บทที่ 3 เพื่อนเก่า

“แล้วแกหนีมาอย่างนี้แม่เลี้ยงแกมายิ่งได้ใจเหรอ” ปราณติญาอดสงสัยไม่ได้

“คนอย่างยายผกาชงกาแฟทรีอินวันยังไม่ได้เรื่อง รับรองไม่นานลูกค้าได้หายหมด” เธอตอบอย่างมั่นใจ

“มันก็จริงนะ ของอย่างนี้มันต้องใช้ฝีมือ แต่เด็กที่ร้านแกก็ชงเป็นไม่ใช่เหรอ”ความสงสัยยังไม่หมดไป

“อือ ชงเป็นกันทุกคนแหละ เพราะฉันมีสูตรให้ แต่ฉันเอาสูตรทั้งหมดมาด้วย” 

พุดพิชชาเล่าให้เพื่อนฟังทั้งหมดว่าก่อนออกมาจากร้านเธอทำอะไรไว้บ้าง

พอปราณติญาได้ยินก็หัวเราะด้วยความสะใจในความแสบของเพื่อน 

“สุดยอดเลยแก แล้วนี่จะมาเปิดร้านกาแฟที่นี่จริงๆ เหรอ” 

“อือ คิดไว้อย่างนั้น แต่คงต้องขับรถสำรวจก่อนสักสองสามวัน หาทำเลด้วย”

แม้จะมั่นใจว่าตัวเองชงกาแฟและทำขนมอร่อยแค่ไหน แค่ทำเลร้านก็เป็นสิ่งสำคัญ

“อือ ตามใจแกเลย เดี๋ยวพรุ่งนี้เราไปให้ทั่วเมืองเลย ส่วนวันจันทร์แกต้องไปคนเดียว”  

“ไม่เป็นไรเมืองไม่ใหญ่มากฉันไม่หรอก จีพีเอสก็มีจะกลัวอะไร”พุดพิชชามักจะมั่นใจในตัวเองเสมอ

“แกเข้มแข็งกว่าที่ฉันคิดไว้เยอะเลย แล้วนี้ได้บอกพี่กรของแกหรือยัง”

“เค้าไม่ใช่พี่กรของฉันอีกต่อไปแล้ว” เสียงเศร้าของเพื่อนทำให้คนฟังต้องรีบนั่งลงข้างๆ

“ทำไม มันเกิดอะไรขึ้น ไหนว่ารักกันดีนี่” ปราณติญาถามอยากแปลกใจเพราะครั้งสุดท้ายที่ได้คุยกันนั้นก็ไม่มีวี่แววว่าเพื่อนกับแฟนหนุ่มจะเลิกกันเลยสักนิด

“ไม่รู้ไอ้ที่รักน่ะ ฉันรักเค้าแค่ฝ่ายเดียวหรือเปล่าน่ะสิ”  เธอเปรยเสียบเรียบ

“เล่ามาเลยไอ้พุด อย่ามัวชักช้า”

“อือ”

พุดพิชชาเริ่มเล่าเรื่องคนรักให้เพื่อนฟังโดยไม่อิดออดเพราะเธอคิดว่าการได้เล่าหรือได้ระบายความรู้สึกผิดหวังออกมาบ้างนั้นคงจะทำให้แผลในใจหายเร็วขึ้น

พุดพิชชากับอธิกรคบกันมาตั้งสมัยเรียนอยู่ปี 3 ชายหนุ่มเป็นรุ่นพี่ต่างคณะแต่ที่ได้มารู้จักกันเพราะการได้มีโอกาสไปเข้าค่ายอาสาที่จังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ

การได้ทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันเป็นเวลาหลายวันทำให้พอกลับจากเข้าค่ายทั้งสองก็ยังติดต่อกันอยู่และพัฒนาความสัมพันธ์ไปจนตกลงเป็นแฟนกันตอนเธออยู่ปี 4 ส่วนเขาก็เรียนจบพอดี

ความรักของคนทั้งสองปราณติญารับรู้มาโดยตลอดเพราะเธอเองก็เป็นหนึ่งในเพื่อนที่ไปค่ายอาสาด้วยกัน

แม้ว่าอธิกรจะเรียนจบไปแล้วแต่เขาก็มารับพุดพิชชาไปทานข้าวด้วยเกือบทุกเย็น จนใครต่างก็พากันอิจฉากับความรักของคนทั้งสอง

พอพุดพิชชาเรียนจบชายหนุ่มก็มาร่วมแสดงความยินดีกับเธอ แล้วทั้งสองตกลงจะหมั้นกันแต่ก่อนถึงวันหมั้นมารดาของพุดพิชชาก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต

ทำให้หญิงสาวขอเลื่อนการหมั้นหมายไว้ก่อน

เขาก็ไม่ว่าอะไร จนเวลาผ่านไปเกือบ 2 ปีทุกอย่างดูจะเข้าที่เข้าทางเธอกับเขาก็เริ่มคุยกันเรื่องนี้อีกครั้ง

เธอพาเขามาทานข้าวที่บ้านวันเดียวกับวันที่บิดาของเธอพาภรรยาใหม่และลูกสาวเข้ามาแนะนำให้เธอรู้จัก

พุดพิชชาไม่ได้สนใจภรรยาของบิดามากนักเพราะถ้าเธอแต่งงานก็คงจะออกไปจากบ้านนี้

อธิกรมาหาเธอที่บ้านบ่อยขึ้น ส่วนเธอก็ยังไปทำงานที่ร้านกาแฟเหมือนเดิม

หลายครั้งที่เธอกลับถึงบ้านก็เจอแฟนหนุ่มรออยู่ก่อนแล้วอธิกรให้เหตุผลว่าไม่อยากไปรอเธอที่ร้านเพราะเกรงว่าจะทำให้หญิงสาวทำงานไม่เต็มที่เขาเลยมารอที่บ้านดีกว่า

พุดพิชชาเชื่อทุกอย่างที่เขาพูด

จนกระทั่งวันหนึ่งเธอรู้สึกไม่สบายและกลับมาที่บ้านเร็วกว่าปกติ สิ่งที่เธอได้เห็นนั้นทำเอาเธอแทบไม่มีแรงยืน

แฟนหนุ่มของเธอพึ่งออกมาจากห้องนอนของลิลลี่หรือลลิตา

ลูกสาวของผกาภรรยาใหม่ของบิดา

‘เมื่อไหร่พี่กรจะบอกเลิกยัยพุดสักทีคะ ลิลลี่อึดอัด’

ลลิตานุ่งผ้าเช็ดตัวแค่ผืนเดียวยืนพิงประตูถามชายหนุ่ม

‘คงไม่นานนี้หรอกจ้ะ รอพี่หน่อยนะคะคนสวยของพี่’

อธิกรกำลังติดกระดุมเสื้อเชิ้ตของเขาอย่างช้าๆ

‘อย่าให้รอนานนะคะ ไม่ใช่ว่าแค่หลอกมีอะไรกับลิลลี่เพราะยัยนั่นไม่ยอมให้มีอะไรด้วย’

‘ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ลิลลี่อย่าพึ่งน้อยใจสิ ยังไงพี่ก็ต้องบอกเลิกผู้หญิงหัวโบราณคนนั้นอยู่ดีแค่จับมือยังไม่ค่อยได้ อยู่ด้วยแล้วไม่มีความสุขเลยสักนิด ต่างจากลิลลี่ที่อยู่ด้วยแล้วพี่มีความสุขที่สุด’

‘จริงๆ นะคะ พี่กรต้องรีบเลิกกับยัยพุดจริงๆ นะคะ ลิลลี่สัญญาเลยค่ะ ว่าจะทำให้พี่กรมีความสุขที่สุด อย่างที่พี่กรคาดไม่ถึงเลยล่ะค่ะ’

ลลิตาโอบแขนเรียวรอบคอของชายหนุ่มพร้อมรอยยิ้มเชิญชวนที่อธิกรรู้ว่านั่นมันหมายถึงอะไร

‘พูดอย่างนี้ พี่จะไปไหนรอดล่ะครับ พี่ขอต่ออีกรอบนะ’

อธิกรไม่รอฟังคำตอบเขาพรมจูบไปทั่วไปหน้าของหญิงสาวก่อนจะดึงผ้าเช็ดตัวของเธอออกจากนั้นก็อุ้มหญิงสาวกลับเข้าไปในห้องนอนอีกครั้ง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป