พี่เค้ามักจะเอาผักและผลไม้ปลอดสารพิษไปวางขาย” 

“แล้วมันจะมาน่าเกลียดเหรอ อยู่ๆ จะฝากของเอาไปขาย” แม้อยากจะขายของแต่ก็ไม่อยากเอาเปรียบใคร 

“ไม่น่าเกลียดหรอก เราลองให้เค้าไปชิมก่อนสิ ถ้าเค้าบอกอร่อยก็ลองแกล้งถามดูว่ามีที่ไหนที่จะไปวางขายได้บ้างดีไหม” ปราณติญาช่วยเพื่อนคิด 

“วันนี้ฉันให้พี่ญาลองชิมไปแล้วหนึ่งกล่อง” พุดพิชชาบอกเพื่อนเพราะตอนที่เธอกำลังจะออกจากบ้านก็เจอเพื่อนบ้านคนนี้กลับมาจากข้างนอกพอดี 

“ดีเลยถ้าเจอครั้งหน้าฉันจะได้ลองถามว่าอร่อยถูกใจไหม ถ้าพี่เค้าบอกอร่อยก็เข้าทางเราเลย”  

“ขอบใจนะป่านแก้ว” พุดพิชชาซึ้งน้ำใจเพื่อนคนนี้เป็นที่สุด “แล้วที่โรงเรียนชอบกันไหม”  

“ชอบสิ ฉันว่าจะบอกอยู่เหมือนกัน ถ้าพรุ่งนี้จะให้แกทำไปส่งอีกสัก 10 กล่องจะได้ไหม ฉันรับปากไปแล้ว” 

“ได้สิ อยากทานเมนูไหนกันล่ะ จะเอาอาหารธรรมดาหรืออาหารคลีน” 

“อะไรก็ได้ฉันแจ้งราคาไว้ว่าประมาณ 69 บาทนะ เพราะเบื่อกับข้าวที่โรงเรียนเต็มที ถ้าสลับกันได้ก็ดีเมื่อวานอาการคลีนไปแล้ววันพรุ่งนี้ก็อาหารธรรมดาก็ได้ ” 

“อาหารธรรมดา พุดว่าราคาสัก 50 ก็พอนะ ส่วนอาหารคลีนค่อยคิด 69 ดีไหม พุดกลัวว่าจะแพงเกินไป” 

“ไม่แพงหรอกแก เพราะครูที่โรงเรียนเคยสั่งเจ้าที่เค้าทำอาหารส่งก็ก็ราคาประมาณนี้ ยิ่งถ้าเป็นแซลมอนก็บวกเพิ่มไปอีก ไหนจะค่าส่งอีกนะพุด” 

“อย่างนั้นก็ได้ เดี๋ยวฉันทำสุดมือเลยมีใครแพ้อาหารอะไรไหม” พุดพิชชามักจะระมัดระวังเรื่องนี้เสมอเพราะเคยเห็นคนแพ้อาหารจนหายใจแทบไม่ออก  

“เท่าที่รู้ก็ไม่มีนะ เดี๋ยวจะถามในไนล์กลุ่มให้”  

“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ฉันจะทำอาหารธรรมดา ในราคา 69 บาทแต่จะมีชาแถมไปด้วยดีไหม” พุดพิชชาถามความเห็นเพื่อน

“ดีเลยเพราะชาร้านแกอร่อยมาก แต่ไม่ต้องใส่น้ำแข็งไปนะ เอาแค่ชาใส่ถุงก็พอที่โรงเรียนมีน้ำแข็งใส่กระติกไว้ให้ที่ห้องพักครู” 

“ก็ดีเหมือนกัน ชาจะได้ไม่ละลายให้เสียรสชาติ” 

แล้ววันอังคารก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วตอนเข้าพุดพิชชาทำข้าวกล่องและชาไปส่งที่โรงเรียนพอตอนสายก็มาเปิดร้านลูกค้าก็ยังคงมีอยู่ทุกวัน ดูเหมือนว่าโปรโมชั่นซื้อ 2 แก้ว ฟรี 1 แก้วจะยังคงเป็นที่สนใจอยู่ หญิงสาวอาจต้องแลกกับภาระต้นทุนที่มากขึ้นเพื่อแลกกับจำนวนลูกค้าที่มากขึ้นแต่ก็นับว่าคุ้ม ระหว่างนี้เธอก็ต้องหารายได้จากที่อื่นเพิ่มขึ้นด้วยเพราะยังมีค่าใช้จ่ายๆ ต่างรออยู่มาก เงินเก็บที่มีเธอก็เริ่มลดลงเนื่องจากลงทุนซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ เข้าร้านค่อนข้างมาก  

“น้องพุดคะ น้องพุด” เสียงเรียกดังมาจากข้างกำแพง  

พุดพิชชาเดินไปตามเสียงเรียกนั้น หญิงสาวเหยียบเก้าอี้ไม้ขึ้นไปจนหัวพ้นกำแพงก็เห็นเพื่อนบ้านยืนรออยู่แล้ว 

“สวัสดีค่ะพี่ญา” หญิงสาวทักทายเพื่อนบ้าน

“น้องพุด ว่างหรือเปล่าพี่มีอะไรจะถามหน่อยค่ะ” 

“ว่างค่ะพี่” พุดพิชชาพึ่งกลับมาถึงบ้านเธอบังไม่ได้เตรียมอาหารเย็นเลยด้วยซ้ำ แต่อย่างที่ปราณติญาบอกว่ากรกนกหรือพี่ญาอาจช่วยเธอเรื่องข้าวกล่องที่จะไปขายที่โรงพยาบาลก็ได้ 

“พี่อยากถามน้องพุดว่าข้าวกล่องที่ให้พี่ชิมเมื่อวานน้องพุดทำเองใช่ไหมคะ” 

“ใช่ค่ะพี่ญา มีอะไรหรือเปล่าคะ” พุดพิชชาใจคอไม่ดีเพราะกลัวคนทานจะท้องเสียหรือแพ้อาหาร  

“น้องพุดทำอาหารคลีนอร่อย พี่เลยอยากถามว่าน้องพุดทำอาหารอย่างอื่นเช่นพวกผัดกะเพรา หมูทอด ผัดพริกอ่อน อะไรพวกนี้ได้ไหม” 

“ได้ค่ะ” หญิงสาวตอบรับเพราะอาหารที่กรกนกพูดมานั้นล้วนแต่เป็นอาหารที่เธอเคยทำเป็นประจำอยู่แล้ว

“น้องพุดสนใจทำวางขายไหม เจ้าเดิมที่พี่เคยซื้อมาขายอร่อยสู้ของพุดไม่ได้เลย  ขนาดอาหารคลีนยังอร่อยพี่ว่าอย่างอื่นก็ต้องอร่อยแน่ๆ เลย” กรกนกนั้นเปิดร้านขายของใช้เบ็ดเตร็ดในโรงพยาบาล แต่ก็กันพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้วางขายอาหารด้วย โดยเธอจะซื้ออาหารกล่องจากตลาด ไปวางขายแล้วบวกเพิ่มกำไรนิดหน่อย  

“สนใจค่ะ แต่ว่าเจ้าเดิมที่พี่ญาเคยซื้อจะไม่ว่าเอาเหรอคะ” แม้จะอยากมีรายได้เพิ่มแต่ถ้าต้องทำให้คนอื่นเดือดร้อนหญิงสาวก็ไม่ยากจะทำ

“ไม่หรอกจ้ะ เพราะปกติพี่จะไปซื้อเองที่ตลาด เปลี่ยนเจ้าไปเรื่อยๆ ไม่ได้สั่งเจ้าไหนเป็นประจำ พี่มีเมนูที่ซื้อประจำอยู่แล้ว ให้น้องพุดทำตามนั้นไปก่อน หรือจะเพิ่มอาหารอย่างอื่นก็ได้นะคะ วันหนึ่งก็ประมาณ 30 กล่อง ส่วนวันศุกร์พี่สั่งเป็นอาหารคลีนแบบเมื่อวาน เพิ่มอีก 20 กล่องรวมเป็น 50 กล่อง” 

“แล้วพี่ญาซื้อมากล่องละเท่าไหร่คะ” แม้ค้าอย่างเธอต้องคำนวณต้นทุนและกำไรอยู่ตลอดเวลา 

“พี่รับมา 30 ค่ะ ขาย 35  ถ้าเมนูไหนมีไข่ก็จะเพิ่มอีก กล่องละ 5 บาท แต่พวกอาหารทะเลก็จะ 40 ค่ะ” กรกนกบอกอย่างตรงไปตรงมา 

“ตกลงค่ะ พุดจะทำให้ พี่จะให้เริ่มวันไหนคะ” 

“วันศุกร์นี้เลยก็ได้ค่ะ” 

“เป็นอาหารคลีน 20 กล่องนะคะ แล้วอีก 30 ก็อาหารธรรมดา” พุดพิชชาย้ำอีกที เพราะว่าเธอยังไม่ตกลงราคาอาหารคลีนกับกรกนกเลย 

“ใช่จ้ะ” 

“ราคาอาหารคลีนจะสูงหน่อยนะคะ”

“ตายจริง พี่ลืมบอกขอโทษที อาหารคลีนพี่รับอยู่ที่ 55 พี่ขาย 60 น้องพุดพอจะให้ราคานี้ได้ไหมคะ” 

“พุดขอเป็นราคาสัก 57 ได้ไหมคะ เพราะกล่องอาหารคลีนของพุดจะใช้กล่องคนละแบบกับอาหารธรรมดา กล่องจะเป็นกล่องพลาสติกใสสามารถเข้าไมโครเวฟได้ค่ะ” 

กรกนกกำลังคิดว่าถ้าเธอขายได้ 20 กล่องก็จะได้กำไรเพียง 60 บาทแม้จะแค่ไปวางขายไม่ได้ลงทุนไรเลยแต่เธอก็ควรจะได้มากกว่านี้  

“ถ้าอย่างนั้นพี่สั่งเพิ่มเป็น 30 กล่อง แล้วขอราคาเป็น 56 ได้ไหมคะ ส่วนอาหารธรรมดาก็ 30 กล่องอย่างเดิม” 

“ได้ค่ะ แล้วไข่ดาวพี่ญาจะให้ใส่ทุกล่องเลยไหมคะ”

“ใส่ อย่างสัก 20 กล่องก็พอค่ะ”

พุดพิชชายิ้มรับกับออเดอร์ที่ได้ในวันนี้

“พี่ต้องวางมัดจำก่อนไหมคะ” 

“ไม่เป็นไรค่ะ บ้านใกล้กันแค่นี้เอง” ถ้าเป็นคนอื่นพุดพิชชาก็คงให้เธอจ่ายเงินค่ามัดจำก่อนแต่สำหรับกรณีนี้บ้านของกรกนกก็อยู่แค่นี้และจะดูน่าเกลียดถ้าเธอเก็บเงินค่ามัดจำ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป